อยากลดน้ำหนัก ต้องยามเช้า

November 11th, 2009 by womenblogs

ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน เช้า

 

 

            อยากลดน้ำหนัก ต้องยามเช้า เวลาเช้าคือเวลาแห่งการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด และได้ผลทันใจที่สุด ทุกๆ เช้าหลังจากตื่นนอนแล้ว

 

            คุณควรจัดเวลาสัก 30-40 นาทีสำหรับการออกกำลังกายตามที่ถนัดและเหมาะสมกับคุณ เช่นอาจจะเป็นการว่ายน้ำ แอโรบิค วิ่ง หรืออื่นๆ โดยที่จะต้องทำขณะท้องยังว่างหลังตื่นนอน อย่าขี้โกงตัวเองด้วยการรองท้องก่อนก็แล้วกัน การออกกำลังกายในยามเช้านั้นจะทำให้ไขมันถูกเผาผลาญได้ดีที่สุด ซึ่งก็หมายความว่าคุณลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วและไม่ทำให้เสียสุขภาพแน่นอน

women.mthai

ซุบร้อนๆ ช่วยลดน้ำหนักได้นะ

November 3rd, 2009 by womenblogs

soup ซุป อาหาร

 

            ลองเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยซุปใสร้อนๆ สักถ้วย จะช่วยสกัดกั้นปริมาณการกินอาหารมื้อนั้นให้ลดลงจากเดิมได้ จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลเวเนียบอกว่า ผู้หญิงที่ทานซุปร้อนๆ ก่อนอาหารจานหลักอาหารกลางวันจะกินอาหารลดลงถึง 100 แคลอรี่ เมื่อเทียบกับอาหารจานหลักปกติ นั่นก็คือ อาหารที่มีปริมาณน้ำมากๆ จะทำให้กินได้น้อยลง บางคนอาจใช้วิธีดื่มน้ำเยอะๆ แทนก็ได้แต่จะได้ผลไม่มเท่ากับทานซุปเพราะมีทั้งน้ำและเนื้อผสมกัน (ตามประสาคนชอบกิน)

women.mthai

3 สูตรไดเอทสุดฮิพของสาวญี่ปุ่น

October 14th, 2009 by womenblogs

กล้วย

 

        ปกติอาหารญี่ปุ่นก็ขึ้นชื่อเรื่องไขมันน้อยอยู่แล้ว แต่สาวปลาดิบก็ยังยอมรับว่าวิธีไดเอทนี้จะช่วยลดความอ้วนได้เร็วกว่าแค่กินอาหารประจำชาติอย่างเดียว

 
   1. ไดเอทด้วยกะหล่ำปลี
วิธีลดน้ำหนักสูตรนี้กำลังเทรนดี้อย่างแรงในหมู่สาวอวบของญี่ปุ่น แถมยังมีคนเอาไปออกรายการทีวีบ่อยๆ ที่สาวๆ นิยมเพราะมันทำง่าย ไม่ต้องลงทุนหนักๆ ปลอดภัยเพราะคิดค้นโดยนายแพทย์และยังเห็นผลเร็ว

        How It Work กะหล่ำปลีที่ใช้ต้องเป็นกะหล่ำสดๆ ลงทุนไม่กี่บาท 1 หัวใหญ่ เอามาตัดแบ่งเป็น 4 ซีก แล้วทานที่ละ 1 ซีก กับน้ำสลัดไขมันต่ำก่อนมื้ออาหารทุกมื้อ กะหล่ำปลีเป็นผักที่มีส้นใยอาหารสูงมาก เมื่อกินเข้าไปจะทำให้หนักท้อง แทบไม่ต้องทานข้าวตามก็อิ่มได้ ช่วยให้กินน้อยลงโดยปริยาย ถ้าทนทำติดต่อกันได้จะไม่ผอมคงไม่ได้แล้วล่ะ


 

   2. ไดเอทด้วยแครอทและอกไก่
สูตรนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบไดเอท เพราะกินเท่าไรก็ได้ โดยไม่รู้สึกว่ากำลังจำกัดอาหารอยู่ แครอทมีไฟเบอร์ทำให้อิ่มท้อง ส่วนเนื้อบริเวณอกไก่ก็แทบจะไม่มีไขมันเลย ขออย่างเดียวอย่ากินติดหนังเท่านั้น

        How It Work เปลี่ยนมื้อเย็นของทุกๆ วันเป็นแครอทกับอกไก่ย่างแทน โดยใช้แครอทมื้อละ 1-2 หัว จะกินสดๆ หรือเอาไปต้มก่อนก็ได้ ส่วนอกไก่เป็นเมนูส่วนตัวของคุณ จะปรุงรสไหน หมักซอส หมักเกลือ ต้ม ย่าง อบ เชิญตามชอบ

