นวดหน้าอก ด้วยตัวเอง

November 29th, 2009 by womenblogs

นวดหน้าอก 

     หน้าอกของเราเป็นสิ่งที่เราควรดูแลรักษาอย่างดี เพื่อให้เลือดและน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดี และช่วยขจัดสารพิษออกไปด้วยค่ะ 

+ ใช้ฝ่ามือทั้งสองกุมทรวงอกแล้วนวดเบาๆ
+ ยกแขนซ้ายขึ้น ใช้มือขวาจับที่ด้านในของต้นแขนซ้าย แล้วนวดช้าๆ จากใต้รักแร้มาที่ด้านหน้าของอก พร้อมกับตบเบาๆ แล้วทำอีกข้างแบบเดียวกัน
+ ใช้แรงกดที่ช่องระหว่างซี่โครง เพื่อให้ก้อนบวมที่สะสมอยู่สลายไป กางนิ้วทั้งสิบออก กดกลึงทรวงอกจากด้านในตรงกลางออกไปด้านนอก แล้วกดกลึงด้านนอกเข้าด้านใน
+ กดตรงกลางของกระดูกหน้าอก เริ่มจากใต้คอผ่านจุดกึ่งกลางลงไปถึงลิ้นปี่
+ แกว่งแขนทั้งสองข้างไปข้างหลังช้าๆ เหมือนกับพายเรือแล้วเดิน ท่านี้ควรทำเป็นประจำ จะช่วยให้ขจัดก้อนบวมและการไหลเวียนของน้เหลืองดีขึ้น
+ ยกแขนขึ้นกางออกเหมือนผีเสื้อหรือนกกระพือปีก แล้วหายใจเข้าออกพร้อมกับร้องฮูฮา ไปด้วย ท่านี้จะช่วยกระชับทรวงอกได้ด้วยค่ะ

women.mthai

ใช้ชีวิตในออฟฟิศให้

November 27th, 2009 by womenblogs

ทุกวันนี้กระแสตื่นตัวเรื่องการดูแลโลกกำลังแทรกซึมเข้ามามีบทบาทต่อเราทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ชีวิตในออฟฟิศ ขอบอกเลยว่าเอ๊าต์เรื่องอะไรเอ๊าต์ได้ แต่ถ้าพลาดเทรนด์นี้ไป นอกจากไม่เก๋แล้วยังถือว่ารังแกสิ่งแวดล้อมอีกต่างหาก

คอมพิวเตอร์

     รักคอมพิวเตอร์ให้ถูกทาง

จอคอมพิวเตอร์เป็นส่วนที่กินไฟมากที่สุด ประมาณ 60% ของพลังงานที่ใช้ในคอมพ์ทั้งหมด รองลงมาคือฮาร์ดดิสก์และซีพียู กินไฟอย่างละ 20% เราช่วยลดพลังงานไฟฟ้าขณะใช้คอมพิวเตอร์ได้โดย
 
+ หันมาค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตจากเว็บไซต์รุ่นน้องของกูเกิ้ลอย่าง www.blackle.com เพราะมีหน้าเว็บเพจเป็นสีดำสนิท ซึ่งช่วยประหยัดไฟได้มากกว่า แถมยังช่วยถนอมสายตาด้วย
+ จำไว้ว่าการตั้งสกรีนเซฟเวอร์ไม่ช่วยประหยัดไฟ ถ้าอยากประหยัดไฟและถนอมจอ เมื่อเปิดคอมพ์ทิ้งไว้ให้ตั้งการปิดการทำงานหน้าจอ (turn off monitor, display sleep) ที่ช่วยประหยัดไฟได้มากถึง 95%

Did you know?
     เราต้องใช้ต้นไม้กว่า 1 เอเคอร์ (ประมาณ 4,000 ตารางเมตร) เพื่อดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเปิดคอมพ์ทิ้งไว้แค่ 6 เครื่อง

     ซีดี ดีวีดี = ขยะพลาสติก

ลดการใช้แผ่นซีดีหรือดีวีดีที่เป็นขยะพลาสติก โดย หันมาใช้ Thumb Drive หรือ ฮาร์ดดิสก์แบบพกพา แม้แต่การเซฟผ่าน เครื่องเล่น MP3 ไอพ็อด โทรศัพท์มือถือ ส่งผ่านอีเมล ก็เป็นการช่วยโลกของเราได้ทั้งนั้น แต่หากจำเป็นต้องการใช้จริงๆ ซีดีหรือดีวีดีชนิด Rewriteable ที่สามารถเขียนข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปอีกได้จะคุ้มค่ากว่าซีดี / ดีวีดี แบบธรรมดาที่ใช้บันทึกข้อมูลได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
 

     นวัตกรรมหมึกพิมพ์ไม่เปื้อนโลก

ตอนนี้ต่างชาติกำลังให้ความสนใจกับการรณรงค์ใช้ หมึกพิมพ์จากธรรมชาติ หรือที่รู้จักกันดีว่า “Soy Ink” แทนการใช้หมึกเคมีที่ผลิตจากปิโตรเลียม โดยหนังสือพิมพ์ในอเมริกาเลือกใช้หมึกพิมพ์นี้ในกระบวนการผลิตทั่วประเทศกว่า 90%

Soy Ink นี้เป็นผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซลโดยแท้ เพราะ ทำมาจากน้ำมันถั่วเหลือง ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเยื่อบุโพรงจมูก ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง เพราะไม่มีกลิ่นฉุนจากสารเคมี ย่อยสลายเองได้ 100% (ช่วยให้กระบวนการรีไซเคิลกระดาษง่ายขึ้น) เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ก็ไม่ทำให้หมึกเปรอะเปื้อนมือด้วย

น่าเสียดายที่ปัจจุบันนี้การใช้หมึกพิมพ์ถั่วเหลืองนี้ยังจำกัดอยู่ในวงการสื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น สำหรับเครื่องพริ้นเตอร์ในออฟฟิศทั่วไปคงต้องอดใจรอกระบวนการพัฒนาอีกสักนิด แต่ก็น่าดีใจที่คนไทยผลิตหมึกพิมพ์รักษ์โลกนี้ได้เองแล้ว สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.soyink.co.th

