แฟชั่น สาวๆ ที่ทำหนุ่มๆ อารมณ์เสีย!!

November 24th, 2009 by womenblogs

 

 

แฟชั่น สาวๆ ที่ทำหนุ่มๆ อารมณ์เสีย!!
     วันนี้  women.mthai  แอบไปสืบเสาะเรื่องไม่ลับที่สาวๆ อยากรู้กัน จากหนุ่มโสดคลีโอ ปี 2009 มาให้…  ซึ่งเรื่องที่ว่านี้  ถ้าสาวๆ ได้รู้แล้ว รับรองบางคนถึงกับเสียเซลฟ์ จน

 

หน้าหงายกันเลยทีเดียวแน่ๆ  เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ เทรนด์ แฟชั่น ที่สาวๆ อย่างเราๆ คิดว่าที่แต่งนั่นน่ะ สวย เริ่ด เชิด แล้ว … แต่สำหรับบรรดาหนุ่มๆ เค้ากลับส่ายหน้า และรับไม่ได้ จนถึงขั้นอารมณ์เสียเลยนะ… มีอะไรบ้างลองมาดู

หนุ่มโสดคลีโอ 2009


พวกเค้าบอก…

 

+ส้นตึก
+ผมหน้าม้า
+เปิดหน้าอกมากเกินไป ใส่สั้นมากเกิน
+เสื้อผ้าน้อยชิ้น
+ใส่สูท
+ใส่น้ำหอมมากเกินไป
+สายคาดผมมั้งครับ
+ก๊อปปี้ดารามาใส่แล้วไม่เข้ากับตัวเอง

หนุ่มโสดคลีโอ 2009

พวกเค้าบอก…

+ใส่รองเท้าแตะไปทำงาน
+แต่งตัวเลอะเทอะมากๆ
+แต่งตัวโป๊ๆ รัดกุมหน่อยก็น่ารักได้
+กางเกงเอวต่ำ
+เซอร์แบบซกมก
+แต่งตัวตามเทรนด์ล่าสุด แต่ไม่ใช่สไตล์ของตัวเองเลย
+ผู้หญิงที่ใส่คอนแทคเลนส์ Big Eyes
+นุ่งสั้น ใส่เสื้อรัดๆ แต่งตัวเกินจริง

หนุ่มโสดคลีโอ 2009

พวกเค้าบอก…



+
เชือกคาดผมสไตล์โบฮีเมียน
+เสื้อสายเดี่ยว เสื้อคอเต่า
+โลกนี้ของฉันเป็นสีชมพูมากๆ
+ร็อคและพังค์
+พังค์และสก๊อย
+ชุดใหญ่ๆ เกินตัว
+กระโปรงและกางเกงเอวสูงๆ

หนุ่มโสดคลีโอ 2009

พวกเค้าบอก…


+แต่งโป๊ ส้นตึก
+แฟชั่นเอวสูงครับ เพราะผู้หญิงบางคนตัวเล็กเลยจะดูสั้นๆ ไป
+แต่งตัวหรือทำตัวตามคนอื่น ที่ไม่ใช่ตัวเอง
+เจาะลิ้น เจาะจมูก
+ใส่ส้นสูงที่สูงเกินไป
+แอ๊บแบ๊ว
+กระโปรงสั้น  เสื้อสายเดี่ยว
พังค์ๆ

     เป็นไปได้ยังไงกันเนี่ยว่ามั้ยคะ ก็พวกเรามั่นอกมั่นใจมากๆ นี่นา ว่าที่เราบรรจงคัดสรรค์ แฟชั่น อินเทรนด์ ออกจะเริ่ด และน่าจะเตะตาหนุ่มๆ แน่นอน เฮ้อออ… แต่ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปนะคะ เพราะนี่เป็นเพียงผู้ชายส่วนหนึ่ง ที่เค้าออกมาแสดงความคิดเห็น อาจจะยังมีผู้ชายอีกหลายคนที่ชอบก็ได้…  เพราะฉะนั้น เป็นตัวของตัวเองดีที่สุดค่ะ 

แต่ถ้า

 

อยากรู้ว่าทำยังไง ถึงจะได้เป็นสาวในฝันของหนุ่มๆ ทั้ง 50 คน ล่ะก็
คลิ๊กไปอ่านต่อแบบเต็มๆ ของหนุ่มแต่ละคนเลยค่า…

women.mthai

แฟชั่น ชิงชัง… ของ 4 สาว

November 19th, 2009 by womenblogs

 

แฟชั่น ชิงชัง… ของ 4 สาว
เจี๊ยบ โสภิตนภา - พิมพ์ ซาซ่า - แอน อลิชา - แป้ง อรจิรา

     โคจรมาพบกันใน “ชิงชัง” ละครยิ่งใหญ่แห่งปี ของค่าย เอ็กแซ็กท์  สำหรับ 4 สาว พิมพ์ ซาซ่า (พิมพ์มาดา) - แป้ง อรจิรา - แอน อลิชา - เจี๊ยบ โสภิตนภา เริ่มตอนแรกก็เข้มข้นดุเดือดกันเลยทีเดียว… คนนี้รักคนนั้น คนนั้นรักคนนู้น คนนู้นรักคนโน้น …  ไหนยังจะรักคนเดียวกันอีก อีรุงตุงนังกันไปหมด แถมเรื่องนี้ ยังเลือกตัวแสดงที่โด๊น…โดน คนดูเต็มๆ  อย่าง พิมพ์ ซาซ่า มาเจอ กัปตัน ภูธเนศ อดีตคู่รักที่ร้างมานานจนไฟคงมอดไปแล้ว… แล้วยังให้ พี่เปปเปอร์ กับ พี่กัปตัน เพื่อนซี้แห่งอดีตวงบอยแบนด์ ยูเอชที มาทะเลาะแย่ง เจี๊ยบ โสภิตนภา กันอีก ไหนจะ สาวแป้ง ที่ต้องมาเจอกับอดีตคนรู้ใจอย่าง หนุ่มภูริ และสาวแอน อลิชา แฟนคนปัจจุบันของอดีตคนรู้ใจ … เรียกได้ว่า ดูไปอินไปจริงๆ นะคะ ว่ามั้ย…

    

 

วันนี้   women.mthai   อยากรู้ว่า ระหว่าง 4 สาว ที่มารับบทเป็น 4 พี่น้องเนี่ย คนไหนจี๊ดโดนใจที่สุด เลยพาไปดูภาพแฟชั่นสุดเซ็กซี่ของทั้ง 4 สาว กันเลยค่ะ

 

 

เริ่มกันที่ เจี๊ยบ โสภิตนภา กับแฟชั่นชุดว่ายน้ำ ที่หลายคนถามว่า “นี่เซ็กซี่แล้วหรือ???”

