10 วิธีขอขึ้นเงินเดือน (ให้เวิร์ค)

November 27th, 2009 by womenblogs

คนไทยเราเป็นชนชาติขี้เกรงใจ โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ ยิ่งเกรงใจคูณสอง อย่างเรื่องขอเจ้านายขึ้นเงินเดือนนี่ปะไร ทำงานมาตั้งนานนม ผลงานโตขึ้นเป็นกอง แต่ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ..
        ว่าแต่ของแบบนี้ใครไม่เห็น เจ้านายไม่เห็น และตัวคุณนั่นแหละที่เห็น ในเมื่อตนเป็นที่พึ่งของตนฉันใด คุณเองเท่านั้นที่จะต้องรวบรวมความกล้า เดินหน้าเข้าไปหาเจ้านายเพื่อขอขึ้นเงินเดือนด้วยตัวคุณเอง..ฉันนั้น

1. อย่าบอกเจ้านายว่า คุณหวังว่าเจ้านายจะขึ้นเงินเดือนให้เป็นเงินเท่านั้นเท่านี้
     ตรงกันข้าม ให้บอกเจ้านายว่า จะปฏิเสธคุณเลยก็ไม่ว่า เพราะคุณเป็นคนที่รับได้กับการถูกปฏิเสธ และคุณก็ไม่อยากให้เจ้านายคิดมากถ้าต้องปฏิเสธ การเกริ่นแบบนี้แต่แรกจะทำให้ภาพทุกอย่างชัดเจนทั้งตัวคุณและเจ้านาย ไม่ต้องกลัวว่าวันหลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเก็บไปคิดเล็กคิดน้อย

2. อย่าเจ้าอารมณ์จนเกินไป  
     ก่อนไปปะหน้าเจ้านาย ให้ทำใจให้ว่าง ทำสมองให้โล่งโปร่ง และอย่ากดดันตัวเองว่าผลการเจรจาครั้งนี้จะต้องสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คุณเองนั่นแหละที่จะเกร็งจนพูดไม่ออก

3. อย่าเจรจาในที่ที่บรรยากาศไม่เอื้อ
     ลองทำการบ้านมาก่อนเรื่องเวลา สถานที่ บรรยากาศ และปัจจัยอื่นๆ ที่จะเอื้อให้การพูดครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี ศึกษาดูว่าช่วงที่เวลาไหนที่เจ้านายแฮปปี้ที่สุดและยากที่จะปฏิเสธ อะไรเป็นอุปสรรคขวางคุณอยู่ตรงหน้า ลองศึกษาเรื่องผลประกอบการบริษัทในปีที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ช่วงนี้มีใครถูกไล่ออกไหม พยายามมองหลายมุมเพื่อให้เจ้านายเออออด้วยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องตั้งอยู่บนความสมเหตุสมผลเป็นสำคัญ

4. อย่าเลียจนเกินงาม
     ให้เจ้านายรู้สึกได้ว่าคุณก็ยังเป็นคุณคนเดิม การทำอะไรที่มันผิดแผก เช่น การเอาใจเจ้านายด้วยการแต่งกายยั่วยวน (กรณีเจ้านายเป็นผู้ชาย) การซื้อของราคาแพงๆ มาประเคน หรือการทำบางสิ่งบางอย่างที่เสแสร้งแกล้งทำ ทั้งๆ ที่ตัวจริงของคุณเป็นอีกอย่าง จะทำให้เจ้านายรู้สึกว่าคุณเปลี่ยนไป เผลอๆ เขาอาจจะคิดไปได้ว่าคุณเป็นประเภททำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ

5. อย่าพรีเซนต์แบบเว่อร์
     พยายามพูดแบบเนื้อๆ เน้นๆ และตรงประเด็นที่สุด ที่พลาดไม่ได้คือการถามความเห็นของเจ้านาย เพื่อจะได้รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของบริษัท และมุมมองของเจ้านายที่มีต่อตัวคุณและผลงานเป็นอย่างไร

6. อย่าต้อนเจ้านายด้วยคำถามที่ต้องตอบว่า “โอเค” กับ “โนเค”     
     พยายามถามด้วยคำถามที่ให้โอกาสเจ้านายได้โต้ตอบเป็นฉากๆ เช่น คำถามที่เริ่มต้นประโยคด้วย “ใคร”  “อย่างไร”  ”ที่ไหน”  “ทำไม”  “เมื่อไหร่”  เมื่อเจ้านายพูดแนะนำหรือให้เหตุผลใดๆ ออกมา รับรองว่าคุณจะได้ข้อมูลใหม่ๆ มาใส่ “แรม” ของตัวเองได้อีกเพียบ ถ้าการขออัพเงินครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่หลังจากนี้คุณสามารถเก็บไปวิเคราะห์และพัฒนาตัวเองให้เข้าตาเจ้านายต่อไปได้ในอนาคต

7. อย่าเพิ่งนึกถึงตอนจบ
     เป็นไปได้อย่านึกถึงเป็นดีที่สุด อย่าหวังหรือวางแผนเป็นขั้นๆ หรือเป็นสูตรตายตัวว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ให้ลองโฟกัสไปในจุดที่คุณสามารถควบคุมได้ตอนเจรจา เช่น การเตรียมข้อมูลสำคัญ การควบคุมอารมณ์ไม่ให้ตื่นเต้นเกินไป หรือหากเจ้านายถามเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ต้องตอบให้ได้จะดีกว่าเยอะ

8. อย่าเชื่อมั่นตัวเองสุดโต่งว่าคุณจะต้องได้เงินเดือนขึ้น
     ให้คิดว่าการที่คุณมาเจรจาและแลกเปลี่ยนความเห็นกับเจ้านายก็เพื่อเป้าหมายของการบรรลุผลตามปรัชญาหรือตามเป้าหมายของบริษัท เงินเดือนมีผลต่องานที่คุณจะทำออกมา และเจรจาก็เพื่อให้องค์กรได้ผลผลิตของงานที่ดีขึ้น แต่อย่าลืมว่าทุกประเด็นที่คุณยกมาเป็นตัวอย่างในการขอขึ้นเงินเดือน ทำให้งานงอกเงยขึ้นและมีส่วนช่วยผลักดันให้บริษัทโตขึ้นจริงๆ

9. อย่าคิดว่าเงินเดือนหรือตำแหน่งงานตอนนี้ของคุณคือปัญหา 
     จงพรีเซนต์ตัวเองว่าเป็นผู้ไขทางออก อย่ากลัวที่จะเอาผลงานที่เคยทำสำเร็จมาโชว์ให้เห็นเป็นรูปธรรม จงทำให้เห็นว่างานที่ว่านั้นได้ช่วยบริษัทในแง่มุมไหนบ้าง ยิ่งถ้าคุณเตรียมการบ้านมาดีและลิสต์แง่มุมต่างๆ รอบด้านแล้ว การเจรจาต้าอวยจะไม่มีอะไรทำให้หงุดหงิดหัวใจ