เฟอร์นิเจอร์ ไม้


     เฟอร์นิเจอร์รักษ์โลก

วิธีนี้ช่วยลดการเพิ่มขยะให้สังคมได้เป็นอย่างดี โดยกำลังได้รับความสนใจอย่างมากในสหรัฐอเมริกา ทำให้มีเว็บไซต์เพื่อขายของใช้สำนักงานที่ใส่ใจโลกอยู่เพียบ ออฟฟิศไหนสนใจทำตามเป็นแบบอย่างที่ดี คลิก

www.thegreenoffice.com, www.conservatree.org, http://theofficesupplycloset.btobsource.com

ในบ้านเราก็มีผลงาน การออกแบบ Green Product จากฝีมือคนไทยที่เสกวัสดุเหลือใช้ไม่มีค่าให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ กับเขาเหมือนกัน ที่สำคัญ ของตกแต่งภายในเหล่านี้เก๋และมีรายละเอียดของงานดีไซน์แบบ Eco-Design อยู่เต็มดีกรี ตัวอย่างเช่นผลงานของ ดร.สิงห์ อินทรชูโต อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหัวหน้าออกแบบและหุ้นส่วนแบรนด์ Osisu (โอ้…ซิสุ) สนใจไปดูแค็ตตาล็อกได้ที่ www.osisu.com สั่งซื้อโทร. 0-2968-1900

     ใช้กระดาษรีไซเคิล

“กระดาษรีไซเคิล” ในที่นี้หมายถึงกระดาษใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายและผลิตเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ โดยวิธีการผลิตนี้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าการผลิตกระดาษใหม่ถึง 4 - 5 เท่าเพราะกระดาษรีไซเคิล 1 ตันสามารถรักษาชีวิตต้นไม้ไว้ได้ถึง 24 ต้น ลดการใช้น้ำได้ 50% และลดการใช้พลังงาน ซึ่งเพียงพอต่อการเปิดไฟในบ้านให้สว่างได้ถึง 6 เดือนเลยทีเดียว

สนใจกระดาษรีไซเคิลในบ้านเราโทร. 0-2689-8999 (บริษัทไอ.เจ. สยาม จำกัด)
อีกวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดการใช้กระดาษได้แน่ๆ คือ ใช้อีเมลแทนการส่งแฟกซ์หรือจดหมายนั่นเอง

women.mthai

ดูแลตัวเองในที่ทำงานได้ง่ายนิดเดียว

November 27th, 2009 by womenblogs

รับรองว่าไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เสียเวลา ลองดูวิธีง่ายๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ที่สำคัญว่าถ้าลองได้ทำเป็นประจำแล้ว จะทำให้คุณถอยห่างจากโรคออฟฟิศซินโดรมไปเลย

พิมพ์เอกสารให้เจ้านายทั้งวันจนมือหงิก ปวดข้อแทบเคล็ด

● ลูกโยโย่ช่วยคุณได้ เพียงแค่เล่นโยโย่ในช่วงพักเบรก ก็สามารถช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณมือและข้อมือได้แล้วแถมยังแก้เครียดได้อีกด้วย
>> ใช้เวลาประมาณ 1 นาที


เดินใส่ส้นสูงทั้งวันจนเมื่อยขาและปวดน่องไปหมด

ท่าที่ 1
● ถอดรองเท้า นั่งหลังตรง แยกขาออกพอประมาณ ค่อยๆ จิกปลายเท้าขึ้น - ลงกับพื้น ทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง

ท่าที่ 2
● ถอดรองเท้า เหยียดขาออกไปข้างหน้าให้ตึง วางส้นเท้ากับพื้น ชันส้นเท้าขึ้นทำมุมฉากกับพื้นเท่าที่ทำได้ (กล้ามเนื้อขาจะเกร็งโดยอัตโนมัติ) แล้วค่อยๆ แยกเท้าออกทำมุม 45 องศา
● หันปลายเท้าเข้าหากันจนหัวแม่เท้าทั้งสองข้างแตะชิดกัน ค้างไว้ 3 - 4 วินาที
ทำซ้ำได้ตามต้องการ
>> ทั้งสองท่าใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที

หลังขดหลังแข็งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงจนปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณช่วงท้ายทอย บ่า และหัวไหล่ไปตามๆ กัน ใช้วิธีผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยท่าโยคะอย่างง่าย

ท่าที่ 1 ผ่อนคลายต้นคอ
● เอียงคอสลับไปมาช้าๆ ทั้งซ้าย - ขวา ขึ้น - ลง และหมุนไหล่ไปด้านหน้า - หลัง ทำซ้ำประมาณ 5 ครั้ง

ท่าที่ 2 ผ่อนคลายบ่า หัวไหล่ และกล้ามเนื้อหลังส่วนบน
*อุปกรณ์:
แถบผ้ายาวประมาณ 1 เมตร*
● นั่งหลังตรง ถือแถบผ้ายืดออกเท่ากับความกว้างของช่วงไหล่ชูแขนขึ้นเหนือศีรษะให้สุด
● หายใจเข้า ค่อยๆ ยืดแขนข้ามศีรษะไปข้างหลังจนรู้สึกว่าแขนตึง แล้วค้างไว้ผ่อนลมหายใจออก ทำซ้ำประมาณ 10 - 15 ครั้งหรือจนกว่าจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อค่อยๆ ผ่อนคลาย
>> ทั้งสองท่าใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที

Tips:
     - ควรเลือกเก้าอี้สำนักงานที่มีพนักพิงสามารถปรับระดับความโค้งตามหลังได้ เพราะมีผลการวิจัยออกมาแล้วว่าเก้าอี้ในลักษณะนี้จะช่วยให้กระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะที่เหมาะสมขณะนั่งทำงานและควรหลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้างนานๆ
     - แม้งานจะรัดตัว แต่ควรลุกขึ้นเดินทุกๆ 30 นาทีเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ปรับอิริยาบถ แทนที่จะนั่งในท่าเดิมๆ ติดต่อกันนานหลายชั่วโมง จนเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อบางส่วนตึงเครียด