เจี๊ยบ โสภิตนภา

เจี๊ยบ โสภิตนภา

เจี๊ยบ โสภิตนภา

เจี๊ยบ โสภิตนภา

 กับบท “อิ่ม” พี่สาวคนโตสุดแสนจะเรียบร้อยคงเหมาะกว่า…

เจี๊ยบ โสภิตนภา

 พิมพ์ ซาซ่า กับ แฟชั่น เซ็กซี่แบบพอดีๆ ออกแนวแบ๊วนิดๆ

พิมพ์ ซาซ่า พิมพ์มาดา

พิมพ์ ซาซ่า พิมพ์มาดา

พิมพ์ ซาซ่า พิมพ์มาดา

พิมพ์ ซาซ่า พิมพ์มาดา

 ในบท “อุ่น” ก็เป็นสาวแก่นแก้ว ดูน่ารักกำลังดี

พิมพ์ ซาซ่า พิมพ์มาดา

แอน อลิชา  กับแฟชั่น เซ็กซี่เกิ๊น…นนน ของเธอ เซ็ตนี้ถ่ายกับหวานใจ ภูริ ซะด้วย 

แอน อลิชา

แอน อลิชา

แอน อลิชา

แอน อลิชา ภูริ

 บท “บังอร” สาวที่ต้องได้ “ทุกอย่าง” ที่ตนต้องการ… ร้ายได้ใจมากๆ

แอน อลิชา

แป้ง อรจิรา  กับแฟชั่น ขาว…ววว เซ็กซี่ ขยี้ใจหนุ่มๆ

แป้ง อรจิรา

แป้ง อรจิรา

แป้ง อรจิรา

แป้ง อรจิรา

ใบบท “อารีย์” น้องสาวคนเล็ก ก็ดูเรียบร๊อย…เรียบร้อย น่ารักไปอีกแบบนะ

แป้ง อรจิรา
 

ลองมาโหวตเล่นๆ กันดีกว่า… ว่าคุณคิดว่าใน 4 สาวนี้
ใครจะฮอตโดนใจหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ จนสาวๆ  ชิงชัง ทั้งประเทศ

women.mthai

ขั้นตอนการแต่งสวย ที่มักถูกมองข้าม

November 18th, 2009 by womenblogs

แต่งหน้า

 

ขั้นตอนการแต่งสวยที่มักถูกมองข้าม (Lisa)

          ขั้นตอนความงามสองสามอย่างที่มันถูกมองข้ามไป ที่จริงแล้วสร้างผลดีใหญ่หลวง โดยให้ความพยายามเพียงน้อยนิด แต่คุณเห็นความแตกต่างอย่างมาก

           1. ขัดผิวเป็นประจำ 

          ผิวที่เรียบเนียนจะทำให้เราใช้ความพยายามในการแต่งหน้า เพื่อปกปิดข้อบกพร่องน้อยลง ฉะนั้น เริ่มการขัดผิวทีละเล็กทีละน้อยเป็นประจำทุกวัน ด้วยคลีนเซอร์ที่มีฤทธิ์ในการขัดผิวอย่างอ่อนโยน หรือใช้ผ้าขนหนูล้างหน้าร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้เป็นประจำ ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นมากมายแต่อย่างใด

           2. ใช้คอนซีลเลอร์ 

          ถึงแม้คุณจะใช้รองพื้นอยู่แล้ว แต่การเพิ่มคอนซีลเลอร์เข้าไปด้วย ก็จะทำให้การแต่งหน้าของคุณดูดีขึ้น และลุคของคุณสดใสยิ่งขึ้น เลือดเฉดสีที่เข้ากับสีผิวของคุณ และแต้มลงบริเวณเปลือกตา ข้างสันจมูก หัวตา และใต้ดวงตา เช่นเดียวกับการทาคอนซีลเลอร์ลงบนรอยแดงและรอบฐานจมูก รวมถึงรอยผิวต่างๆด้วยจากนั้น เซ็ตให้อยู่ตัวด้วยแป้งฝุ่น

           3. แต่งคิ้วให้ดี 

          คิ้วที่ได้รูปสวยเพิ่มความชัดเจนและโดดเด่นให้แกรูปหน้า และสามาถรทำให้คุณดูเด็กลงได้อีกหลายปี (คิ้วที่บางและมีสีอ่อนเกินไปจะทำให้ได้ผลในทางตรงกันข้าม คือทำให้ดูแก่ลง) เลือกสีแต่งคิ้วแบบฝุ่นหรืออายแชโดว์สีที่อ่อนเป็นเส้นสั้นๆ ไปตามแนวคิ้ว ตามด้วยเจลปัดคิ้วเพื่อเซ็ตสีให้อยู่ตัว หากต้องการหรือหากชอบใช้ดินสอเขียนคิ้ว ให้เป็นเส้นสั้นๆ ไปตามแนวคิ้วเรียบเนียนเสมอ เพื่อให้ได้คิ้วดูสายงาม

           4. ดัดขนตา 

          ขนตางอนงามให้ดวงตาดูโตขึ้น และเมื่อปัดมาสคาร่าก็จะยิ่งได้ขนตาที่สวยงามมากขึ้น เทคนิคง่ายๆ ในการดัดขนตาก็คือ ให้ “อุ่น” ที่ดัดขนตาด้วยลมร้อนจากไดร์เป่าผมก่อนใช้ มักจะช่วยให้ดัดขนตาให้ง่ายขึ้นและงอนงามยาวนานขึ้น เวลาดัดขนตาให้เริ่มจากโคนขนตา และเลื่อนขึ้นไปกลางขนตาจนถึงปลายขนตา

           5. ทาบลัช 

          เพียงแค่สีสันที่แก้มเล็กน้อยทำให้ใบหน้าคุณมีชีวิตชีวามากขึ้น บลัชแบบครีม มูสเจล และสเตนจะทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งมาจากภายในส่วนบรัชแบบฝุ่นใช้ได้ง่ายและรวดเร็ว และรองใช้แบบฝุ่นทาทับแบบครีมหรือเจล ทำให้สีสันติดทนนานมากยิ่งขึ้น และแทนการปัดบรัชออนจากกึ่งกลางแก้วไปจนถึงด้านนอก ลองใช้เทคนิคนี่ที่จะทำให้ดูอ่อนเยาว์ลงโดยเริ่มจากตีนผลใกล้กับหู ปัดไปตามพวงแก้มเป็นแนวขวางไปจนถึงกึ่งกลางแก้ม สีบลัชจะเข้มกว่าที่ชายผมและจางลงที่กึ่งกลางแก้ม

           6. เติมไฮไลต์ 

          ไฮไลต์ทำให้ใบหน้าสว่างสดใสทันตาวิธีง่ายๆ ก็คือทาอายแชโดว์ชนิดอ่อนๆ ผสมชิมเมอร์ที่หัวมุมตาและโหนกคิ้วจะทำให้ดวงตาคุณเด่นยิ่งขึ้น จากนั้นปัดไฮไลต์หรือแป้งผสมชิมเมอร์ที่ด้านบนของแนวกระดูกโหนกแก้มใบหน้าโดยรวมจะยิ่งกระจ่ายใสมากขึ้น

           7. ดูแลริมฝีปาก 

          ริมฝีปากที่เรียบเนียนและชุ่มชื่น ทำให้การทาปากหรือกลอสง่ายดายขึ้นกำจัดผิวหนังแห้งๆ บนริมฝีปากด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น แล้วทาลิปบาร์มเยอะๆทิ้งใว้สักพัก และก่อนจะทาปากก็เช็ดบาร์มออกก่อน การทาลิปสติกจะง่ายดายขึ้นและสวยขึ้นด้วย

5 ลุคแปลกเปรี้ยว สำหรับวันที่อารมณ์แตกต่าง

November 18th, 2009 by womenblogs

แต่งหน้า

 