10. อย่าแสดงท่าทีข่มขู่ คุกคาม หรือบีบคอเจ้านายให้ตอบตกลง
     ให้สงบเสงี่ยมเจียมตัว วางระยะห่างของคุณกับเจ้านายให้ดี (ให้เกียรติและเคารพในฐานะที่เขาเป็นหัวหน้างาน) พูดจาฉะฉานและมีเหตุมีผล ถ้าต้องถกกันก็ควรถกแบบเคลียร์ๆ แตกประเด็นออกไป ให้ชัดเจนแบบคนมีวุฒิภาวะ ไม่ต้องกลัวว่าผลการเจรจาจะออกมาอย่างไร ถ้าลองได้ทำการบ้านมาดี คุมอารมณ์อยู่ มั่นใจตัวเอง ผลลัพธ์ที่ออกมาแม้ไม่เต็มร้อย แต่เชื่อว่าน่าจะเกิน 75 หรือ 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่หายไปอาจเกิดจากปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือจากการควบคุมของตัวคุณหรือแม้เจ้านายเอง

ข้อชี้แนะจากกูรู
     บางที .. เวลาก็ช่วยอะไรได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาที่เหมาะเจาะกับกาลเทศะ ตอนนี้พิษซับไพรม์หรือพิษเศรษฐกิจสหรัฐฯอันเกิดจากหนี้ด้อยคุณภาพด้านอสังหาริมทรัพย์กำลังส่งผลกระทบต่อทั่วโลก ไหนน้ำมันจะพุ่งขึ้นๆ เพราะโอเปคไม่ยอมเพิ่มกำลังการผลิต และปัญหาอื่นๆ อีกหลายปัจจัย เพราะฉะนั้นการขอขึ้นเงินเดือนตอนนี้คงยากหน่อย
     “แจ็ค แช็พแมน” ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัตราเงินเดือนว่าจ้างพนักงาน เจ้าของผลงานหนังสือ “Negotiating Your Salary: How to Make $1,000 a Minute” บอกว่า ช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่ แต่คุณไม่ถูกโละ นั่นแสดงว่าการเก็บคุณไว้ในองค์กรก็ต้องมีเหตุผล คุณอาจทำงานได้ดี ทำงานได้หลายอย่าง การมีคุณหนึ่งคนอาจแทนคนได้อีกเป็นสิบ  
     สิ่งที่คุณควรทำคือหมั่นเก็บผลงานที่ทำในอดีต ผลงานไหนที่ประทับใจ ทำให้บริษัทเติบโตมีชื่อเสียง เก็บไว้ให้ดี เพราะจะช่วยคุณได้มากตอนเจรจาขึ้นเงินเดือน และเคล็ดลับสำคัญคือ เจ้านายของคุณก็เป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งก็ต้องการประสบความสำเร็จเหมือนกัน ลองคิดดูว่าสิ่งไหนที่ช่วยผลักดันให้เจ้านายของคุณแจ้งเกิดได้ ถ้าคุณทำผลงานได้ดีจนส่งผลต่อเจ้านาย นั่นก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จในเจรจาขึ้นเงินเดือนได้เช่นกัน

women.mthai

วิธี ปฏิบัติ ก่อนซื้อ อาหาร นอกบ้าน

November 24th, 2009 by womenblogs

 ใครที่ต้องซื้ออาหารนอกบ้านเป็นประจำ วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ มีวิธีสังเกตุเลือกอาหารคุณภาพมาฝาก…

 

 

  - อ่านฉลากก่อนซื้อ ดูคุณค่าของสารอาหารในฉลากโภชนาการ ชื่ออาหาร ชื่อผู้ผลิต สถานที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วันเดือนปีที่หมดอายุ และต้องมีเครื่องหมาย อย.

  - สังเกตภาชนะบรรจุ ต้องอยู่ในลักษณะที่ดีและสะอาด เช่น เครื่องดื่มอยู่ในภาชนะที่ปิดสนิท กระป๋องอยู่ในสภาพดี ไม่บุบ

  - สังเกตลักษณะของอาหาร สี กลิ่น และรส ต้องไม่มีความผิดปกติจากธรรมชาติ หรือเปลี่ยนแปลงจากลักษณะเดิม เช่น กลิ่นหืนหรือเหม็นเปรี้ยว หรือสีสันฉูดฉาด ควรเลือกซื้ออาหารที่ใช้สีจากธรรมชาติ

  - สังเกตความสะอาด ขั้นตอนการเตรียมอาหาร สถานที่เตรียมอาหาร การล้าง การปรุง และความสะอาดของผู้ขาย

women.mthai

วิธีสร้างเสน่ห์ให้ทรวงอก

September 24th, 2009 by womenblogs

 
  บริเวณอก ทรวงอก ยกทรง อก นม
 
 
 
 วิธีสร้างเสน่ห์ให้ทรวงอก
 
  
ทราบหรือไม่ว่าการสร้างเสน่ห์ให้ทรวงอกสามารถทำได้ด้วยตัวเอง วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีมาบอกกัน…

 

1. เวลาอาบน้ำให้ใช้น้ำเย็นทำความสะอาดบริเวณอก หรือใช้ฝักบัวฉีด (น้ำเย็น) เป็นประจำ จะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดและทำให้เนื้อเยื่อที่เป็นไขมันกระชับตัวขึ้น

 

2. นวดเบา ๆ บริเวณหน้าอกด้วยน้ำมัน หรือครีม (โลชั่นน้ำนมบำรุงผิวกาย หรือโลชั่นบำรุงผิวก็ได้) สามารถช่วยให้อกกระชับ และดูสวยขึ้นได้

 

3. การบริหารกล้ามเนื้อบริเวณทรวงอก จะช่วยป้องกันการหย่อนยานได้ ถ้าไม่รู้ว่าจะออกกำลังกายด้วยวิธีใดก็ควรไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับการบริหารกล้ามเนื้อมาอ่านได้

 

4. เลือกซื้อยกทรงให้ได้ขนาดพอดีกับทรวงอกและควรลองสวมใส่ก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง ไม่ควรสวมให้แน่นเกินไป และไม่ควรเลือกซื้อยกทรงในขณะที่กำลังมีประจำเดือนเนื่องจากในช่วงนี้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง ทรวงอกจะขยายตัวใหญ่ขึ้น สำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และให้นมลูก ต้องเลือกใส่เสื้อยกทรงที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อป้องกันการหย่อนยาน

 

5. อย่าลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว หรือทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำจนเกินไป เพราะนอกจากจะมีส่วนทำลายสุขภาพแล้ว ยังทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน และเป็นสาเหตุให้เกิดรอยแตกที่ผิวหนังทั้งในบริเวณหน้าอก แขน และหน้าท้องได้

 

6. ควรปรับปรุงอิริยาบถในการเดิน นั่ง ยืดไหล่ ยืดหลังให้ผึ่งผาย เดินหลังตรง ซึ่งจะช่วยให้หน้าอกดูเต่งตึงขึ้นได้

 

ถ้าอยากมีทรวงอกที่มีเสน่ห์ ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

 women.mthai

วิธีซักชุดชั้นในให้สะอาด

September 24th, 2009 by womenblogs

 
 ชุดชั้นใน
 
 
 
วิธีซักชุดชั้นในให้สะอาด
 
ใครเคยเกิดอาการคันที่จุดซ่อนเร้น อาจจะเป็นผลมาจากการซักชุดชั้นในไม่สะอาด วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีซักชุดชั้นในมาบอกกัน…

 

- ก่อนซัก ควรแยกชุดชั้นในออกจากชุดชั้นนอก

- ซักด้วยน้ำยาซักผ้า หรือผงซักฟอกละลายในน้ำธรรมดาไม่ควรใช้สารฟอกขาวทุกชนิดโดยเด็ดขาด