สาวออฟฟิศ ทำงาน

 

 

มีพรีเซ้นต์งานเช้า ไหนจะต้องเคลียร์งานส่งเจ้านายอีก เครียดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
● ถ้าหลีกเลี่ยงงานหนักๆ หรือความเครียดไม่ได้จริงๆ เบรกความเครียดไว้พักหนึ่ง
แล้วนั่งสูดลมหายใจลึกๆ จิบชาเปปเปอร์มินต์ที่มีสรรพคุณช่วยลดความเครียด ลด
อาการปวดศีรษะ ผ่อนคลายเส้นประสาท ช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้น แล้วค่อยลุกมาสู้งานต่อดีกว่า
>> ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที

Tips: ความเครียดที่สั่งสมในแต่ละวันอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนออฟฟิศหลายคนตกอยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคเส้นเลือดตีบและความดันโลหิตสูงอีกด้วย ดังนั้นควรเพิ่มการรับประทานผักและผลไม้ในแต่ละมื้ออาหารด้วย โดยเฉพาะผลไม้ที่มีเปลือกสีน้ำตาล เช่น องุ่นดำ องุ่นม่วง ซึ่งมีสารแทนนินที่ช่วยบำรุงหลอดเลือดให้แข็งแรง

ไม่อยากเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนวัยอันควร แต่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสหลังเลิกงาน
● เพียงแค่ขยับเขยื้อนร่างกายบ้างระหว่างวัน ประมาณ 20 - 30 นาทีติดต่อกัน เช่น เดินไปส่งแฟกซ์ เดินเร็วไปถ่ายเอกสาร หรือวิ่งขึ้น - ลงบันได ก็ช่วยให้ห่างไกลจากอาการหลอดเลือดหัวใจตีบได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ผ่อนคลายอารมณ์เครียดๆ ได้บ้าง อย่ามัวจับเจ่านั่งทำงานอยู่แต่ที่โต๊ะเลยสาวๆ

ใช้สายตามาก ทั้งงานเอกสาร ดูแลบัญชีตัวเลข หรือนั่งหน้าคอมพ์จนตาพร่ามัว
● ผ่อนคลายและยืดกล้ามเนื้อตาโดยการโฟกัสสายตาไปยังจุดใดจุดหนึ่งที่ไกลพอสมควร หยุดค้างไว้ประมาณ 20 วินาที กลอกลูกตาไปมาตามเข็มนาฬิกา ทั้งขวา - ซ้ายและจากบน - ล่าง ทำซ้ำ 2 - 4 ครั้ง
● ประคบตาด้วยสองมือของเราเอง โดยการถูมือเข้าด้วยกันจนกระทั่งฝ่ามืออุ่น ปิดตาและนาบฝ่ามือลงบนตาทั้งสองข้าง หายใจเข้า - ออกประมาณ 10 ครั้ง แล้วเปิดมือออก ถ้าการถูมือให้อุ่นยังไม่ทันใจ แนะนำให้ใช้ผ้าสะอาดจุ่มลงในน้ำอุ่นแล้วนำมานาบลงบนเปลือกตาที่หลับสนิททั้งสองข้าง ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาทีแทนได้
>> ทั้งสองท่าใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที

มัวแต่เครียดเรื่องงานจนหน้าตาหงิกงอ ไม่สดใส
● บริหารหน้ากันสักหน่อย เพียงแค่หาเวลาเหมาะเจาะ ทางสะดวก มองตัวเองในกระจก ยิ้มให้กว้างที่สุด เลิกคิ้วทั้งสองข้างขึ้นทำซ้ำได้ตามต้องการ จะช่วยให้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้น
● ท่านี้ก็ต้องอาศัยทางสะดวกอีกเช่นกัน เริ่มจากยิ้มกว้าง อ้าปาก เม้มปากบน กระดกลิ้นขึ้นและเกร็งค้างไว้ พร้อมกับแตะปลายนิ้วชี้ - นางตรงเหนือโหนกแก้มขึ้นไป ค่อยๆ ดึงผิวหนังส่วนกระบอกตาล่างลงมาเบาๆ ระหว่างนั้นให้ค่อยๆ หรี่ตาลงจนเกือบปิดสนิทเกร็งค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นลืมตาขึ้นและหรี่ตาซ้ำอีกประมาณ 10 ครั้ง ช่วยลดการบวมของถุงใต้ตาได้
>> ใช้เวลาท่าละประมาณ 2-3 นาที

women.mthai

25 อนามัย ของสาวไฉไลสุขภาพ

November 18th, 2009 by womenblogs

สุขภาพดี

25 อนามัย ของสาวไฉไลสุขภาพ (Woman Plus)

          แม้จะได้ยินกันบ่อยว่า “ใจเป็นนาย…กายเป็นบ่าว” แต่บ่อยครั้งที่บ่าวตัวดีนี่แหละที่ทำให้นายกินไม่ได้นอนไม่หลับ ถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาล บางนายได้แพ็คเกจแบบ Privilege จากปอเต็กตึ้งแถมพกมาด้วย ดังนั้นเราจึงต้องมีวิธีดูแลสุขภาพให้ไฉไลเพื่อจิตใจที่เป็นสุขของสมาชิกทุกคนในครอบครัว และนี่คือ 25 เคล็ดลับเพื่อสุขภาพที่เรานำมาฝากกันเลยค่ะ…..
 