5 ลุคแปลกเปรี้ยว สำหรับวันที่อารมณ์แตกต่าง (Lisa)

          เทรนด์ความงามหลายอย่างที่เราเห็นบนเวทีแฟชั่น อาจดูเหมือนแปลกและเปรี้ยวเกินกว่าจะนำมาใช้ในชีวิตจริง แต่บางลุคที่เปรี้ยวเข็ดฟันเช่นนั้น ก็ยังอาจนำมาใช้ได้ในวันที่คุณต้องการอารมณ์ที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเพื่อปลุกความสดชื่นคึกคักให้ตัวเอง หรือเพื่อดึงดูดสายตาใครต่อใครให้มากขึ้นอีกสักหน่อย มาลองดูกันเลยว่า ลุคแปลกเปรี้ยวแบบไหนที่กับคุ้มค่าน่าลอง

          1. สีสันสุดจี๊ด

          เพราะลุคของยุค 80s กำลังมาแรงบนเวทีแฟชั่น เมกอัพลุคจากยุคเดียวกันจึงกลับมาสู่สปอตไลต์อีกครั้ง และหนึ่งในเอกลักษณ์ของยุคก็คือสีสดแรงอย่างสีเทอร์ควอยส์ สีชมพู และสีฟ้า ซึ่งไม่ใช่การทาทีสีแต่เป็นการใช้ทุกสีพร้อมกัน! ทาสีชมพูให้ทั่วเปลือกตาจนถึงโหนกคิ้ว แล้วทาทับด้วยสีฟ้าหรือเทอร์ควอยส์ตามแนวขอบตาบนจนถึงรอยพับเปลือกตาไล้สีฟ้าเลยลงมาที่หางตาด้านล่างอีกสักหน่อย ดวงตาคุณก็จะจี๊ดจ๊าดสะใจ

          อีกหนึ่งทางเลือกก็คือ การใช้ดินสอเขียนขอบตาสี ๆ ซึ่งสามารถใช้เส้นหนา ๆ ได้ ถ้าคุณตาโต แต่ถ้าตาเล็กเรียวก็ควรเขียนเส้นให้บางหน่อย และไม่จำเป็นต้องลากเส้นให้เลยขอบตาหรือตวัดปลายเส้นขึ้นด้านบน เพื่อไม่ให้ดูเว่อเกินไป หรือถ้าอยากได้ความแวววาวสักหน่อย ก็อาจทาทับเส้นด้วยอายไลเนอร์แบบกลิตเตอร์เล็กน้อยพอให้มีประกายไม่ใช่ใช้อายไลเนอร์แบบกลิตเตอร์อยากเดียว เพราะมันจะดูแวววาวเกินไป และอาจทำให้เปลือกตาของคุณดูบวมได้

          2. โหนกแก้มสูงเด่น

           ถึงเวลาสนุกกับบลัชออนแล้วค่ะ และบลัชออนที่กำลังมาแรงตอนนี้ก็คือการทาบลัชสูงขึ้นไป ถึงแนวขมับเลยทีเดียว วิธีการก็คือ

           ดูดแก้มเข้าไปให้เกิดรอยบุ๋ม แล้วใช้ปลายนิ้วคลำดูว่าโหนกแก้มของคุณอยู่ตรงไหน เพราะคุณจะต้องทาบลัชออนใต้แนวโหนกแก้มนี้ ที่จะทำให้โหนกแก้มของคุณยิ่งดูสวยเด่นขึ้น

           จุ่มแปรงลงในบลัชออน เคาะส่วนเกินออกเล็กน้อย แล้วทาตามแนวใต้โหนกแก้ม โดยทาเลยขึ้นไปจนถึงขมับ

           ทาไฮไลต์ลงบนโหนกแก้ม เพื่อเน้นให้โหนกแก้มเด่นยิ่งขึ้น โดยทาเป็นรูปตัว C จากขมับลงมาด้านล่าง

          3. ขนตาสุดเด้ง

           ขนตายิ่งหนาๆ และเด่นเด้งเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะฉะนั้นขนตาปลอมช่วยคุณได้ค่ะ เพื่อให้การติดขนตาเป็นไป อย่างง่ายดาย นี่คือเทคนิคง่าย ๆ

           เอาขนตาปลอมทาบกับดวงตาและเล็มส่วนที่เกินอกไปเพื่อให้มันเข้าพอดีกับดวงตา

           พยายามให้เปลือกตาของคุณปราศจากความมันวาว เพราะความมันจะทำให้ขนตาปลอมหลุดร่อนออกมาได้ง่าย ใช้กระดาษซับมันซับพื้นผิวบริเวณดวงตาออกให้แห้งสะอาดที่สุด

           ทากาวลงบนขนตา ปล่อยไว้สักครู่ก่อนติดลงตามแนวขอบตา กดเบาๆ แล้วปล่อยให้มันแห้งสนิท

           ใช้อายไลเนอร์สีดำเขียนทับตามแนวขอบตา เพื่อซ่อนรอยต่อของขนตาปลอม จากนั้น ดัดขนตาทั้งปลอมและจริงพร้อมกันเพื่อให้มันดูกลมกลืนเข้าหากันก่อนปัดทับด้วยมาสคาร่า

          4. ผมมวยกลางกระหม่อม

          ผมมวยจะไม่ดูแก่อีกต่อไปถ้าคุณเกล้ามันไว้กลางกระหม่อม เมื่อทำผมทรงนี้คู่กับการทาปากสีแดงสดก็ยิ่งสุดเก๋ วิธีทำผมแบบนี้ก็ง่ายมาก เพียงแค่ทามูสให้ทั่วเส้นผม ก้มตัวลงแล้วเป่าโคนผมเพื่อให้ผมดูพองขึ้นมัดผมเป็นหางม้าสูงๆ แล้วพันผมให้เป็นมวย ตรึงด้วยกิ๊บสีดำให้แน่นดึงเส้นผมให้มวยผมดูพองออกมาเล็กน้อยและยุ่งนิด ๆ มวยผมที่ดูเรียบเกินไปไม่โอสำหรับลุคแบบนี้

          5. สีปากคมเข้ม

          ไม่ใช่แค่สีแดงเข้มที่กำลังมาแรง แต่เป็นสีที่เกือบดำหรือสีดำก็ได้ถ้าใจกล้าพอ สีม่วงเข้ม ๆ เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่เก๋ไก๋สุด ๆ สำหรับตอนนี้ เลือกเนื้อลิปสติกที่ดูสดชื่นและมันวาวนิด ๆ อย่าให้ด้านหรือหยาดเยิ้มเกินไป จากนั้น ทาแก้มสีชมพูระเรื่อเพื่อเพิ่มความน่ารัก เช่นเดียวกับดวงตาที่มีแค่มาสคาร่าก็เพียงพอแล้ว

เมื่อต่างคนต่างเปลี่ยน

November 18th, 2009 by womenblogs

ขอโทษนะ.. ที่ฉันทำได้เพียงแค่นี้        

เมื่อต่างคนต่างเปลี่ยน (ใยไหม)