 
   3. ไดเอทด้วยกล้วยหอมกับน้ำเปล่า
นี่ก็สูตรยอดฮิต เพราะทำง่ายได้ผลเร็ว และกล้วยหอมยังเป็นผลไม้มากคุณค่า เหมาะสำหรับสาวๆ ทุกวัย

        How It Work เลิกกินมื้อเช้าตามใจปากอย่างที่เคยทำ แล้วหันมากินกล้วยหอม 2-3 ผลกับน้ำเปล่าหลายๆ แก้วแทนเมื่อเส้นใยในกล้วยหอมเจอกับน้ำเปล่า มันจะไปขยายตัวในท้องคุณ และช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ให้สะอาด สลายไขมันที่อุดตันอยู่ในเส้นเลือดออกมาจากนั้นก่อนเข้านอน 4 ชั่วโมง จะพยายามไม่กินอะไรอีกเลยยกเว้นกล้วยหอมกับน้ำเท่านั้น และระหว่างวันถ้าหิวแทนที่จะคว้าขนมนมเนยเข้าปากเหมือนเคย ก็พึ่งกล้วยหอมนี่แหละ

women.mthai

5 วิธีไดเอ็ต ที่แย่ที่สุด

October 7th, 2009 by womenblogs

5 วิธีไดเอ็ต ที่แย่ที่สุด

 

ไดเอ็ต อาหาร

 

  สาว ๆ ที่หาวิธีลดความอ้วนอยู่ล่ะก็ อย่าได้ลองทำตามวิธีต่อไปนี้เลยนะคะ เพราะวิธีต่อไปนี้ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เป็นวิธีไดเอ็ตที่ไม่ดีเอาเสียเลย

    1.ไดเอ็ตด้วยการกินอาหารแค่บางประเภท

      เช่น ซุปกระหล่ำปลี หรือ องุ่น แต่จะกินสักกี่ถ้วยถึงจะพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะ คนเราต้องการสารอาหารหลากหลายประเภทถ้ากินอาหารประเภทนี้ซ้ำ ๆ อาจจะช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แต่คุณก็จะกลายเป็นโรคขาดสารอาหารไปในทันที

    2. ไดเอ็ตดีท็อกซ์

      เชื่อกันว่าเป็นการล้างสารพิษออกจากร่างกาย จริงแล้วเปล่าเลย มันกลับเป็นวิธีที่ดูโง่ที่สุดและไม่มีผลทางวิทยาศาสตร์ที่วิเคราะห์แล้วว่าดี จริง ๆ แล้วอวัยวะในร่างกายของเราดีอยู่แล้วมีระบบฟอกกรองของเสียของร่างกาย เช่น ตับและปอด โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีดีท็อกซ์ในการล้างสารพิษ ฉะนัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามกระบวนการทำงานของร่างกายดีกว่า


 

 

    3.ไดเอ็ตด้วยอาหารหรือยามหัศจรรย์
  
      ลืมไปได้เลยว่าจะมีอาหารหรือยาชนิดไหนสามารถช่วยลดความอ้วนของคุณได้ในระยะเวลายาว โดยที่กินแล้วไม่มีผลกระทบข้างเคียง คุณอาจจะกินวิตามินเสริมไปกับการลดน้ำหนักได้ แต่แนะนำว่ารับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะดีกว่า


 

 

 

    4.ไดเอ็ตที่ต้องอด

       กลายเป็นค่านิยมสำหรับสำหรับผู้ที่อยากลดน้ำหนักไปแล้ว แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์เลย เพราะถ้าคุณกินอาหารไม่เพียงพอก็จะกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายและเมื่อคุณเลิกอดอาหารกลับมาทานปกติระบบเผาผลาญก็จะแปรปรวนจนเกิดโยโย่เอฟเฟ็กต์และกลับมาอ้วนอีก

     5.ไดเอ็ตที่ฟังดูดีเกินกว่าจะเป็นจริง

       ถ้ามันฟังดูดีจนเกินไปจนไม่น่าทำได้จริง มันก็คงเป็นเช่นนั้น แผนการไดเอ็ตที่อ้างถึง “ความลับ” บางอย่างที่ตรงข้ามกับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือมันก็อาจเป็นความลับที่เป็นไปไม่ได้ก็ได้
women.mthai

อาหารที่ช่วยเผาพลาญไขมัน

October 7th, 2009 by womenblogs

อาหารที่ช่วยเผาพลาญไขมัน

 

กิน กินอาหาร

 

   สารอาหารบางสิ่งที่ช่วยเผาพลาญไขมันอาจช่วยทำให้เราผอมได้ แต่บางอย่างก็ยังไม่สามารถบอกได้อย่างแท้จริงว่า มีสรรพคุณต่อร่างกายอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น