สุขอนามัยปลอดภัยแมลง

           1. การถูกแมลงกัดต่อยทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลง เพราะฉะนั้นจึงควรกำจัดแหล่งน้ำเน่าขังรอบบ้าน

           2. หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้าน ในเวลาที่ชุกชุมด้วยแมลง หรือยุง เช่นเวลาพลบค่ำ

           3. ใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ หรือปลูกต้นไม้อย่าง ดอกดาวเรืองที่มีกลิ่น หรือน้ำยางต่อต้านแมลง และยุง

           4. เลี่ยงการใช้น้ำหอม หรือโลชั่นกลิ่นเข้มข้น เพราะคุณกำลังส่งการ์ดเชิญยุงซึ่งไวต่อกลิ่นฉุน

           5. ป้องกันหมัด แมลง เห็บในบ้าน ด้วยการซักฟอกสุนัข แมว สะอาด ปลอดกลิ่น

           6. หมัด ไร ชอบชุมนุมกันในกอหญ้า และต้นไม้ในสวน ก่อนเข้าบ้านจึงควรสำรวจให้แน่ใจว่าไม่มีตัวอะไรติดมากับเสื้อผ้า หรือให้มั่นใจไปเลยก็ถอดเสื้อผ้าแล้วซักทันที

           7. กำจัดขยะทุกชนิดทุกวัน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค เชื้อรา และแมลง

           8. ล้างแก้วที่ใส่น้ำหวาน หรือเครื่องดื่มผสมน้ำตาลทันที เพราะจะเป็นการชักนำแมลง มด เข้าบ้าน

สุขอนามัยในห้องน้ำ

           9. เปลี่ยนแปรงสีฟันเป็นประจำ ทุก 2 เดือน เพื่อป้องกันการตกค้างสะสมแบคทีเรีย

           10. ล้างมือทุกครั้งหลังการขับถ่าย เพื่อป้องกันแบคทีเรียและเชื้อโรคที่ติดจากกากระบาย

           11. แบคทีเรียแพร่ในอากาศ และมักตกค้างอยู่บนผิววัสดุทุกชนิด ดังนั้น ควรทำความสะอาดทุกพื้นผิวในห้องน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

           12. ในระหว่างที่ชักโครกทำงานอาจทำให้เชื้อโรคในของเสียแพร่กระจาย จึงควรปิดฝาชักโครกทุกครั้ง

           13. ห้องน้ำควรมีช่องระบายให้ถ่ายเท และขนย้ายแบคทีเรียที่ฟุ้งในอากาศ หากใครไม่มีควรติดพัดลมระบายอากาศ

           14. หลังใช้อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ ควรฉีดน้ำล้างอีกครั้งเพื่อกำจัดแบคมีเรีย และคราบสบู่ที่เป็นแหล่งเพาะบ่ม

           15. สะบัดม่านอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อป้องกันการก่อเชื้อรา และทุกเดือนควรซักทำความสะอาดเพื่อสุขอนามัย

           16. หมวกอาบน้ำคืออีกแหล่งสะสมเชื้อรา แบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดปัญหาหนังศีรษะ และเส้นผมร่วง ดังนั้น ควรทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นค่อนข้างร้อน หรือล้างด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ แล้วตากแห้งสนิทในแดดจัด 
 
สุขอนามัยในห้องครัว

           17. ล้างมือให้สะอาด ก่อนรับประทานอาหารอย่างน้อย 10 นาทีทุกครั้ง เพื่อกำจัดแบคทีเรีย และเชื้อโรค

           18. จำกัดไม่ให้สัตว์เลี้ยงมาป้วนเปี้ยนในห้องครัว เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรคและเห็บหมัดเจือปนในอาหาร

           19. ล้างทำความสะอาดพื้นที่เตรียมอาหารก่อนใช้ ระหว่างทำงาน และโดยเฉพาะหลังการใช้  ต้องเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด

           20. ป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อนในอาหาร ด้วยการแยกภาชนะหั่น สับ ของผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์

           21. การละลายอาหารแข็งไม่ใช่การกำจัดแบคทีเรีย ควรปรุงหรือทำให้สุกในอุณหภูมิสูง

           22. ปรับอุณหภูมิตู้เย็นอย่างน้อย 37 องศาฟาเรนไฮต์ เพื่อให้สภาวะความเย็นได้ผลกับการชะลอแบคทีเรียแพร่พันธุ์

           23. เปลี่ยนฟองน้ำล้างจานอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อกำจัดการสะสมของแบคทีเรียที่จะเปรอะเปื้อนในภาชนะพื้นผิวที่ชำระล้าง

           24. แม้จะใช้งานเขียง มีด เพียงนิดหน่อย ก็ควรล้างให้สะอาดทุกครั้ง เพราะสิ่งที่มองไม่เห็นแค่นิดเดียวคือแหล่งแพร่พันธุ์เชื้อโรคร้ายที่ให้พิษภัยเกินคาด

           25. กำจัดขยะทุกวัน และควรล้างและเคลียร์เชื้อโรคด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

          เขาว่ากันว่า (อีกแล้ว) ถ้าสุขภาพแข็งแรง จิตใจมีสุขเป็นนิตย์ ชีวิตก็จะดึ๋งดั๋ง…ใครบ่นว่าไม่มีบุญได้ลูกเชยชมเสียที รักษาสุขอนามัยดี ๆ อาจมีลูกพ่วงได้ทั้งหัวปีท้ายปีก็ได้นะคะ ว่าแล้วก็ขอตัวไปซักผ้าปูเตียงไหมอียิปต์ 48 เส้นก่อนนะคะ…คืนนี้ท่าจะเหนื่อยสายตัวแทบขาดอีกละ อิอิ…..  