- ซักแต่เบามือ อย่าใช้แปรงขยำขยี้

- ตรงไหนที่มีคราบสกปรกก็ให้ใช้แปรงขนนุ่ม ๆ ถูเบา ๆ

- ล้างกางเกงในด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง

- ตากในที่ร่ม มีลมโกรก ไม่ควรตากให้ถูกแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้เนื้อผ้าและสีเสื่อมสภาพก่อน

 

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้ จะได้มีชุดชั้นในที่สะอาดใส่กัน.

women.mthai

วิธีทำให้ดวงตาสดใส

September 24th, 2009 by womenblogs

 

 

วิธีทำให้ดวงตาสดใส

 

ใครที่กำลังรู้สึกว่าดวงตากำลังอ่อนล้า วันนี้เกร็ดความรู้วิธีเพิ่มความสดใสให้ดวงตามาบอกกัน…

 

- สวมแว่นกันแดด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกจากการสะสมของอัลตราไวโอเลต

 

- คืนความสดชื่นให้ดวงตาด้วย การฉีดพรมน้ำอุ่นที่เปลือกตา 20 ครั้ง ตามด้วยน้ำเย็นอีก 20 ครั้ง

 

- พักดวงตา โดยใช้ฝ่ามือปิดตานานอย่างน้อยหนึ่งนาทีทำซ้ำวันละ 4 ครั้ง

 

- ลองกินบิลเบอร์รีสกัด ช่วยชะลอโรคต้อกระจก

 

ถ้าดวงตาอ่อนล้า ก็อย่าลืมนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

women.mthai

วิธีเลือกครีมกันแดด

September 22nd, 2009 by womenblogs

ครีมกันแดด

แสงอาทิตย์มีประโยชน์ต่อโลกและต่อตัวเราอย่างมากมาย คนเราทุกคนอยู่ใต้แสงอาทิตย์ หากไม่มีแสงอาทิตย์เราก็อยู่ไม่ได้ แต่แสงอาทิตย์ก็เป็นภัยสำหรับคนเรา ผิวของคนเราจะเป็นตัวป้องกันมิให้รังสีทำลายเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังโดยมี Melanin pigment เป็นตัวดูดรังสี แต่คนบางคนก็มีเม็ดสีไม่เพียงพอที่จะดูดซับรังสีได้หมด`หากเจอแสงมากก็จะเกิดอาการ บวม แดง และปวด ที่เรียกว่า sun burn ซึ่งอาจจะส่งผลเสียในระยะยาวเช่นมะเร็งผิวหนัง การป้องกันแสงแดดเป็นจำเป็นสำหรับคนทุกอายุ ซึ่งต้องทำทุกวิธีตั้งแต่หลีกเลี่ยงช่วงเวลา 10-15 นาฬิกา ใส่เสื้อผ้ากันแสง สวมหมวกใบโตและทาครีมกันแสงแสงแดดทำให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังได้หลายแบบ

· ผิวหนังเสื่อมก่อนวัย หรือที่เรียกว่าแก่

· ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง

· ทำลายระบบพันธุกรรมและมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

· แสงแดดทำให้เกิดอนุมูลอิสระซึ่งมีผลเสียต่อผิวหนัง

· ผิวไหม้

การป้องกันแสงแดดจะป้องกันผิวหนังได้รับอันตรายจากแสงเช่น ผิวไหม้จากแดด ฝ้า รอยย่น และมะเร็งผิวหนัง การป้องกันแสงแดดสามารถทำได้หลายวิธีต้องเลือกวิธีอย่างเหมาะสม และให้ทาครีมกันแดดที่มีฤทธิ์ป้องกันแสง(sun protection factor (SPF)อย่างน้อย 15)

ครีมกันแดด Minus Facial Sun protection ไมนัสการเลือกครีมกันแดด

แสงอาทิตย์จะมีรังสี UVA UVB รังสีทั้งสองสามารถทำให้เกิดผิวสีแทน (Tan) และอันตรายต่อผิวหนัง รังสี UVB จะมีมากในช่วง 10-16.00น.รังสีนี้จะทำให้ผิวหนังเราไหม้การวัดประสิทธิภาพของยากันแดดในระยะแรกก็จะเน้นที่ความสามารถในการป้องกันผิวไหม้แดงนั่นคือ สามารถดูดซับแสง UVBได้ดี หรือคือค่า SPF (sun protective factor) ค่าSPF 15 มีความหมายว่าในกรณีที่ท่านทายากันแดดอย่างทั่วถึงในความหนา มิลิกรัมต่อพื้นที่ผิวหนังหนึ่งตารางซม. ท่านจะต้องใช้เวลาตากแดดเพิ่มขึ้นถึง 15เท่าจึงจะทำให้ผิวไหม้แดง ตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์จริงถ้าอยู่กลางแสงแดดจัดเวลาเที่ยงบริเวณชายทะเลในเวลาประมาณ 15 นาทีจะทำให้ผิวหนังแดงได้ การใช้ยากันแดด SPF 15 อย่างทั่วถึงจะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น 15 เท่าจึงจะเกิดผิวไหม้แดง นั่นคือเท่ากับ 15×15คือ 225 นาที หรือ ชม. 45 นาที ในขณะที่รังสี UVA จะพบได้ตลอดวันและทำลายผิวหนังชั้นลึกกว่า UVB แต่ปริมาณรังสีในอากาศมีไม่มาก แม้ว่าจะใช้ครีมกันแสงดีอย่างไรก็มีแสงบางส่วนเล็ดรอดไปสู่ผิวหนังได้ ดังนั้นในความเป็นจริงอาจจะเป็นเวลาประมาณชม. ดังนั้นอาจจะต้องทาครีมกันแดดทุก 1-2 ชั่วโมง ที่ดีคือหลีกเลี่ยงแสงแดด

ยากันแดดในปัจจุบันจึงได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อป้องกันแสง UVA เพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจาก UVA ก็สามารถทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้เหมือน UVB แต่การวัดประสิทธิภาพของการป้องกันแสง UVA ยังไม่มีมาตรฐานสากลเหมือนค่า SPF สำหรับยากันแดดที่มีฉลากว่ากันได้ทั้ง UVA, UVB นั้น ในต่างประเทศได้มีผู้นำมาทดสอบพบว่า ความสามารถในการป้องกัน UVA ต่างกันมาก และไม่สัมพันธ์กับค่า SPF ที่สูงขึ้น เช่น ยากันแดดที่มีค่าSPF 45 ไม่สามารถกัน UVA ได้ดีกว่ายากันแดดที่มีค่า SPF 15 เป็นต้น ทำให้มีปัญหากับผู้บริโภคในการเลือกใช้อย่างเหมาะสม

รังสี UVB

รังสีUVA

ฤดูร้อนรังสีมีมาก

มีรังสีตลอดทั้งปี

พบรังสีมากในช่วง 10-14 น.