โดย : ออนอุมาร์
 
          เคยเกิดคำถามขึ้นระหว่างเรากับคนรักบ้างไหมว่า “ทำไมความรักของเราเริ่มไม่เหมือนเดิม” หลายปีที่ผ่านมา คนสองคนเริ่มต้นสร้างความรักขึ้นมาด้วยกัน ตอนที่รักมันคุกรุ่นอยู่ในใจ บางคนก็นึกไม่ออกหรอกว่า “เราสองคนจะเปลี่ยนไปได้ยังไง ในเมื่อเราต่างก็รักกันมากขนาดนี้” แต่สุดท้าย…คำถามที่ไม่เคยถูกตั้งสมมติฐานมาก่อน ก็แสดงตัวตนขึ้นมาสั่นคลอนจิตใจ

          ความจริงที่ว่า…คนที่เปลี่ยนไปไม่ได้มีแค่คนเดียวนี่สิ ที่สร้างความเจ็บปวดยิ่งกว่ากรณีการถูกคนรักหักหลังเสียอีก เมื่อเราสองคน ต่างก็เปลี่ยนไป จะมีอะไรที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่านี้…คงไม่มีอีกแล้ว
 
          การที่ตัวตนของเราค่อย ๆ เปลี่ยนไปทุกวัน เปลี่ยน…ทั้ง ๆ ที่ยังคบกัน เป็นความเจ็บปวดที่ไม่รู้จะบรรเทาให้เบาบางยังไงดี เวลาหันไปมองหน้าคนรัก…เห็นเขามองกลับมาด้วยท่าทางเฉย ๆ เป็นใครก็อ่อนใจ เป็นใครก็อดคิดไม่ได้ว่า “นี่เรายังรักกันอยู่หรือเปล่า” ชีวิตที่เคยสดใส ต้องมาคอยเป็นกังวลกับพฤติกรรมของคนที่เรารักว่าเขาไม่เหมือนเดิม มันทำให้หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เหมือนถูกอะไรมาบีบเอาความชุ่มชื่นของชีวิตให้ค่อย ๆ หมดไป คบกันแบบนี้ไม่ใช่แค่เหนื่อยใจ…แต่มันจะทำให้ความผูกพันอ่อนแรงตามไปด้วย
 
          ระยะเวลาที่คบกันก็มีส่วนทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป พูดง่าย ๆ ว่ายิ่งรู้จักและสนิทกันมาก ก็ยิ่งหมดความตื่นเต้นท้าทาย การรู้จักตัวตนของใครสักคนมาก ๆ ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์ให้ถูกทาง ก็จะช่วยเรื่องความสัมพันธ์ได้มาก แต่คนส่วนใหญ่มักมองเป็นความน่าเบื่อ

          “คุยกับแฟนแล้วน่าเบื่อ ฉันคุยกับคนอื่นสนุกกว่าตั้งเยอะ”
          “มีแฟนก็เหมือนไม่มี…เฮ้อ…จะมีคนใหม่ไปเลยดีไหมนะเรา”
          “ในเมื่อไม่ค่อยสนใจกันเหมือนเดิม…ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม”
          “ก็ยังรักนะ แต่รู้สึกเหมือนเขาไม่ได้แคร์เราอีกแล้ว” ฯลฯ
 
          ฉันเชื่อว่าจุดเปลี่ยนของทุกสิ่งทุกอย่าง เริ่มต้นที่ใจทั้งนั้นแหละ ถ้าใจเราเปลี่ยน…เวลาเรามองอะไร ความคิดที่เรามีต่อสิ่ง ๆ นั้นก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย จึงไม่แปลกเลย…ถ้าเรามองหน้าคนรักแล้วเรารู้สึกเหมือน ต่างคนต่างไม่ได้รักกัน เพราะใจเราเริ่มเปลี่ยนไปก่อนหน้านี้แล้ว เราเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อคนรักไปทีละนิด ๆ โดยที่บางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวหรอก บางทีที่เราไปคาดหวังอะไรจากเขามาก ๆ แล้วเรา ไม่ได้อย่างที่หวัง ความรู้สึกที่มีต่อเขาก็เปลี่ยนเป็นแง่ลบ พอเราคาดหวังหลายครั้ง แล้วมันดันผิดหวังทุกที ความรู้สึกแง่ลบนั่นแหละที่เป็นเหมือนปิศาจคอยกล่อมเราว่า “เขาเปลี่ยนไปแล้ว”
 
          คนเราชอบถือทิฐิมาวางอำนาจใส่กันชอบประชดกันและกัน ทั้ง ๆ ที่ใจจริงไม่ได้อยากทำให้อีกฝ่ายเสียใจหรอก แต่ทำไงได้…ก็ถ้าได้เอาคืนผ่านรูปแบบที่ทำให้เขาเสียใจดูบ้าง มันก็สะใจดี ผลที่ตามมาอาจได้ความ สะใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ อาจได้รับผลบางอย่างที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคนสองคน เปลี่ยนไป ด้วยเช่นเดียวกัน อุตส่าห์คบกันมานานขนาดนี้…ถ้าจะยอมให้ความรักจบลงแบบไม่สวยงาม เราจะทนได้หรือ
 
          คนเรามักมองข้ามความสำคัญของคนที่อยู่ใกล้ตัว วันนี้เราอาจยอมรับว่า “เราต่างคน ต่างเปลี่ยนไป” จริง แต่ถ้าพื้นฐานความรักที่มีต่อกันยังคงอยู่ เราจำเป็นที่จะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อประคับประคองความรักให้ไปรอดด้วยกัน อย่ายอมแพ้อะไรง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องความรัก จงสู้ทุกวิถีทางจนกว่าจะหมดแรง ถ้าดูแววว่ามันเริ่มจะไม่ไหวจริง ๆ ก็ลองถามใจตัวเองดูอีกที หากถึงเวลาแล้วที่คนสองคนควรห่างกันสักพัก…เพื่อให้ได้ทบทวน ครุ่นคิด และตัดสินใจ การเปลี่ยนแปลงทุก ๆ ขั้นตอน…ไม่ได้มีแค่ด้านลบเสมอไป

เจ็บกี่ครั้งหัวใจก็ยังไม่จำ

          บางขณะที่หัวใจเราร้อนรนมาก ๆ เราอาจต้องการเวลาพักหัวใจสักพัก แล้วให้ความเปลี่ยนที่เกิดขึ้น…ได้มีความยืดหยุ่น และมีเวลาให้คนที่เรารักได้หยุดทบทวน ถ้าที่สุดแล้วเรามั่นใจว่าคนสองคนยังรักกัน…ความเปลี่ยนแปลงที่เคยเปลี่ยนไปแง่ร้าย ก็จะเปลี่ยนกลับมาเป็นแง่ดีได้ไม่ยาก ขอเพียงคนสองคนเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ ก็พอ นาทีที่เหตุผลมีน้ำหนักเบากว่าความรู้สึก
 
          ตอนที่เราตัดสินใจ รับรักใครสักคน เราใช้เหตุผลมากมาย เพื่อความมั่นใจว่าเราเลือกคบคนไม่ผิด เราใช้เวลาพิสูจน์และลองใจด้วยวิธีต่าง ๆ ก็เพื่อให้แน่ใจว่าถ้าคบกับเขาแล้ว เราจะมีความสุขที่สุด และที่ผ่านมามันก็เป็นอย่างนั้น คนสองคนมีความสุข คบกันด้วยความเข้าใจ ยิ่งนานวันเราต่างยิ่งรู้ใจกันมากขึ้น ฟังดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปได้สวย ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่ว่า วันหนึ่ง…น้ำหนักของความรู้สึกของคนสองคนที่มีให้กันนั้นเริ่มไม่คงที่เสียแล้ว
 