12 วิธีสร้างสุขนิสัยที่ดี ให้พี่เลี้ยง

November 12th, 2009 by womenblogs

แม่และเด็ก

 

12 วิธีสร้างสุขนิสัยที่ดี ให้พี่เลี้ยง (Mother&Care)

          สุขอนามัยของพี่เลี้ยง เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณแม่ไม่ควรหละหลวม เพราะพี่เลี้ยงคือคนใกล้ชิด ดูแลความเป็นอยู่เรื่องลูกให้กับคุณ ในช่วงเวลาที่ต้องออกไปทำงาน 

          ฉะนั้น วิธีที่จะช่วยให้คุณแม่สบายใจ หายห่วงกับเรื่องเจ็บป่วย สุขภาพลูกน้อย ก็ด้วยการบอกพี่เลี้ยง ให้รู้ถึงความสำคัญเรื่องความสะอาดค่ะ

           1. พี่เลี้ยงควรตัดเล็บมือให้สั้นเป็นประจำ เพื่อลดโอกาสการรับเชื้อโรค

          2. มือ เป็นพาหะการแพร่กระจายเชื้อโรค ฉะนั้น พี่เลี้ยงต้องล้างมือทั้งก่อนและหลังภารกิจต่าง ๆ เช่น การขับถ่าย, เปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก เป็นต้น

          3. พี่เลี้ยงควรเลี่ยงการใช้มือแคะจมูกหรือขยี้ตา เพราะหากมือพี่เลี้ยงไม่สะอาด เมื่อสัมผัสลูกน้อยก็อาจเป็นตัวกลางที่ทำให้ลูกได้รับเชื้อได้

          4. ความสะอาด เรื่องเครื่องแต่งกายของพี่เลี้ยง ก็สำคัญเช่นกันค่ะ เพราะเป็นต้นเหตุเรื่องกลิ่นอับชื้น เกิดเชื้อรา เชื้อโรคได้ค่ะ

          5. ช่วงอากาศร้อนๆ เชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในนมหรืออาหาร จะเติบโตได้เร็ว ทำให้ท้องร่วงได้ง่าย ควรบอกพี่เลี้ยงดูแลอุปปกรณ์เรื่องหม่ำ เช่น  การล้างและต้มจุกนม ขวดนม ให้สะอาดและผึ่งให้แห้ง 

          6. เน้นพี่เลี้ยงเรื่องการปรุงอาหาร ที่สด สะอาด ถูกสุขอนามัยให้กับลูกน้อย 

          7. เวลาพี่เลี้ยงไอ จาม ควรมีผ้าเช็ดหน้าปิดปาก, ใส่หน้ากากอนามัย หรือล้างมือหลังการไอ จาม เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไป

          8. บอกพี่เลี้ยงให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือสัมผัสสิ่งของและใกล้ชิดกับผู้ป่วย ที่มีอาการไอหรือมีน้ำมูก 

          9. ที่สำคัญ พี่เลี้ยงไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ของใช้ส่วนตัวของลูก

          10. ให้พี่เลี้ยงดูแล ทำความสะอาดบริเวณในบ้าน เช่น ห้องครัว ต้องไม่ชื้นแฉะ ถังขยะต้องมีฝาปิด หรือทิ้งในถุงแล้วมัดปากถุงให้เรียบร้อย เพื่อลดแหล่งการเพาะเชื้อโรค

          11. ถ้าพี่เลี้ยงต้องดูแลสัตว์เลี้ยงภายในบ้านด้วย คุณแม่ยิ่งต้องบอกพี่เลี้ยง ให้ล้างมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสสัตว์เลี้ยงในบ้าน 

          12. นอกจากบอกต่อ สอนสร้างสุขนิสัยพี่เลี้ยงแล้ว สมาชิกทุก ๆ คนในบ้าน ก็ต้องเป็นต้นแบบที่ดีในเรื่องความสะอาดด้วยค่ะ

อาบน้ำร้อน หรือ อาบน้ำเย็น ดีกว่ากัน?

November 3rd, 2009 by womenblogs

 

อาบน้ำ

     อาบน้ำ เป็นกิจวัตรที่แสนจะผูกพันกับผู้คนมาตั้งแต่เกิด หลายคนอาจจะให้เวลากับการอาบน้ำนานนับชั่วโมง ขณะที่บางคนใช้เวลาเพียงแค่วิ่งผ่านน้ำ ไม่ว่าจะอย่างไร หลังอาบน้ำ ทุกคนก็จะได้ความสะอาด ฉ่ำชื่นกันทุกที

    

 

นอกจากวัตถุประสงค์เพื่อชำระล้างคราบไคลจากร่างกายแล้ว ปัจจุบันมีคนนำการอาบน้ำเข้ามาเป็นการผ่อนคลาย บำบัดเครียด ช่วยทำให้กระปรี้กระเปร่าได้ โดยจะใช้เป็นฝักบัว หรือแช่อ่างก็ไม่ต่างกัน เพราะสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์ แต่อยู่ที่ อุณหภูมิของน้ำ ที่ความร้อน-เย็นล้วนมีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น

ใน Be Magazine บอกไว้ว่า

     น้ำร้อน สำหรับการอาบน้ำนั้น อุณหภูมิจะอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส ขึ้นไป อุณหภูมิระดับนี้จะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น จึงเหมาะกับใช้กระตุ้นอาการขี้เกียจ แต่ไม่ควรจะอาบนานเกินไป เพราะหลอดเลือดขยายตัวจนทำให้ผิวแห้ง มีผื่นขึ้น ผิวเหี่ยว ร้ายไปกว่านั้น อาจทำให้เลือดคั่ง ประสาทอ่อนล้า กระวนกระวาย ง่วงเหงา ซึมเซา ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้มีความดันผิดปกติ 
ถ้าเป็น  น้ำอุ่น  อุณหภูมิจะอยู่ที่ 27-37 องศาเซลเซียส ระดับนี้จะช่วยกระตุ้นประสาทอัตโนมัติ ทำให้ร่างกาย จิตใจสบาย ลดเครียด ลดไข้ได้  น้ำเย็น  อุณหภูมิจะ ต่ำกว่า 27 องศาเซลเซียส  ความเย็นจะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า ผิวเต่งตึง รูขุมขนกระชับ ระหว่างอาบน้ำถ้าใช้มือตบเบาๆ ไปทั่วร่างกาย จะช่วยกระตุ้นผิวและผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้

     วิธีการอาบน้ำ นั้น ให้เริ่มไล่จากปลายเท้าไปถึงกลาง ลำตัว เพื่อปรับอุณหภูมิ แล้วจึงเริ่มอาบน้ำ ถ้าใช้ฝักบัว ควรเปิด น้ำแรง ๆ แล้วฉีดไปทั่วตัวช่วยในการผ่อนคลาย