พบได้ตลอดวัน

กระจกรถยนต์กันรังสีได้

กระจกรถยนต์กันไม่ได้

ครีมที่มี SPF

ครีมที่มี SPFกันรังสีไม่ได้

ก่อให้เกิดผิวไหม้ มะเร็งผิวหนัง ผิวแก่

มะเร็งผิวหนัง ผิวแก แพ้ยา

การเลือกครีมกันแดด

ครีมกันแดดออกฤทธิ์โดยการดูดแสง หรือสะท้อนแสงออกไป มีด้วยกันหลายชนิดคือ เป็นโลชัน ครีม เยล สเปรย์ การเลือกต้องเลือก SPF ที่มีตัวเลขมากๆซึ่งจะกันแสงได้ดี นอกจากนั้นยังมีครีมกันแดดที่กันทั้งUVB  และ UVA

สารกันแดดที่กัน UVB จะกันรังสีช่วง 290-320 nanometersจะมีสาร

· Benzophenones :dioxybenzone, oxybenzone, sulisolxybenzone

· Cinnamates: cinoxate, octocrylene, octyl methoxycinnamate

· PABA derivatives: ethyl-4-(hydroxypropyl)aminobenzoate

· Salicylates: octyl salicylate, trolamine salicylate

Banana boat Sport ครีมกันแดด

สารกันแดดที่มีฤทธิ์ป้องกัน UVA จะกันรังสีช่วง 320-400 nanometers ครีมที่ป้องกันรังสีได้ดีคือ zinc oxide และavobenzone  zinc oxide จะกันได้รังสีได้ทั้งสองชนิดสามารถใช้เป็นครีมชนิดเดียวที่กันรังสีได้ ชนิด ส่วนสารอื่นที่กันรังสี UVA ได้บ้างได้แก่ Oxybenzone, Parsol 1789, TiO2, Mexoryl SX, XL เป็นต้น ซึ่งยากันแดดในท้องตลาดที่มีประสิทธิภาพกัน UVA ได้ดีน่าจะมีสารที่กล่าวแล้วข้างต้นผสมกันอย่างน้อย ชนิดขึ้นไปในความเข้มข้น 2-3% การทาครีมต้องทาก่อนออกแดดครึ่งชั่วโมง และควรทาซ้ำทุก 1-2ชั่วโมงแม้ว่าจะเป็นครีมที่กันน้ำ


วิธีป้องกันแสงแดด

· ใช้ครีมกันแสงที่มีค่า SPF อย่างน้อย 15 ในส่วนที่ต้องสัมผัสแสงแดด รวมทั้งริมฝีปาก และมีสารเคมีที่กัน UVA ได้ดีอย่างน้อย ชนิด เช่น Oxybenzone + TiQ หรือ Parsol 1789+ ZnO เป็นต้น

· ใช้ครีมกันแสงที่ทนต่อน้ำหานต้องว่ายน้ำหรือเหงื่ออกมาก

· ให้ทาครีมทุก 1-2 ชั่วโมงหากต้องอยู่ในแสงตลอดเวลา

· สวมเสื้อผ้า หมวกปีกว้าง แว่นกันแดด และกางร่มเสมอเมื่อต้องออกแดด

· หาที่ร่มเสมอ

· หลีกเลี่ยงการออกแดดเวลา 10.00-16.00 นาฬิกาแม้ว่าจะมีเมฆก็ตาม

· เมื่ออยู่ชายหาดควรจะอยู่ในที่ร่ม แต่แสง UV สามารถสะท้อนแสงกับทรายที่ชายหาด

· สวมแว่นกันแดด

· เสื้อผ้าที่บางหรือเปียกจะมีการสะท้อนแสงได้ไม่ดี ควรใส่เสื้อที่หนาและหลวมๆจะกันแสงได้ดี ควรใช้ผ้าฝ้ายป้องกันรังสีดีกว่าผ้าที่ทำจากใยสังเคราะห์

· หากคุณไปเมื่อนอกที่มีหิมะตกก็ต้องทาครีมกันแดดเพราะหิมะจะสะท้อนแสงได้ดี

Anesssa Mild Sunscreen ครีมกันแดด

ควรทายากันแดดให้หนาเพียงพอ 15 นาทีก่อนอยู่กลางแดดและทาซ้ำทุก 1-2 ชม. ถ้าว่ายน้ำหรืออยู่กลางแดดจัดตลอดเวลา สำหรับการใช้ยากันแดดประจำวันในผู้ที่ทำงานในร่มและใช้เวลานอกอาคารหรือรถยนต์เฉพาะช่างเช้าก่อนนาฬิกาและหลัง 15นาฬิกา อาจไม่มีความจำเป็นเนื่องจากแสง UVB, UVA สามารถผ่านกระจกรถที่ติดฟิล์มกรองแสงได้น้อยกว่า 5% และแสง UV ในช่วงเวลาเช้าตรู่และเย็นมีปริมาณน้อย

โดยสรุปการป้องกันอันตรายทั้งระยะสั้นและยาวจากแสงแดดควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็กด้วยการให้ความรู้ ให้หลีกเลี่ยงการตากแดดจัด ป้องกันร่างกายอย่างมิดชิดด้วยเสื้อผ้าแว่นตาหมวก และร่ม เลือกยากันแดดที่เหมาะสมกับกิจกรรมแต่ละประเภท แต่สิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอก็คือการได้อยู่กลางแสงแดดจะทำให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นเนื่องจาก มีการหลั่งของสาร Endorphin และร่างกายยังต้องการวิตามินดีจากแสงแดดเพื่อกระดูกแข็งแรงโดยเฉพาะในวัยเด็กและผู้สูงอายุ เนื่องจากปริมาณวิตามินดีจากอาหารไม่เพียงพอ

ดังนั้นควรได้รับแสงแดดอย่างสม่ำเสมอครั้งละ 15-30 นาทีสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งในเวลาเช้าหรือบ่ายที่แสงแดดปานกลาง การป้องกันแสงแดดหรือการป้องกัน UV ควรจะทำตั้งแต่เป็นเด็กและให้ใช้หลายๆวิธีซึ่งจะป้องกันอันตรายต่อผิวหนัง

women.mthai

หน้าขาวใสด้วยโบท๊อกซ์

September 22nd, 2009 by womenblogs

หน้าขาวใสด้วยโบท๊อกซ์

สาวรู้กันมั๊ยค่ะว่าโบท๊อกซ์เค้าทำกันเพื่ออะไร

โบท๊อกซ์จะช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าอย่างมีประสิทธิ Botox เป็นโปรตีนจากธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ ออกฤทธิ์คล้ายกล้ามเนื้อบนใบหน้า ช่วยให้รอยย่นหายไปและดูอ่อนเยาว์ลงอีกด้วย โดยี่ไม่ต้องเพิ่งการศัลยกรรมก็สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจนภายใน 3-5 วันจะอยู่ได้นาน 6 เดือน

คำแนะนำสำหรับผู้ที่รับการรักษาด้วย BOTOX

ข้อควรทราบก่อนการรักษา

หากท่านรับประทานยาอย่างใดอย่างหนึ่งดังในรายการข้างล่างนี้ ท่านควรงดยาชนิดนั้นอย่างน้อย 1 สัปดาห์

- แอสไพริน

- ยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

- ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด

- Vitamin E, Gingko

- ชาเขียว

การดูแลภายหลังการรักษา

1. ควรขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ได้รับการฉีดยาบ่อย ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อในบริเวณนั้นสามารถดูดซึมยาได้ดีในช่วง 4 ชั่วโมงแรกหลังฉีด

2. งดการนวดใบหน้าบริเวณที่ฉีดยาอย่างน้อย 1 สัปดาห์

3. ท่านสามารถล้างหน้า, ทาครีมหรือเครื่องสำอางค์ที่ใช้อยู่เดิมได้ตามปกติ

4. ภายหลังการฉีดยาบางท่านอาจมีอาการปวดบริเวณที่ฉีดประมาณ 1-3 วัน หากมีอาการดังกล่าว สามารถแก้ไขด้วยการรับประทานยาพาราเซตตามอล