          หลายคนเมื่อคบกันไปนาน ๆ …ก็เริ่มใช้เหตุผลในการอยู่ร่วมกันน้อยลง ในขณะที่อารมณ์ความรู้สึกลบ ๆ ถูกยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างบ่อยขึ้น หลายๆ คู่ที่ทะเลาะกันซ้ำๆ เถียงกันแต่เรื่องเดิม ๆ มักจะทะเลาะกันแบบใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ยิ่งทะเลาะกัน ยิ่งรู้สึกว่าคนรักของเรามันห่วย คบกันไปก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น เหตุผลดี ๆ ที่เราเคยเชื่อว่าเขาเป็น ตอนนี้มันไม่ได้มีน้ำหนักอีกแล้ว

          จำได้ไหมว่าเราทะเลาะกันวันหนึ่งกี่รอบ บางเรื่องก็เป็นเรื่องเล็ก บางทีไม่มีเรื่องเราก็ยังทะเลาะกันได้อีก ต่างคนต่างเหนื่อย ยิ่งเหนื่อยยิ่งอยากหนีไปให้ไกล แต่สุดท้ายก็รู้ว่าตัดใจไปจากกันไม่ได้ ก็กลับมาคบกันอีก…แล้วก็ทะเลาะกันอีก กลายเป็นวัฏจักรแห่งความไม่เข้าใจที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที
 
          เมื่อถึงตอนนี้ มีหลาย ๆ คนที่เริ่มคิดถึงระยะห่าง เริ่มคิดว่าในเมื่ออยู่ใกล้กันแล้วมีแต่ทะเลาะกัน ควรห่าง ๆ กันไปสักพักดีไหม เผื่อเหตุการณ์จะคลี่คลายและกลับมาดีขึ้น แรก ๆ ที่ไม่โทร.หากันทุกวันเหมือนอย่างเดิม ก็ทำให้หัวใจปั่นป่วนไม่น้อย คนเคยโทร.หากันทุกวัน แต่วันนี้ยอม ใจแข็ง ลองสู้กับความรู้สึกตัวเองดูสักตั้ง ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าอะไร ๆ มันจะดีขึ้น แต่พอเขาโทร.มาก็ดีใจจนลืมตัว…กลับไปคบกันใหม่ ทั้ง ๆ ที่หัวใจยังเต็มไปด้วยแรงปะทุของความรู้สึกแง่ลบที่ยังไม่ได้ลบทิ้งไปจากหัวสมอง
 
          พอมีเหตุการณ์แย่ ๆ ให้ต้องทะเลาะกันอีก คราวนี้เรื่องเล็ก ๆ เลยใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า เริ่มรู้สึกแย่หนักกว่าเก่า ตราบใดที่คนเราคบกันด้วยคำว่า “มากไป” ไม่ว่าจะ “ใช้เหตุผลมากไป” หรือ “ใช้ความรู้สึกมากไป” มันก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ…เพราะอะไรที่มากไปจะทำให้น้ำหนักในการตัดสินใจของเราโอนเอียง ไม่มีความเที่ยงตรง และก็มีโอกาสที่จะตัดสินใจผิดพลาดได้สูง
 
          แนะนำว่าเมื่อไรก็ตามที่เริ่มรู้สึกว่าเรามองทุกอย่างในแง่ลบ เราควรพักทั้งสมองและหัวใจ แล้วให้เวลาตัวเองได้มองหาเหตุผล ให้โอกาสตัวเองได้ทบทวนความรู้สึก อย่าหันหลังให้คนที่เรารัก ถ้าเรายังไม่ได้หมดรักกัน เพราะไม่มีเหตุผลที่เราจะทำร้ายความรู้สึกกันและกันด้วยการกระทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับใจ
 
          ปรับเหตุผลที่มากไป ให้กลับมาเข้าที่ ปรับความรู้สึกที่ร้าย ๆ ให้กลับมาสู่ความสมดุล ถ้าเราสามารถปรับทั้งสองสิ่งให้มีน้ำหนักเท่ากันได้ ความรักของเราก็น่าจะปรับให้กลับมาสมดุลได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรเช่นกัน

กางเกงยาวเท่าไหร่ จึงใส่พอดีกับส้นสูง

November 18th, 2009 by womenblogs

รองเท้าส้นสูง


แฟชั่น กางเกงยาวเท่าไหร่ จึงใส่พอดีกับส้นสูง
(momypedia)
โดย: Kant

เทคนิคช่วยคุณกำหนดความยาวกางเกงได้อย่างแม่นยำ

          หากคุณต้องการหาความยาวของกางเกงที่ใส่พอดีกับรองเท้าส้นสูง มีเทคนิคง่าย ๆ ที่ช่วยคุณกำหนดความยาวกางเกงได้อย่างแม่นยำมาฝาก

          ถ้ารองเท้าสูง 3 นิ้วให้ทาบสายวัดที่ขอบกางเกงเริ่มตรงเลข 3 (เท่ากับหัก 3 นิ้วแรกออก) วัดความยาวลงมาถึงเท้า จะได้ความยาวขากางเกงที่พอดีกับส้นสูง 3 นิ้ว และควรเผื่อความยาวเพิ่มอีกประมาณ 2 นิ้ว สำหรับเย็บปลายขากางเกงขึ้น

          ง่ายแค่นี้ ลองหัดวัด ตัดเอง ประหยัดเงินค่าขนมได้ตั้งหลายบาท

12 เรื่อง แม่ต้องรู้… เมื่อเจ้าหนูถึงวัยเตาะแตะ

November 18th, 2009 by womenblogs


12 เรื่อง แม่ต้องรู้… เมื่อเจ้าหนูถึงวัยเตาะแตะ (Mother & Care)

          เมื่อเจ้าหนูเข้าสู่วัยเตาะแตะ เริ่มมีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง เริ่มเรียนรู้การเข้าสังคมแน่นอนว่าเรื่องวุ่น ๆ ย่อมเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่วนจะมีเรื่องใดที่ลูกคุณจะแสดงพฤติกรรมแบบไหนมากที่สุดกันบ้าง แล้วคุณแม่จะตั้งหลักรับกับสารพัดเรื่องของเจ้าหนูวัยเตาะแตะอย่างไร ความรู้ความเข้าใจ พร้อมเคล็ดลับเหล่านี้ช่วยคุณได้ค่ะ

          Checklist Top hit on Toddler

          1.    เรื่องลูกอาละวาดจนบ้านแตก

          ลูกวัยนี้ยังควบคุมอารมณ์โกรธเกรี้ยวไม่ได้ เมื่อไม่พอใจรู้สึกว่าตัวเองถูกบังคับให้ทำโน่นทำนี่ เช่น ใส่เสื้อผ้า เข้านอน นั่งกระโถนทั้งที่ไม่อยากทำ ก็มักอารมณ์บูดได้ง่าย หรืออยากได้อะไรแล้วไม่ได้ก็มักอารมณ์เสีย ไม่ได้ดั่งใจ จนต้องอาละวาดออกมาค่ะ