     ส่วน การแช่น้ำอุ่น นั้น ควรแช่ราว 10 นาที แล้วค่อยลุกขึ้นมาขัดตัว อาบน้ำ สระผม แปรงฟัน แล้ว ลงไป แช่ใหม่อีกครั้ง จะช่วย ยืดเส้นสายในร่างกาย สบายตัว ผิวสวย ลดอาการมือเท้าเย็น บวม เส้นเลือดขอดช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดไขมันได้ แต่อย่าใช้น้ำที่ร้อนเกินไป และอย่าแช่นานเกินไป อาจทำให้ผิวเปื่อยลอกได้

     ส่วน เวลาอาบน้ำที่ดีที่สุด นั้น ถ้าออกกำลังกาย ก็หลังไปแล้วไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง และไม่ควรจะอาบน้ำหลังรับประทานอาหารทันที เพราะอาจทำให้อาหารไม่ย่อย ทางที่ดี ควรอาบก่อน หรือหลังอาหารไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง นี่แหละศิลปะของการอาบน้ำ

women.mthai

นมถั่วเหลือง ดีกว่า นมวัว จริงเหรอ?

November 3rd, 2009 by womenblogs

นมถั่วเหลือง

     “ที่เค้าว่านมถั่วเหลืองดีอย่างโน้นอย่างนี้ แถมราคาก็ถูกกว่านมวัว แล้วอย่างนี้เราจะหันมาดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัวซะเลยจะดีไหม”

    

 

คำถามนี้เคยเกิดขึ้นในใจ คุณบ้างรึเปล่า? วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยที่ว่านี้กันให้ชัด ๆ เลย

    
ในเรื่องของโปรตีน ถ้าทำน้ำถั่วเหลืองจากสูตร ถั่วเหลือง 1 ส่วนต่อน้ำ 8 ส่วน จะได้โปรตีนใกล้เคียงกับนมวัว คือ ดื่มนมถั่วเหลือง 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) จะได้โปรตีน ประมาณ 6 กรัม (นมวัว 1 แก้ว จะได้โปรตีนประมาณ 7 กรัม) แต่คุณภาพโปรตีนในนมวัวมีความสมบูรณ์ของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนดีกว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองที่มาจากพืช แต่คุณภาพของโปตีนในนมถั่วเหลือง ก็สามารถเสริมให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเติมเครื่องต่าง ๆ อย่างที่นิยมกัน เช่น ลูกเดือย สาคู ถั่วแดงลงไป ได้ทั้งความอร่อยแถมคุณค่าของโปรตีนสมบูรณ์ขึ้น

     พลังงานที่ได้จากนมวัวจะมีไขมันมากกว่านมถั่วเหลืองถึง 2 เท่า คือนม วัว 1 แก้วจะให้พลังงาน ประมาณ 170 แคลอรี่ ส่วนนมถั่วเหลืองจะให้เพียง 80 แคลอรี่ เท่านั้น แต่คนที่ดื่มนมถั่วเหลืองเติมน้ำตาลมาก จนมีรสหวานกว่านมสดรสหวาน ก็จะได้พลังงานทั้งหมดพอ ๆ กัน แม้ว่านมถั่วเหลืองจะให้แคลเซียมที่น้อยกว่านมวัว แต่ให้ธาตุเหล็กและวิตามินบีหนึ่งที่มากกว่า

     เราดื่มนมถั่วเหลืองทดแทนนมวัวไม่ได้ เพราะจะมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัวอยู่มาก แต่หากมีการเสริมแคลเซียมลงในนมถั่วเหลือง ก็เท่ากับว่าเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้สมบูรณ์มากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มนมถั่วเหลืองเป็นอาหารเสริมก็ควรดื่ม วันละ 1-2 แก้ว

     หากเป็น นมถั่วเหลืองธรรมดา ที่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียม ขอแนะนำให้ดื่มนมวัวบ้างประมาณวันละ 1-2 แก้ว สำหรับผู้ใหญ่ หรือ 2-3 แก้วสำหรับเด็ก เช่นเดียวกับหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร เพื่อจะได้แคลเซียมอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในสภาวะนั้นๆ

women.mthai

อยากรู้มั้ย! ผิวของคุณเป็นแบบไหน

October 14th, 2009 by womenblogs

ผิวพรรณ ผิวหน้า สภาพผิว บำรุงผิว

       ก่อนที่จะเริ่มดูแลรักษาผิวพรรณให้ดูมีสุขภาพดี สิ่งแรกก็คือ ทำความรู้จักกับสภาพผิวของตัวเองก่อน เพราะจะได้บำรุงผิวได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คำตอบหาได้ง่ายๆ แค่บอกว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เมื่ออ่านแบบทดสอบข้างล่างนี้

      1. ผิวของคุณแลดูหมองคล้ำหรือบางทีก็แห้งเป็นสะเก็ด

      2. ผิวของคุณดูมันวาว เวลาจับจะรู้สึกลื่นๆ

      3. บางครั้งก็รู้สึกคันที่ผิว บางทีก็รู้สึกตึง

      4. เวลาส่องกระจกทำไมรูขุมขนมันกว้าง แถมยังมีจุดดำสิวอุดตันและมีสิวปกติด้วย

      5. ผิวเกิดอาการง่าย ถ้าใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสม ของแอลกอฮอล์ สารเคมี น้ำหอม และสีสังเคราะห์ 

      6. มีคนชมว่า ผิวดี ดูมีน้ำมีนวล พอเอามือกด ๆ ก็จะเด้งกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ

      7. บริเวณหน้าผาก จมูก หรือคางจะรู้สึกมัน แต่ถ้าเป็นผิวบริเวณรอบๆ แก้ม ตา และปาก กลับดูปกติหรือไม่ก็แห้งไปเลย

    ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 1 หรือ 3 แสดงว่า เป็นคนผิวแห้งเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว โดยดื่มน้ำสะอาดเยอะ ๆ และใช้ครีมที่มีส่วนผสมของน้ำและน้ำมันเพื่อช่วยให้ผิวของคุณชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล และไม่แห้งกร้าน

    ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 2 หรือ 4 แสดงว่า เป็นคนผิวมันผิวแบบนี้จะแลดูอ่อนเยาว์และอ่อนนุ่มอยู่ตลอดเวลา แต่อย่าเพิ่งดีใจมากไป เพราะถ้าหากคุณไม่ดูแลรักษาผิวเป็นอย่างดีแล้ว สิวอาจถามหาคุณได้ง่าย ๆ วิธีบำรุงผิวควรทำการอบไอน้ำผิวด้วยทรีเมนต์อโรมา หรือจะหาโอกาส มาสก์หน้าด้วยดิน (Clay Mask) ก็ได้

    ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 5 แสดงว่า เป็นคนผิวแพ้ง่ายคุณควรใช้ผลิตภัณฑ์และทรีตเมนต์ที่สกัดมาจากธรรมชาติหรือมีความอ่อนโยนมาก ๆ

    ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 6 แสดงว่า เป็นคนผิวธรรมดาเพียงแค่ทำความสะอาดผิวเป็นประจำ โดยใช้โทเนอร์ มอยส์เจอไรเซอร์ และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มาจากธรรมชาติก็เพียงพอ

    ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 7 แสดงว่า เป็นคนผิวผสมนอกจากการบำรุงผิวเป็นประจำทุกวันแล้ว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ก็มีความสำคัญเหมือนกัน ทริคง่าย ๆ ก็คือ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับแต่ละส่วนของใบหน้า และไม่ต้องแปลกใจไปหากตัวเองจะมีมอยส์เจอไรเซอร์ที่แตกต่างกัน 2-3 ชนิดสำหรับการดูแลผิวหน้าในครั้งเดียว

women.mthai

4 อาหาร ที่ทำให้หน้าท้องแบนราบ

October 14th, 2009 by womenblogs

หน้าท้อง เอว

 

      แคลอรี่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้หน้าท้องเพิ่มหรือลด แต่อาหารบางอย่างดูจะมีผลต่อไขมันกลางลำตัวของเรามากกว่า

     เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เชี่ยวชาญจากการศึกษาแบบต่อเนื่องของ Framingham Nutrition รายงานว่า ผู้หญิงที่กินน้อยลงไปเกือบ 400 แคลอรี่ ต่อวัน แต่เลือกอาหารที่มีสารอาหารน้อย มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นสองเท่าครึ่งในการมีหน้าท้องใหญ่ขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่กินมากกว่าแต่กินอาหารที่ดีกว่า คุณจึงไม่จำเป็นต้องอดอาหาร เพียงแต่ต้องรู้จักเลือกอาหารให้มากขึ้น
เพื่อปราบหน้าท้องให้อยู่ในที่ในทาง นั่นก็คือ 4 อาหาร ต่อไปนี้ 

    1. ผักและผลไม้ ผู้หญิงลดขนาดเอวได้ด้วยการแทนที่อาหารที่เป็นแป้งขัดขาวและน้ำตาลด้วย คาร์โบไฮเดรตจากผักและผลไม้โดยเฉพาะที่มีสีส้ม นี่เป็นการรีวิวจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน นอกเหนือจากเส้นใยอาหารที่ทำให้คุณรู้สึกอิ่มยาวนานกว่า นักวิจัยยังคาดว่าแอนตี้ออกซิแดนท์ อย่างเช่น วิตามินซีและเบต้าแคโรทีนคือสิ่งที่ช่วยกำจัดไขมันหน้าท้องออกไปได้

    2. โปรตีน การกินโปรตีนมากขึ้นทำให้คุณอิ่มและเพิ่มพลังงานซึ่งนำไปสู่การลดน้ำหนักโดย รวม และสำหรับคนที่อายุมากกว่า 40 จะช่วยลดไขมันหน้าท้องได้เป็นพิเศษ นี่เป็นผลการค้นพบของวิทยาลัยสกิดมอร์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน

           แต่งานวิจัยชี้ว่าการกินโปรตีนในปริมาณสูง ๆ อาจทำให้ไตทำงานหนัก เพราะอาจทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมได้ ควรตั้งเป้ารับแคลอรี 25 % จากโปรตีน (ถ้าคุณกินวันละ 2,000 แคลอรี่ นั่นก็คือ 500 แคลอรี่ จากโปรตีน) และเลือกโปรตีนแบบไร้ไขมัน อย่างเช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไร้ไขมัน ปลาและสัตว์ปีกไร้หนัง ถั่วเป็นแหล่งที่ดีอีกอย่างหนึ่งแต่อาจมีแคลอรี่ค่อนข้างสูง

    3. เซเลเนียม นี่เป็นแร่ธาตุที่ช่วยต่อสู้มะเร็ง และเชื่อมโยงกับไขมันหน้าท้อง จากการสำรวจคนอเมริกันมากกว่า 8,000 คน คนที่มีระดับเซเลเนียมและแอนตี้ออกซิแดนท์อื่น ๆ ในเลือดน้อยกว่า จะมีรอบเอวที่ใหญ่กว่า เซเลเนียมพบในอาหารหลายชนิด แต่มันอาจยากที่จะรู้ว่าคุณได้รับปริมาณครบตามที่แนะนำหรือเปล่า (55 ไมโครกรัม) เพื่อให้ได้ปริมาณตามต้องการ ลองกินวิตามินเสริมหรือกินอาหารให้หลากหลาย

    4. ไขมันที่ดี การวิจัยชิ้นหนึ่งของสเปนชี้ให้เห็นว่า มันง่ายกว่าที่จะรักษาความผอมเพรียวด้วยการกินไขมันแบบไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (เช่น น้ำมันมะกอก) และโอเมก้า-3 (ส่วนใหญ่พบในปลา แต่ก็มีในเมล็ดต้นแฟลกซ์ น้ำมันวอลนัตและเต้าหู้) ในขณะที่ไขมันเมก้า-6 (มีมากในซีเรียลน้ำมันข้าวโพด และไข่ ) เป็นเหตุให้ไขมันหน้าท้องเพิ่มพูน แต่ไขมันที่ควรกำจัดโดยสิ้นเชิงก็คือ ไขมันทรานส์ที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร

          ในการศึกษาของมหาวิทยาลัยเวกฟอเรสต์ ลิงที่กินอาหารแบบที่คนอเมริกาทั่วไปกินเป็นเวลา 6 ปี มีน้ำหนักมากขึ้นเทียบเท่ากับน้ำหนักมนุษย์ 10 ปอนด์ ถ้าไขมันที่พวกมันกินคือ ไขมันทรานส์อย่างเดียว เทียบกับพวกที่กินไขมันที่เพิ่มขึ้น 30% นั้นจะเพิ่มขึ้นในส่วนของหน้าท้องด้วย
women.mthai

จีสตริง สวย-เซ็กซี่ เสี่ยงต่อริดสีดวงจริงหรือ ??