5. ภายหลังการฉีดยาบางท่านอาจจุดแดง หรือจุดจ้ำเล็กๆ บริเวณที่ฉีดอันเกิดเนื่องมาจากรอยเข็ม จุดดังกล่าวจะค่อยๆ เลือนหายไปได้เองภายใน 5-7 วัน ท่านสามารถใช้แป้งหรือรองพื้นทาเพื่อปกปิดรอยดังกล่าวได้

6. ภายหลังการฉีดยา 3-5 วัน ท่านอาจเริ่มมีอาการตึงหนัก หรือขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดยาได้ไม่ถนัด อาการดังกล่าวเกิดเนื่องจากยาที่ฉีดเริ่มออกฤทธิ์ซึ่งจะค่อยๆ หายไปได้เอง

7. ภายหลังการฉีดยาริ้วรอยบนใบหน้าที่เกิดจากการขยับของกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ เลือนหายไปโดยจะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ จึงจะได้ประสิทธิภาพของยาอย่างเต็มที่ และยาจะคงอยู่ประมาณ 4 เดือน

women.mthai

วิธีชะลอการแก่ของผิว

September 21st, 2009 by womenblogs

การชะลอการแก่ของผิว

การแก่เกิดขึ้นในวินาทีแรกของการมีชีวิต เซลจะเริ่มเสื่อมและตายลง และมีวิธี ชะลอ แก่ ผิว  ความสวยความงาม การแทนที่ด้วยเซลใหม่ เซลบางชนิดมีอายุสั้นมากเช่น เซลเม็ดเลือดแดงมีอายุเพียง เจ็ดวัน เซลผิวหนังมีอายุประมาณ หนึ่งเดือน เซลล์เนื้อเยื่อ และพังผืดมีอายุประมาณ สิบห้าปี มีเซลเพียงสองชนิดเท่านั้นที่มีอายุเท่ากับอายุจริงของเรา คือเซลสมอง และเลนส์ตา แล้วทำไมเราจึงดูแก่ขึ้นได้ หากเซลผิวหนัง และเนื้อเยื่อมีการสร้างทดแทนอยู่ตลอดเวลา

เหตุผลที่สำคัญคือ เซลที่สร้างใหม่ทดแทน จะมีการทำงานที่ลดน้อยลง หรือเปลี่ยนแปลงไป อย่างช้าๆ ตัวอย่างเช่น เซลไฟโบรไชท์ ที่สร้างเส้นใยคลอราเจน จะสร้างคลอราเจนใหม่แทนที่ของเดิม ในอัตราลดลงประมาณ 1 % ต่อปี เราจึงมีผิวหนังแท้ และเส้นใยพังผืด ซึ่งเป็นสิ่งที่ ทำให้ผิวดูเต่งตึง กระชับ ลดน้อยลง เมื่อการสูญเสียมากถึงระดับหนึ่ง เช่นเสียไป เกินสามสิบเปอร์เซ็นต์ เมื่ออายุมากกว่าสามสิบปี เราจะเริ่มเห็น ผิวหนังในหลายตำแหน่ง จึงเริ่มหย่อนคล้อยไปตามแรงดึงดูดของโลก

ซึ่งทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกรองแสง อัลตร้าไวโอเลท และสารแปลกปลอม และมลพิษทั้งหลาย หลังจากเวลาผ่านไป จะเห็นการเปลี่ยนแปลง เกิดการบางตัว ผิวแห้งแตก มีรอยด่างดำ เกิดรอยย่นเล็กๆ และมีการขยายตัวของเส้นเลือดฝอย เกิดติ่งเนื้อ หรือเนื้องอก แม้กระทั่งมะเร็งผิวหนัง  การเปลี่ยนแปลงนี้จะเห็นได้มากบริเวณที่ถูกแสงแดด และ คนผิวสีขาว จะมีการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าสีผิวเข้ม การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นผลจากการเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดการเสื่อมลงของเซลแทบทุกชนิด

การลดการเกิดอนุมูลอิสระ ที่สำคัญ คือ

1.หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดจัด หากจำเป็นต้องออกแดด ควรสรวมหมวกปีกกว้าง หรือกางร่ม หากออกกำลังกลางแดด ควรใช้ครีมกันแดด ที่สามสารถกรองได้ทั้ง อัลตร้าไวโอเลท เอ (มีค่า PPD มากกว่า +++) และอัลตร้าไวโอเลท บี (ค่า SPF, Sun protecting factorมากกว่า มากกว่า 30) ต้องทาประมาณ สามสิบนาทีก่อนออกแดด และ ทาปริมาณที่เหมาะสม (บีบยา ประมาณ สองกรัม หรือหนึ่งข้อนิ้วชี้ ต่อแก้มหนึ่งข้าง)

2.ลดการแห้งแตกของผิว ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบ ด้วยการใช้ สบู่อ่อน หรือครีมอาบน้ำ และทา โลชั่นลดความแห้งหลังอาบน้ำอย่างสม่ำเสมอ

3. งดบุหรี่ และหลีกเลี่ยงสถานที่มีควันบุหรี่สูง

4. หลีกเลี่ยงบริเวณที่มี ควันรถยนต์ และมลพิษสูง เช่น ริมถนน ที่จราจรหนาแน่น

5. ลดอาหารที่มีอนุมูลอิสระสูง เช่นน้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำ

6.การรับประทานอาหารที่มีสารจับอนุมูลอิสระ ที่สำคัญคือ ไวตามินซีธรรมชาติ ในผลไม้และผักสีเขียว เช่น ฝรั่ง แอปเปิล ผักสลัด ฯลฯ ให้เพียง พอ และสม่ำเสมอ ไวตามินซี จะทำงานได้ดีร่วมกับไวตามินอี ซึ่งมีในไข่ เนื้อสัตว์ จึงควรรับประทานอาหารให้สมดุลทุกหมู่ ไวตามินซีถูกทำลายได้เร็วด้วยความร้อน จึงควรเลือกรับประทานเฉพาะผลไม้สด น้ำผลไม้ที่คั้นสด และผักสด

7. ลดความเครียด จากปัญหาต่างๆ ฝึกจิตให้สงบ เช่นการฝึกสมาธิ เล่นกีฬา หรือมีงานอดิเรกที่ผ่อนคลายทำ อย่างสม่ำเสมอ

8.การใช้เวชภัณฑ์ ลดอนุมูลอิสระ เช่น การกินไวตามินซี ไวตามินอี สารบางชนิด เช่น โคเอนไซย์คิวเทน ฯลฯ เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูง จึงเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลเร็วอย่างชัดเจน เวชภัณฑ์ที่อ้างว่าชะลอความแก่ได้นั้นมีมาก แต่มีการศึกษายืนยันว่ามีประโยชน์มีไม่มาก บางชนิด มีการกล่าวอ้างเกินจริง เช่น การรับประทานยาที่มีคลอราเจน โดยหวัวว่าจะไปทดแทนคลอราเจนที่ลดลง โดยหารู้ไม่ว่า กระบวนการย่อยสลายในระบบทางเดินอาหาร จะย่อยสลายคลอราเจนที่กินเข้าไปเป็นกรดอะมิโน ก่อนจะส่งไปทางกระแสเลือดเพื่อสร้างคลอราเจน การกินคลอราเจนจึงไม่ได้มีผลต่างจากการกินโปรตีนเช่น เนื้อสัตว์ ไข่ขาว นมถั่วเหลือง ฯลฯ