          วิธีแก้ไข

          ควบคุมตัวเองให้ได้ก่อน อย่าอาละวาดกลับใส่ลูกทำเป็นไม่สนใจ ใช้ท่าทีที่สงบ อย่าตามใจ ยอมแพ้ให้ในสิ่งที่ลูกต้องการ เมื่อลูกทุบ กัด ตีให้กอดลูกแน่น หรืออุ้มไปไว้ ในมุมเงียบๆ เพื่อให้ลูกอยู่กับตัวเอง ลูกจะค่อยๆ เลิกไปเอง เพราะรู้ว่าอาละวาดไปก็ไม่ได้ผลค่ะ

          2.    เรื่องลูกช่างปฏิเสธ

          การปฏิเสธไม่ได้หมายถึงลูกดื้อ แต่ถือเป็นพัฒนาการที่ลูกกำลังต้องการเป็นตัวของตัวเอง เป็นขั้นตอนที่เด็กต้องผ่านการทำในสิ่งตรงกันข้ามกับคำสั่ง ถือเป็นการแสดงออกซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กกล่าวว่าเด็กจะต้องมีการปฏิเสธเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นก็ถือว่าเด็กคนนั้นยังไม่ก้าวออกจากวัยทารกไปสู่วัยเตาะแตะค่ะ

          วิธีแก้ไข

          เมื่อลูกคอยปฏิเสธอยู่ร่ำไป ต้องอดทน ทำเป็นไม่ใส่ใจ เบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่ลูกปฏิเสธไปสู่สิ่งที่ลูกสนใจ ใช้วิธีชักชวนโน้มน้าวให้ลูกทำหรือทำเป็นแบบอย่างให้ลูกแทนการถามว่าลูกอยากจะเอาไหม ใช้คำสั่งให้น้อยที่สุด ยกเว้นเรื่องที่เป็นอันตรายต่อลูกจริงๆ โดยหาสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายให้ลูกมาทดแทนด้วยนะคะ

          3.    เรื่องลูกเป็นเด็กขี้อิจฉา

          อิจฉา เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของความต้องการความรัก ไม่ต้องการให้ความรักถูกแบ่งปัน เด็กทุกคนย่อมหวังจะได้รับความรักอย่างมากจากพ่อแม่ค่ะ การถูกแบ่งปันความรัก จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ได้ แถมยังทำให้เด็กมีพฤติกรรมถดถอย เช่น งอแงบ่อย ฉี่รดที่นอน ติดแม่มาก แล้วก็เรียกร้องความสนใจมากด้วยค่ะ

          วิธีแก้ไข

          บอกลูกให้รู้ว่าจะมีน้องตัวเล็กมาเป็นเพื่อนเล่น เช่น ให้ลูบท้องแม่ เมื่อน้องเกิดมาให้ลูกรู้ว่าน้องยังเล็กต้องดูแล เพราะน้องช่วยเหลือตัวเองเหมือนลูกไม่ได้ ให้ลูกมีส่วนร่วมในการดูแลน้อง ชี้ให้เห็นข้อดีของการเป็นพี่ที่ทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าน้อง และชมเมื่อลูกแสดงความช่วยเหลือน้อง ให้ลูกภูมิใจในความเป็นพี่ด้วยค่ะ

          4.    เรื่องลูกเป็นจอมขี้หวง

          ลูกมักยึดคำว่านี่ของหนู นั่นของหนู โน่นก็ของหนู เห็นอะไรในบ้าน ก็มักถือสิทธิ์เป็นของตัวเอง เพราะลูกชินกับการเป็นผู้รับมาตลอด จึงเป็นเรื่องธรรมชาติที่ลูกจะหวง ไม่ยอมแบ่งของ นักจิตวิทยา ชาวอเมริกันชี้ว่ามีเด็กวัย 3 ปี เพียง 50% เท่านั้นที่รู้จักยอมแบ่งปันของตนเองให้ ซึ่งถ้าบอกให้เด็กแบ่งของก็จะเสียความรู้สึกอยู่ไม่น้อย

          วิธีแก้ไข

          ให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่างในการให้ ทำด้วยใจจริง ไม่เร่งเร้า แต่คอยจนกว่าลูกพร้อมที่จะให้เอง ระหว่างนี้เล่นเกมแม่ให้หนู หนูให้แม่ เมื่อลูกถือขนมให้ขอจากลูก ถ้าลูกให้ก็ทำท่าดีใจแล้ว ขอบคุณลูก หรือมีสิ่งของติดมือไปฝากพี่น้อง ให้ลูกเป็นผู้นำไปมอบให้ เวลาผ่านขอทานก็หยิบเงินให้ลูกเป็นผู้ให้ ลองดูนะคะ

          5.    เรื่องลูกเป็นเด็กเหนียมอาย

          อาการนี้มักเกิดจากลูกขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ขาดความไว้วางใจในสังคมค่ะ ช่วงหนึ่งในชีวิตเขายังอาจเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าไม่มีใครรัก ไม่มีใครยกย่องเขาเลย มักเป็นกับเด็กที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่จ้ำจี้จ้ำไชให้ลูกทำ คอยตำหนิเมื่อลูกทำไม่ได้ ต้องรีบแก้ไขด่วน เพราะต่อไปอาจทำให้เข้ากลุ่มเพื่อนไม่ได้ด้วยค่ะ

          วิธีแก้ไข

          หลีกเลี่ยงวิธีคิด วิธีปฏิบัติที่ทำให้ลูกขาดความมั่นใจ เช่น อย่าป้อนข้าว อาบน้ำให้ทั้งที่ลูกก็ทำเองได้ อย่าตัดสินใจให้ลูกทุกเรื่อง อย่าคาดหวังว่าลูกจะทำได้ทุกอย่าง ไม่ต่อว่าลูกต่อหน้าคนอื่น เปิดโอกาสให้ลูกเล่นกับคนอื่นด้วยบรรยากาศสบายๆ แล้วอย่าลุ้นให้ลูกเข้าหาคนอื่นเพราะจะทำให้ลูกรู้สึกตกเป็นเป้าสายตาค่ะ

          6.    เรื่องลูกชอบฉี่รดที่นอน

          พฤติกรรมนี้มักเกิดกับลูกวัย 3 ขวบ เริ่มน้อยลงเมื่อ 4 ขวบขึ้นไป เพราะมีกระเพาะปัสสาวะเล็กไม่อาจเก็บฉี่ได้นานตลอดคืน อีกทั้งไม่ยอมตื่นเมื่อมีความรู้สึกปวดฉี่ ตอนกลางวันลูกจะไม่ฉี่รด แต่ตอนกลางคืนจะขับฉี่ออกมาโดยไม่รู้ตัว จากการศึกษาปัญหาฉี่รดที่นอนพบว่าปัญหานี้จะยุติลงได้ต่อเมื่อมีการฝึกขับถ่ายปัสสาวะค่ะ

          วิธีแก้ไข

          ให้ลูกเข้าห้องน้ำก่อนเข้านอน ให้ดื่มน้ำน้อยลงก่อนเข้านอนสัก 2 ชม. หากผ้ารองฉี่ปูไว้ที่บริเวณก้นลูกทุกคืน ถ้าวันไหนที่ลูกไม่ฉี่รดที่นอน ควรชมเชยหรือให้รางวัลด้วยการติดสติ๊กเกอร์ที่ลูกชอบลงปฏิทินในวันนั้น แล้วที่สำคัญอย่าว่าหรือตำหนิลูก แต่ควรเข้าใจแล้วก็เห็นใจ และให้เวลาลูกแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวเองนะคะ

          7.    เรื่องลูกไร้ระเบียบวินัย

          เด็กๆ ไม่ชอบถูกบังคับ แต่มักยอมทำถ้าพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี และใช้คำพูดีๆ นักจิตวิทยาเด็กกล่าวว่าถ้าจะสร้างระเบียบวินัยให้ลูก ควรใช้วิธีให้ลูกปรับตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ โดยไม่เสียความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง เช่น ลูกคิดว่าคนอื่นไม่ควรมาแย่งของเล่นลูก ลูกก็ต้องไม่แย่งของใคร นอกจากเป็นการยินยอมและแบ่งปันกันค่ะ

          วิธีส่งเสริม

          ตั้งกฎในบ้านที่ชัดเจน สามารถปฏิบัติได้สำหรับลูก ไม่มากจนเกินไป โน้มน้าวให้ลูกเข้าใจว่ากฎที่ตั้งขึ้นก็เพื่อให้ลูกเรียนรู้สิ่งที่ควรทำ และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ ให้ความรักและยอมรับลูก เพื่อให้ลูกมีความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ลูกเข้าถึงวินัย หรือมีความรู้สึกรับผิดชอบได้ดีค่ะ

          8.    เรื่องลูกช่างจินตนาการ

          อย่ามองว่าความคิดเพ้อฝันเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ ไร้สาระนะคะ ความคิดฝันและจินตนาการของลูกถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สติปัญญาเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ข้อมูลทุกอย่างที่ลูกได้พบได้เห็นได้ยินได้ฟังล้วนสั่งสมให้เกิดเป็นจินตนาการในสมองน้อย ๆ ช่วงวัยนี้จึงถือว่าเป็นช่วงหนึ่งของพัฒนาการความคิดที่กำลังก่อรูปขึ้นมาค่ะ

          วิธีส่งเสริม

          เปิดโอกาสให้ลูกสำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้มากที่สุด เพราะเป็นหนทางที่ช่วยทำให้ลูกเกิดจินตนาการ ชวนลูกฟังและจำแนกทุกเสีย เช่น เสียงรถ น้ำไหล นกร้อง คนผิวปาก ใบไม้ไหว กบร้อง หาของเล่นเสริมความคิดและจินตนาการ เช่น ไม้บล็อก แป้งโดว์ หากระดาษ ดินสอสี ให้ลูกได้เล่นได้ละเลงสีตามความพอใจ

          9.    เรื่องลูกสนใจเพศที่แตกต่าง

          เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกให้ความสนใจอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ลูกจะสนใจร่างกายของตนเอง ชอบสำรวจร่างกายตนเอง แล้วก็ชอบเปรียบเทียบกับพ่อแม่ จึงสามารถแยกความแตกต่างระหว่างเพศ รู้ว่าใครเป็นเพศหญิง ใครเป็นเพศชาย ส่วนจะแสดงบทบาททางเพศอย่างเหมาะสมหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่แล้วค่ะ

          วิธีส่งเสริม

          การปฏิบัติต่อลูกสาวและลูกชายที่ต่างกัน จะทำให้ลูกรู้บทบาททางเพศเพิ่มขึ้นได้ เช่น แม่ซื้อตุ๊กตาให้ลูกสาว หรือแต่งตัวให้ลูกสาวอย่างพิถีพิถัน พ่อจะเล่นกับลูกสาวอย่างนิ่มนวลกว่าลูกชาย แม่จะปล่อยให้ลูกชายเล่นโลดโผน ปีนป่าย เล่นเครื่องมือช่าง แต่ส่งเสริมให้ลูกสาวนั่งเล่นหม้อข้าวหม้อแกง ร้อยกระดุม เป็นต้น

          10.    เรื่องลูกกับสัตว์เลี้ยงเพื่อนซี้ 

          อาจเป็นเพราะสัตว์ต่างๆ เคลื่อนไหวได้เหมือนคน เมื่อเห็นเจ้าตูบ แมว หรืออื่นๆ ผ่านสายตาเมื่อใด เด็ก ๆ จึงมักตาโต ตื่นเต้นกระตือรือร้นสนใจเข้าไปหาเสมอ แล้วถ้าไม่ถูกเจ้าตูบข่มขู่ เจ้าเหมียวข่วนให้เกิดความกลัวซะก่อน ลูกก็อยากเล่นด้วย จึงไม่น่าแปลที่เรามักเห็นลูกสุนัขเติบโตมาพร้อมกับลูก แล้วเป็นเพื่อนเล่นที่ดีของลูกได้

          วิธีส่งเสริม

          คอยระวังความปลอดภัยให้ดี อย่าให้ลูกเล่นกับสัตว์ต่าง ๆ ที่วางใจไม่ได้ ให้ลูกอยู่ห่างไว้ดีกว่า ถ้าลูกรบเร้าอยากจะเล่นจริง ๆ ควรหาลูกสุนัขตัวเล็ก ๆ ให้ลูกเล่น แต่ก็ควรสอนให้ลูกปฏิบัติต่อสัตว์ให้ดีด้วย ไม่ให้ลูกดึงหางแมว เจ้าตูบ หรือทำให้เจ็บ สอนให้ลูกเมตตาสัตว์ ให้ลูกให้อาหารสัตว์ ลูกจะได้รู้จักรับผิดชอบด้วยค่ะ

          11.    เรื่องการขับถ่ายของลูก

          วัยนี้ลูกควบคุมการขับถ่ายได้ค่อนข้างดีค่ะ อึเป็นเวลา มักบอกหรือแสดงอาการบอกให้รู้ว่าต้องการจะอึได้ แต่ถึงอย่างนั้นนักจิตวิทยาและกุมารแพทย์ก็ให้คำแนะนำว่า พ่อแม่ไม่ควรคาดหวัง จริงจังกับการฝึกควบคุมการขับถ่ายของลูกจนกว่าจะอายุครบ 2 ขวบ การเร่ง บังคับ ถ้าลูกยังไม่พร้อม มีแต่จะยิ่งทำให้ลูกต่อต้านมากขึ้นค่ะ

          วิธีส่งเสริม

          ไม่บังคับให้ลูกนั่งกระโถนถ้ายังไม่พร้อม แต่ควรพูดโน้มน้าวให้ลูกฝึกการขับถ่ายด้วยท่าทีที่นิ่มนวล คอยเป็นกำลังใจให้ลูก ชมลูกเมื่อลูกสามารถบอกปวดอึ ปวดฉี่ได้ แล้วสามารถไปอึหรือฉี่ได้ทัน พยายามให้ลูกช่วยเหลือตัวเองในการขับถ่าย เช่น ใช้ห้องแล้วกดชักโครก หรือตักราดได้เอง ถอดเสื้อกางเกงได้เอง