October 7th, 2009 by womenblogs

จีสตริง สวย-เซ็กซี่ เสี่ยงต่อริดสีดวงจริงหรือ ??

 

จีสตริง กางเกงใน

 

 

        จีสตริง คือ กางเกงในแบบพิเศษ ที่ผู้หญิงหลายคนใส่แล้วเชื่อว่าจะทำให้ดูเซ็กซี่สุดๆ โดยเฉพาะสาวๆ ที่นิยมใส่ยีนเอวต่ำชนิดซูเปอร์โลว์ จีสตริงก็มีผลต่อสุขภาพของเราด้วย เพราะเจ้ากางเกงในตัวจิ๋วนี้มีความกว้างไม่เกิน 3 นิ้วเท่านั้น ส่วนด้านหลังไม่มีเนื้อที่สำหรับปิดก้นเลย จะมีเพียงแต่เส้นสตริงหรือยางยืดเพียงเส้นเดียวที่จะรัดก้นหรือบั้นท้ายสวยๆ ไว้

            แม้แต่เมืองไทยเองเจ้าจีสตริงอาภรณ์ชิ้นน้อยตัวนี้ก็กำลังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นกับแม่สาวเปรี้ยวจี๊ด ที่ชอบนุ่งกางเกงเอวต่ำ จีสตริงจึงเหมาะมากกับวัยรุ่นที่ชอบใส่กางเกงเอวต่ำ และเสื้อเอวลอยมาก 

            นอกจากนี้ จีสตริงยังไปได้ดีกับสาวสังคมที่ชอบใส่ชุดราตรีหรูแบบแนบเนื้อเพราะจะทำให้ไม่เห็นขอบรอยของกางเกงในแบบเดิม และเพราะกระแสนิยมพุ่งพรวดชนิดผลิตกันแทบไม่ทันนี่เอง พ่อค้าหัวใสจึงผลิตจีสตริงมาเลียนแบบกันอื้อ

           ยิ่งย่านถนนข้าวสารที่ฝรั่งรายได้น้อยชอบไปเดิน มีการผลิตจีสตริงหลายแบบหลากสไตล์ รวมไปถึงลายลูกไม้ที่ทำจากเนื้อผ้าสุดหยาบมาวางขาย จนหลายคนชักกังวลว่า กางเกงในชนิดพิเศษนี้ หากผลิตไม่ได้มาตรฐานจะส่งผลต่อผู้ใส่หรือไม่

              สาวสวยการศึกษาดีผู้หนึ่งเพิ่งเรียนจบปริญญาโทจากประเทศอังกฤษ เล่าให้ฟังว่า สมัยที่เรียนอยู่ที่โน่นมีคนพูดถึงจีสตริงในทางที่ไม่ดีกันหนาหู เพราะคนที่นิยมสวมใส่มักประสบปัญหาเป็นโรคภายใน ไม่ว่าจะเป็น เชื้อรา ริดสีดวงทวาร แผลติดเชื้อ จนทำให้เกิดกระแสต้านจีสตริงขึ้นเล็กๆ ในบางเมือง

           ซึ่งเรื่องนี้ทาง โฆษกกระทรวงสาธารณสุข รายงานการวิจัยเกี่ยวกับการติดเชื้อที่มีสาเหตุมาจากการสวมใส่จีสตริงนั้น ยังไม่มี แต่ที่ยกตัวอย่างในต่างประเทศนั้นอาจเป็นไปได้ โดยเฉพาะชาวอังกฤษไม่นิยมอาบน้ำกันสักเท่าไรเนื่องจากอากาศหนาวจัด และยิ่งบางคนที่ชอบใส่กางเกงยีนส์ซ้ำๆ หลายวันด้วยแล้ว ความหมักหมมก็จะเกิดขึ้นได้ 

 

 

            ส่วนที่ว่าจีสตริงทำให้เป็นโรคริดสีดวงทวารนั้น หากจะพูดกันตามหลักวิชาการแล้วริดสีดวงทวารเกิดจากเส้นเลือดแถวทวารหนักตีบตัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดต่ำ ไม่ได้เกิดจากการเสียดสีของเสื้อผ้าที่ใส่ แต่เป็นไปได้เรื่องการทำให้เกิดแผลติดเชื้อและเกิดการอักเสบ แต่ถ้าคนเป็นโรคริดสีดวงทวารอยู่แล้วและแผลปูดนูนออกมาด้านนอก ตรงนี้ถึงไม่ห้ามก็คงไม่มีใครกล้าใส่ เพราะจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและเจ็บมาก ถ้าผู้สวมใส่ไม่เลือกขนาดให้พอดี เช่นอาจจะเล็กเกินไป ก็อาจจะทำให้เกิดอาการรัดตึงเสียดสี จนทำให้เกิดแผลและเกิดการติดเชื้อได้

 

          ฉะนั้นเเล้ว จีสตริงจึงไม่น่าเป็นห่วงสำหรับคนที่ดูแลความสะอาดเป็นอย่างดี แม้ว่าจะยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าจีสตริงจะนำพาสารพัดโรคเข้าสู่ร่างกาย แต่ผู้ที่สวมใส่ก็ควรจะใส่ใจและระมัดระวัง กันนะจ๊ะ

 

women.mthai

 

« Previous Entries