9. การทาเวชสำอาง ที่มีสารลดอนุมูลอิสระ เข่น ไวตามินซี หรือสารกระตุ้นการเจริญของเซลล์ เช่น อนุพันธ์ ไวตามินเอ (Retinoic acid) เป็นวิธีที่สิ้นเปลือง และ ควรได้รับการแนะนำจากแพทย์ เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงอาการแทรกซ้อน

การลดการสะสมไขมัน ได้แก่

1.การรับประทานอาหาร ให้ได้พลังงานเหมาะสมสำหรับ แต่ละวัย อายุมากขึ้นความต้องการพลังงานจะลดลง และการกระจายพลังงานให้เหมาะสมในแต่ละวัน อาหารเช้า เป็นมื้อสำคัญ ควรได้พลังงาน ประมาณ 40% มื้อกลางวัน 40% และ มื้อเย็น 20% คนส่วนใหญ่จะรับประทานอาหาร สวนกับความต้องการพลังงานในแต่ละช่วง การรับประทานอาหารมื้อเย็นมากเกินไป ทำให้เกิดการสะสมของไขมันทำให้อ้วน และมีปัญหาสารพัดตามมา

2. ลดการรับประทานไขมันจากพืช และน้ำมันพืชที่มีไขมันอิ่มตัวสูงเช่นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันรำ

3. เพิ่มปริมาณอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ข้างกล้อง ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด

4. ลดอาหารประเภท แป้งและ น้ำตาลลง เช่น ขนมหวาน เครื่องดื่มหรือ ชากาแฟผสมน้ำตาล

5. การออกกำลังกาย อย่างน้อย สามสิบนาทีสัปดาห์ละสามครั้ง

สำหรับการแก้ไขปัญหา จากความแก่ เช่น รอยย่น ความหย่อนยานของผิว ไขมันสะสม และสีผิวผิดปกติ ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ด้านเวชสำอางในปัจจุบัน สามารถทำให้ เราดูอ่อนวัยลงได้ โดยไม่ยุ่งยากและสิ้นเปลืองเกินไปจะได้กล่าวถึง เป็นเรื่องๆไปตอนต่อๆไป

women.mthai

20 วิธีอ่อนเยาว์ มากขึ้นในวันนี้

September 20th, 2009 by womenblogs

20 วิธีอ่อนเยาว์ มากขึ้นในวันนี้

อ่อนเยาว์

เตรียมรับมือกับปีใหม่นี้กันได้แล้ว ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหน ไปเรียนร้องเพลง หรือปรับลุคตัวเองใหม่ เรามีแรงบันดาลใจที่จะมาช่วยให้คุณฮือฮากับชีวิตได้ทำตามคำแนะนำแล้วคุณจะรู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้นมาทันตาเห็นเลยเชียวล่ะ

1. เล่นเกมมีเดท
นึกถีงตอนมีนัดกับหนุ่มที่แอบปิ้งครั้งแรกสิ เมื่อก่อนน่ะเรามือสั่นใจสั่นแค่ไหน จำได้รึเปล่าเอ่ย ให้สร้างความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง รับรองสนุก ต่างคนต่างไปที่นัดหมายตกลงเลือกที่ใหม่ๆกันทั้งสองฝ่าย ทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เวลาคุยกันก็ถามคำถามแบบที่คุณมักถามคนที่ไม่เคยรู้จักกันมากก่อน ไม่ช้าอะดรีนาลีนคุณก็จะหลั่งเหมือนตอนแรกเจอ แบบนี้ตื่นเต้นดีออกว่ามั้ย

2. จี้จุดความเยาว์
การฝังเข็มอิงทฤษฎีปราณของจีนหมายถึงพลังชีวิต ซึ่งใช้งานด้วยการจุดประกายพลังปราณที่หยุดนิ่ง ก็ทำให้แข็งแรงหรืออ่อนแอ่ลงได้ ซูซาน รีด วัย 35 ปี บอกว่า “ตอนอายุ 35 ไปแล้วร่างกายเราเริ่มเชื่องช้าลง แต่การฝังเข็มจะช่วยกระตุ้นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยกระตุ้นพลังงานและความรู้สึกเป็นหนุ่มสาว”

ความเยาว์3. ทำใจให้สบาย
ใช้เทคนิคการทำสมาธิการเพ่งมองเทียนโดยไม่กะพริบจาซึ่งสามารถฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้เพราะกระตุ้นต่อมไพเนียลในสองให้ผลิตเมลาโทนินอันเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ ดูรายละเอียดเพิ่ม
www.fisu.org

4. อยากอายุเท่าไรก็แสดงออกเท่านั้น
โลฟ์โค้ช ฟีโอนา ฮาโรล แนะว่าให้เลือกว่าอายุเท่าไรที่สะท้อนสุขภาพอันมีชีวิตชีวา และความสดชื่นของคุณ จากนั้นบอกตัวเองว่าคุณอายุเท่านั้น ทำให้ตัวเองรู้สึกดังนั้น และแสดงท่าทางเพื่อให้เหมาะสมกับอายุที่คุณต้องการให้ดีที่สุด

5. ดอมดมกลิ่นหวนสู่วัยเด็ก
การค้นคว้าของมูลนิธิกลิ่นและรสในชิคาโก พบว่าการสร้างกลิ่นจากวัยเด็กสามารถทำให้เรารู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้นมาได้ทันควัน ประสาทส่วนหน้าจัดเป็นส่วนของอารมณ์อ่อนไหว  วิธีที่เร็วที่สุดในการเข้าถึงความจำเหล่านี้คือผ่านทางกลิ่น  เชื่อมั้ยว่ากลิ่นแรกที่เราคิดถึงสมัยวัยเด็ก คือกลิ่นขนมปังอบใหม่หอมกรุ่น

6. เชื่อใน “พลังสาวๆ”
จากการศึกษากับสตรีวัย 40 ปีหนึ่งกลุ่ม พบว่าการใช้เวลาค้างคืนกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน จัดว่ายอดเยี่ยมในการทำให้รู้สึกอ่อนเยาว์ลงอีกครั้ง  เพื่อเก่าแก่สามารถช่วยให้คุณหนีความเครียดจากชีวิตประจำวันได้ด้วยการเตือนใจให้นึกถึงวัยก่อนจะมีความรับผิดชอบหนักหนาเช่นทุกวันนี้ นัดชุมนุนเพื่อนเม้าท์กันให้สนุกสุดเหวี่ยงไปเลย

7. หวนรำลึกความทรงจำ
ลองสะกดจิตตัวเองดูจะทำให้คุณทวนกลับไปถึงเวลาที่รู้สึกเสรีแฮปปี้ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกนี้และรอยยิ้มกับทัศนคติคนที่อ่อนเยาว์มากขึ้น

8. วางแผนพักเบรก
มีพวกเราน้อยคนที่ปฏิเสธว่าสิ่งที่ดีที่สุดในการเรียนคือได้ปิดเทอมนานๆ โดยไม่มีการบ้านให้คิดหาวันหยุดเบรกแบบนี้เพื่อนเติมความรู้สึกนั้นและวางแผนสิ่งพิเศษ เสนอความคิดให้เจ้านายพาไปสัมมนา ดูงาน ซึ่งเจ้านายส่วนใหญ่มองว่าเป็นโอกาสเพิ่มทักษะและมุมมองให้ลูกน้อง