          12.    เรื่องลูกห่วงเล่นเป็นที่สุด

          เรื่องเล่นเป็นชีวิตจิตใจของเด็กทุกคนค่ะ ลูกจึงสนใจการเล่นเช่นเดียวกับเด็กอื่น วัยนี้ชอบเล่นบทบาทสมมติเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น กิน นอน ลูกจะยึดตัวเองเองเป็นศูนย์กลาง แล้วพอใจของเล่นเป็นชุด เช่น เครื่องครัว เครื่องมือช่าง เครื่องมือหมอ เพื่อลูกจะได้ฝึกคิด ฝึกเล่น ฝึกปฏิบัติควบคุมสิ่งต่างๆ ค่ะ

          วิธีส่งเสริม

          หาของเล่นที่เป็นชุดให้ลูก เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสเลือกในสิ่งที่ลูกคิดว่าลูกทำได้แล้วเมื่อได้เล่นต่อจนสำเร็จลูกก็จะเกิดความภูมิใจ นอกจากนี้ควรจัดมุมเล่นให้ลูกโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกได้รู้สึกกว่าอยู่ในโลกของเขา ไม่มีผู้ใหญ่เข้าไปวุ่นวายหรือช่วยเหลือลูก พ่อแม่มีบทบาทเพียงจัดให้ลูกเล่นในที่ปลอดภัยก็พอแล้ว

แฟชั่นโชว์ Kloset Red Carpet

November 16th, 2009 by womenblogs

Elle Fashion Week 2009

 

เสื้อผ้าของ Kloset คือตัวแทนของหญิงสาว ออกแนวหวาน

 โดยเน้นงานฝีมือ เช่นงานปัก ถักโครเชต์

patchwork แต่สามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทซ์

ให้เป็นสไตล์ที่ดูทะมัดทะแมง เป็นสาวเก๋ สาวเปรี้ยวได้

 

 แฟชั่น โชว์ Elle Fashion Week 2009 Kloset Red carpet แฟชั่น โชว์ Elle Fashion Week 2009 Kloset Red carpet

women.mthai

เบื้องหลัง แฟชั่น หรือ ภาพหลุด ?!!

October 13th, 2009 by womenblogs

 

 

 

เบื้องหลัง แฟชั่น หรือ ภาพหลุด ?!!
นก - วินนี่
สวีตหวาน ริมหาด กระบี่

นก-อุษณีย์ วินนี่ แฟชั่น เบื้องหลัง ภาพหลุด Oops! อุ๊บส์
     ไม่รู้ว่าภาพที่ออกมาจะเป็น ภาพหลุด หรือ เบื้องหลัง แฟชั่น จากนิตยสาร Oops! ของ ดาราสาว นก อุษณีย์ กับ หนุ่มนายแบบล่ำ วินนี่ แต่ยังไง

 

งานนี้ก็ทำเอา หนุ่มๆ สาวๆ หลายคน อดอิจฉาไม่ได้ กับภาพสวีตหวาน  ที่ “หลุด” ออกมาโชว์ความ “อินเลิฟ” ไม่เสียชื่อ คู่รักข้าวใหม่ปลามัน ให้

ใครบางคน…??  และแฟนๆ ได้ดูกันเพลินๆ

นก-อุษณีย์ วินนี่ แฟชั่น เบื้องหลัง ภาพหลุด Oops! อุ๊บส์

 

 

     เค้าบอกมาว่า ภาพเหล่านี้ เป็นภาพที่ นิตยสาร Oops! เล่มใหม่ ไปได้มาแบบสดๆ ร้อนๆ  ซึ่งทั้งคู่ควงกันไปเที่ยวกับครอบครัวของหนุ่ม วินนี่ ที่

จังหวัดกระบี่

นก-อุษณีย์ วินนี่ แฟชั่น เบื้องหลัง ภาพหลุด Oops! อุ๊บส์

     ไม่ว่าจะยังไง ก็ขอสรุปว่า ภาพนี้ ก็ช่างเป็นภาพที่บาดตา บาดใจ หนุ่มวี เอ้ย… เหล่าแฟนคลับ ของ นก กับ วินนี่ ซะเหลือเกิน…

นก-อุษณีย์ วินนี่ แฟชั่น เบื้องหลัง ภาพหลุด Oops! อุ๊บส์


     แล้ว

 

คุณๆ ว่า นี่เป็นภาพ แฟชั่น จาก เบื้องหลัง นิตยสาร Oops! หรือ ภาพหลุด ที่ถ่ายกันเอง (ในครอบครัว) กันแน่น้า… เพราะจากอิริยาบท และการโพสต์ท่าทาง ของทั้งคู่นั้น ดูไม่ออกจริงๆ ว่าหลุด หรือตั้งใจ… นะคะ  อิอิ

women.mthai


 

รองเท้า เลดี้ๆ จาก What For

October 11th, 2009 by womenblogs


รองเท้า เลดี้ๆ จาก What For

รองเท้า What For

 


     ความเคร่งขรึมของเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นฤดูหนาวที่ใกล้มาถึง อาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกหม่นหมอง มาเติมสีสันให้การแต่งตัวไม่น่าเบื่อจนเกินไปกับ รองเท้า แบรนด์น้องใหม่ What For

     ใครที่ติดใจในความหรูหราของ Stella Luna คงต้องเปิดใจให้กว้างอีกสักนิด รับ What For แบรนด์ในเครือไว้ใน Wish List สิ่งที่ควรซื้อก่อนลมหนาวจะมาเยือน เพราะความแรงของสีสันบาดตา ที่ยกขบวนกันมาอวดโฉม อาทิ ชมพู แดง เหลือง ฟ้า เขียว หรือแม้แต่ ลายดอกซากุระ ยังก็มีให้เลือกสรร

รองเท้า What For
ไม่ว่าจะเป็น ส้นสูง ส้นเตี้ย ส้นแบน หรือรองเท้ากีฬา ล้วนดีไซน์มีเอกลักษณ์ เน้นความสนุกสนานของผู้สวมใส่ ที่สำคัญเดินเพลิน จนลืมหายใจ เพราะนุ่มสบายเหมือนไม่ได้ใส่


ทริคการแต่ง ไม่อยากให้แรงจนสุนัขข้างบ้านเห่า แนะให้ใส่กับเสื้อผ้าโทนสีขรึม ดำ ม่วงพลัม เขียวขี้ม้า น้ำเงินเนวี่บลูส์ เพื่อเน้นให้รองเท้าโดดเด่นกว่าใคร

     หรือใครเปรี้ยว ซ่าส์ มั่นเกินใคร แต่งสีสันตัดกันก็ไม่มีตำรวจแฟชั่นเป่าแน่นอน แต่เน้นจับคู่สีอันเดอร์โทนตรงข้าม อาทิ ส้ม-เขียว, ดำ-ชมพู, หรือ แดง-ทอง ก็สวยแจ่ม

 

แบรนด์นี้ บอกใบ้ให้ว่า แค่ใส่ก็รู้สึกสนุกแล้ว

รองเท้า What For เป้ย ปานวาด

เป้ย ปานวาด เหมมณี

รองเท้า What For

กัญญารัตน์ พลาดิศัย                                        ลูกตาล AF2

รองเท้า What For

ฐิติยา ฮุนตระกูล                                         ศิรนุช โรจนเสถียร

รองเท้า What For

มร.แอนดรูว์ เจมส์ แบรี่ร์ ผู้บริหาร What For                     พิ้งกี้ สาวิกา                         

รองเท้า What For

สาวๆ เลือกรองเท้า สนุกสนาน

 women.mthai

« Previous Entries