9. หวือหวาได้นอกห้องนอน
สมัยสาวๆ เราไม่เคยขี้อายกระมิดกระเมี้ยนกับการมีเซ็กซ์ หรือกำจัดแค่บนเตียงในห้องนอนเท่านั้น  แต่พออายุมากขึ้นกลับต้องเข้าห้องนอนใส่กลอนประตูตอนกลางคืนถึงจะวาดลวดลายได้ ขอบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีเซ็กซ์เต็มรูปแบบนี่นา แค่กอดจูบลูบไล้สำรวจกายกันก็เกินพอแล้ว เพราะฉะนั้นหาที่ลับตาพอประมาณแล้วสร้างความตื่นเต้นซะ

10. ระวังน้ำหนัก
การศึกษาของมหาวิทยาลัยทัฟท์ในสหรัฐฯ  พบว่าผู้หญิงที่ยกน้ำหนักสัปดาห์ละสองครั้งนานหนึ่งปีจะรู้สึกอ่อนเยาว์ลงไป 15-20 ปี ดังนั้นลองทำดูที่บ้านก็ได้ เพื่อจะได้มีหุ่นเซ็กซี่ มีกล้ามเนื้อเป็นสาวปราดเปรียวไงล่ะ

11. ฟื้นฟูความเป็นเด็กที่แฝงเร้น
พออายุมากขึ้นเราสร้างเกราะขึ้นมาปกป้องความเป็นเด็กในตัวเรา ให้คุยกับพ่อแม่ว่าสมัยเด็กคุณเป็นไงแล้วหาเวลาถ่ายรูปตัวเองตอนนี้ดู  จากนั้นหลับตานึกภาพสมัยวัยเด็กเตือนตัวเองว่าคุณยังมีคุณสมบัติวัยเด็กแบบที่เคยมี ทำแบบนี้จะช่วยปลุกความรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมาได้อีกครั้ง

12. ใส่สีสันสดใส
การเปลี่ยนสีสันเสื้อผ้าที่ใส่ทำให้คุณอ่อนเยาว์ลงได้ ถ้าใช้สีที่เหมาะเหม็งจะช่วยลบถุงพองใต้ตาไปได้อย่างไม่นาเชื่อ ลองเอาสีสดใสที่ชอบทาบใบหน้าดูสิว่าถุงนั้นหายไปหรือไม่

13. เรียนรู้จากเด็ก
เวลาเด็กเล็กๆ ละเล่นกันมักเน้นทีละอย่างและหมกมุ่นกับสิ่งนั้น ลองปล่อยตัวไปกับการละเล่นแบบเด็กๆ ดูบ้าง (ยืมลูกเพื่อนมาก็ได้) ปล่อยตัวเต็มที่แล้วจะมีพฤติกรรมขี้เล่นมากขึ้น จำไว้ว่าเด็กไม่ได้ลอง พวกแกลุยไปเลย ถ้าคุณผ่อนคลายกับการเป็นตัวตนของตัวเอง คุณไม่จำเป็นต้องทำท่าเป็นเด็ก เพราะมันจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

14. ดื่มให้อ่อนเยาว์
ไม่ได้หมายถึงแอลกฮอล์ แต่หมายถึงหมายถึงเครื่องดื่มโปรตีนที่พึงดื่ม อาศัยเครื่องปั่นก็ปรุงรสอร่อยได้ เช่น สมูธตี้เบอร์รีหรือมะม่วงผสมแครทซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความรู้สึกอ่อนเยาว์ชั่วนิรันดร์กาล เพราะมีส่วนผสมฟื้นฟูร่างกายสูง ผสมบลูเบอร์รีกับกล้วยและนมกับน้ำผึ้งปั่นเข้าด้วยกันก็ได้

15. กำจัดสารพิษ
ขั้นตอนสำคัญในการผกผันกระบวนการความแก่คือกำจัดสารพิษจากชีวิตทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์อันไม่น่าพึงพอใจ  สัมพันธ์ย่ำแย่  อาหารไม่ดีต่อสุขภาพ  หรืออารมณ์ในทางลบซึ่งดูดความมีชีวิตไปจากตัวคุณ ดูสิว่าอะไรเป็นพิษแล้วรีบกำจัดมันซะ

16. เล่นเลียนแบบ
เด็กๆ ชอบเลียนแบบ ดังนั้นให้เลียนแบบคนที่คุณชื่นชมหรือเห็นว่าตลกดี จะปลดปล่อยคุณจากการเป็นตัวตนและจำไว้ว่าอย่าลืมหัวเราะตอนทำด้วยก็แล้วกัน

17. ร้องเพลงให้สุดเสียง
การร้องเพลงมีประโยชน์ทางจิตเพราะชักพาคุณไปอีกโลกและหยุดยั้งไม่ให้คิดถึงเรื่องซ้ำซากน่าเบื่อ การร้องเพลงเติบพลังให้คุณ เพราะเพิ่มระดับอ็อกซิเจนในร่างกาย ชวนเพื่อนมาร้องด้วยก็ได้

18. ลืมความรับผิดชอบซะ
หาคนอื่นมาคุมแทนแค่สักสองนาทีก็ได้ ช่วยให้รูปแบบสมองคุณหายรกเรื้อไปสักครู่และทำให้รู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้น ขอให้แฟนอ่านนิทานให้คุณฟังก่อนนอนคุณจะรู้สึกอุ่นใจยิ่ง

19. เข้าร่วมละครสัตว์
เด็กๆ กล้าบ้าบิ่นแต่เราผู้ใหญ่ถูกคุมโดยความกังวล การฝึกละครสัตว์ทำให้คุณต้องหวนกลับไปมีสภาพเป็นเด็ก ไว้ใจกับเชือกหนึ่งเส้นซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่เราสลัดทิ้งไปเมื่อโตขึ้น แต่ถ้าคุณใช้ความรู้สึกตอนฝึกคุณจะคิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรทุกอย่างในโลกนี้ได้หมดไม่ยั่น

20. จดบันทึก
พวกเราส่วนใหญ่ยอมรับว่าการจดบันทึกมีแต่เรื่องรักๆของวัยรุ่น แต่ที่จริงเป็นการระบายความรู้สึก ดังนั้นอย่างเขินที่จะเริ่มต้นจดบันทึกประจำวันอย่างเปิดใจและซื่อตรงกับตนเอง เวลามาอ่านซ้ำสองปีหลังคุณอาจหัวเราะขำและรู้สึกอ่อนเยาว์มากขึ้นได้

women.mthai

วิธีกำจัดขน…เผยผิวสวย

August 26th, 2009 by womenblogs

วิธีกำจัดขน…เผยผิวสวย

พอเข้าฤดูร้อนทีไร สาวๆ ก็มักจะคิดถึงชุดว่ายน้ำหรือเสื้อผ้าที่เผยผิว แล้วอย่างนี้จะปล่อยให้ขนมาเป็นอุปสรรคความสวยได้อย่างไร

Why wax?
แว็กซ์ วิธี กำจัด ขน ผิวสวย ผิวหนัง บราซิลเลี่ยน บิกินี Wax การแว็กซ์ขนเป็นวิธีกำจัดขนแบบไม่ถาวร ที่สามารถทำได้เกือบจะทุกส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นใต้วงแขน เรียวขา แผ่นหลัง แขน หรือแม้กระทั่งบริเวณจุดซ่อนเร้น โดยสามารถทำเองได้ที่บ้าน แต่ถ้าทำไม่ถูกวิธี อาจส่งผลให้ผิวหนังอักเสบหรือขนคุดได้
ที่สำคัญ ต้องอาศัยความชำนาญและความรวดเร็วในการดึง เพื่อให้เจ็บปวดน้อยที่สุด ฉะนั้นมือใหม่หัดทำที่กำลังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ แนะนำให้ไปใช้บริการของสปาก่อนดีกว่า จะได้ศึกษาเทคนิคและทราบว่าคุณชอบวิธีกำจัดขนแบบนี้หรือไม่
ข้อดีของการแว็กซ์ขน คือ สามารถกำจัดขนได้ถึงรากถึงโคนในคราวละมากๆ ทำให้ขนที่ขึ้นมาใหม่มีเส้นบางลงและลดปริมาณลงหลังจากการทำไปได้ประมาณ 3 – 4 ครั้ง นอกจากนั้นยังคงความเนียนแบบไร้ขนได้ประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและจำนวนครั้งที่เคยทำ)
ส่วนข้อเสีย สาวๆ คงพอทราบอยู่บ้าง นั่นคือความเจ็บระหว่างที่ดึง แต่ก็ไม่ถึงขนาดทนไม่ได้ เพราะผู้ชำนาญจะทำการดึงอย่างรวดเร็วช่วยให้เจ็บน้อยลง และเมื่อเส้นขนบางลง ความเจ็บจะลดลงไปด้วย

Type of Wax
แว็กซ์ บิกินี Wax1. แว็กซ์ร้อน (Hot Waxing)
แว็กซ์ประเภทนี้จะต้องนำไปอุ่นร้อนก่อนประมาณ 20 – 30 นาที แล้วจึงนำมาป้ายผิวหนัง ปัจจุบันมีทั้งแบบขี้ผึ้งที่อุณหภูมิสูงในการละลาย จึงอาจรู้สึกร้อนกว่าแบบชูการ์ริ่ง (น้ำตาล) และชอคโกแลต ที่มีจุดเดือดต่ำกว่า แต่วิธีนี้ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะเจ็บน้อยกว่าประเภทอื่น แต่แนะนำให้ไปทำตามสปาต่างๆ เพราะจะต้องใช้เทคนิคและต้องมีเครื่องอุ่นแว็กซ์ ที่จะลงทุนซื้อคงไม่คุ้มเท่าไร

2. แว็กซ์เย็น (Cold Waxing)
ขั้นตอนการทำแว็กซ์เย็นจะเหมือนกับแว็กซ์ร้อน ต่างกันตรงที่ไม่ต้องอุ่นร้อน เพราะแว็กซ์แบบนี้จะบรรจุในกระปุกสำเร็จรูปพร้อมป้ายลงบนผิว หรือเป็นแถบผ้าที่มีแว็กซ์เคลือบมาเรียบร้อยแล้ว สะดวกสบายเหมาะสำหรับทำเองในบ้าน แต่ขนอาจขาดกลางเส้นและเจ็บมากกว่าถ้าผู้ทำไม่ชำนาญ

เตรียมตัวก่อนแว็กซ์
1. ขนควรจะมีความยาวอย่างน้อย 2 มิลลิเมตร แต่ถ้าขนยาวมากเกินไป ควรเล็มให้สั้นลงก่อน
2. ผิวหนังบริเวณนั้นจะต้องไม่มีแผลการอักเสบ หรือแพ้ง่าย และการแวกซ์ไม่เหมาะสำหรับผู้เป็นโรคเบาหวานหรือผู้มีปัญหาเกี่ยวกับการไหล เวียนของกระแสโลหิต (Circulatory Problem)
แว็กซ์ วิธี บิกินี Wax3. ก่อนแวกซ์ ผิวหนังบริเวณนั้นจะต้องแห้งสนิท ไม่มีการโดนน้ำหรือโลชั่นใดๆ
4. ก่อนแว็กซ์ 2 – 3 วันไม่ควรสครัปผิว ทำสปา อบซาวน่า
5. ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำว่า ไม่ควรแว็กซ์ในช่วงที่มีประจำเดือนหรือกำลังตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายบวมน้ำและผิวหนังจะระคายเคืองง่ายกว่าปกติ

ขั้นตอนการแวกซ์
1. ร้านที่ดีจะต้องสอบถามข้อมูลลูกค้าก่อน เช่น เพิ่งไปอาบแดดมาหรือเปล่า ตั้งครรภ์หรือไม่ มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง ฯลฯ เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพผิว
2. ทำความสะอาดฆ่าเชื้อบริเวณที่จะแว็กซ์
3. ลูบแป้งเพื่อเช็คแนวขนว่าขึ้นทางไหน แล้วจึงป้ายแว็กซ์ตามแนวขน จากนั้นใช้กระดาษสำหรับแว็กซ์โดยเฉพาะดึงย้อนขนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
4. เช็ดคราบแว็กซ์ออก แล้วเช็ดโลชั่นเพื่อปิดรูขุมขน

Did u know?
- บิกินีแว็กซ์ (Bikini Wax) คือ แว็กซ์ขนเฉพาะส่วนที่เกินจากขอบกางเกงชั้นในออกมา
- บราซิลเลี่ยนแว็กซ์ (Brazilian Wax) เป็นการแว็กซ์ขนรอบอวัยวะเพศและทวารหนักออกเกือบทั้งหมด เหลือเพียงส่วนน้อยที่ปกคลุมอวัยวะเพศไว้ เรียกง่ายๆว่าใส่จีสตริงตัวจิ๋วได้โดยไม่มีส่วนเกินออกมา

แว็กซ์  ผิวสวย ผิวหนัง  Wax

ดูแลผิวหลังจากแว็กซ์

1. หลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
2. สำหรับการทำบิกินีแว็กซ์และบราซิลเลี่ยนแว็กซ์ ควรใส่กางเกงชั้นในที่ไม่คับจนเกินไปหลังจากทำ 24 -48 ชั่วโมง
3. หลังจากแว็กซ์ 2 – 3 วัน ให้ขัดผิวเบาๆ เพื่อป้องกันการเกิดขนคุด
4. ลองละลายยาเม็ดแอสไพรินสัก 2 - 3 เม็ด ผสมกับกลีเซอรีน 1 หยด และน้ำสะอาด 1 ถ้วย นำมาทาบริเวณที่แว็กซ์ขนหรืออาจทาครีมที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อด้วย เพื่อลดอาการบวมแดงหรืออักเสบ
5. ห้ามทาโรลออนหรือฉีดน้ำหอมบริเวณที่ผ่านการแว็กซ์มาแล้ว เพราะอาจเกิดรอยคล้ำหรืออาการระคายเคืองได้ง่าย

Text yainoon
Model Photo อรรคพล ศิรินุกูลชร
Spa Photo Gab, Gai
Make - up ทศพล สนั่นวงศ์
Hair Stylist พงค์ศิริ พรพิจัยภาค
Model Kiri (IZ Representation)
Clothes Workshop สยามเซ็นเตอร์ ชั้น1

สุดสัปดาห์

เครดิต  women.mthai

« Previous Entries