       หน่อไม้ฝรั่ง กรดแอสพาราจีนในหน่อไม้ช่วยทำให้ผอมได้ แต่กรดเหล่านี้เพียงช่วยขับน้ำออกเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาพลาญไขมัน 

       สาหร่ายและชาสาหร่าย ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับกรดแอสพาราจีน คือขับน้ำและของเสียออกจากร่างกาย ส่วนการเผาพลาญไขมันนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า สามารถเผาพลาญได้จริงหรือไม่ 

       พริก ในพริกมีสารรสเผ็ดร้อนที่ชื่อแคปไซซิน ช่วยเพิ่มความร้อนในร่างกาย “เพลิงร้อน” ตัวนี้สามารถช่วยเผาพลาญไขมัน ฉะนั้นถ้าใครกินเผ็ดได้ ก็เหยาะพริกป่นลงไปหน่อย หรือรับประทานพริกสดที่ซอยบางๆ ร่วมกับอาหารด้วยก็ดี 

       กาแฟ กาเฟอีนช่วยกระตุ้นเอ็นไซม์ซึ่งมีหน้าที่เผาพลาญไขมัน ดังนั้น เราควรจะดื่มกาแฟเป็นประจำ แต่ไม่ควรดื่มมาก แค่มื้อเช้าดื่มหนึ่งแก้ว หลังอาหารเที่ยงดื่มอีกหนึ่งแก้ว ก็พอแล้ว 

       ไวน์แดง หากดื่มในปริมาณน้อย สารบางอย่างในไวน์แดง ก็อาจจะช่วยขัดขวางการดูดซึมไขมันได้บ้าง อย่างไรก็ดีไม่ควรดื่มมากเกินไป เพราะไวน์แค่ครึ่งแก้วสามารถให้พลังงานได้ถึง 72 แคลอรี่ 

       ชาเขียว จากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก ประเทศเยอรมนี ยืนยันว่าการดื่มชาเขียวเป็นประจำในปริมาณวันละสี่แก้ว สามารถช่วยกระตุ้นการเผาพลาญไขมันได้ และดีต่อสุขภาพอีกด้วย

women.mthai

1 นาทีเพื่อการลดน้ำหนัก

September 23rd, 2009 by womenblogs

ขนม เค้ก cake  ของหวาน อาหาร

 

1 นาทีเพื่อการลดน้ำหนัก

สิ่งเดียวที่คุณต้องการก็คือเวลาหนึ่งนาที เพื่อเริ่มการกำจัดน้ำหนักส่วนเกิน และต่อไปนี้คือกลยุทธ์แสนง่ายดาย ในการตัดลดแคลอรี่และเผาผลาญไขมันอย่างได้ผล ซึ่งใช้เวลาเพียง 60 วินาที หรือน้อยกว่านั้น

         1. เจือจางน้ำผลไม้ ผสมน้ำผลไม้ที่คุณโปรดปราน (ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่คุณเคยดื่ม) กับน้ำเปล่าหรือน้ำแร่แบบมีฟอง คุณสามารถตัดลดแคลอรี่ลงไปได้อย่างน้อย 85 แคลอรี่ ต่อแก้ว ซึ่งหมายถึง 2 กิโลในหนึ่งปี

         2. เคี้ยวหมากฝรั่ง งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ ค้นพบว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาลตลอดทั้งวันเพิ่มอัตราการผลาญได้ราว 20 % ที่สามารถช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าปีละ 10 ปอนด์

         3. จิบชาเขียวก่อนออกไปเดิน คาเฟอีนช่วยปลดปล่อยกรดไขมันของคุณ จึงเผาผลาญไขมันได้ง่ายกว่า และโพลีฟีนอล (ที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์) ในชาเขียวก็ดูจะทำงานร่วมกับคาเฟอีนในการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่ (ถ้าคุณความดันโลหิตสูง อย่าใช้เคล็ดลับนี้)

         4. หลอกต่อมรับรส การจิบยาแก้ไอรสเมนธอลหรือยูคาลิปตัสจะช่วยระงับอาการอยากอาหารได้อย่างชะงัดในทันที

         5. เพิ่มรสชาติเผ็ดร้อน การเติมพริกลงในอาหารจะทำให้คุณทานอาหารช้าลง และพริกยังช่วยเพิ่มการผลาญพลังงานอีกด้วย

         6. อย่าอยู่เฉย การขยับแข้งขยับขาหรืออยู่ไม่สุขตลอดเวลาจะช่วยคุณเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น ซึ่งอาจมากถึงวันละ 700 แคลอรี่เลยล่ะ

         7. เช่าหนังผีมาดู คุณมีความอยากอาหารน้อยลงเวลาที่กลัว แต่จะกินมากขึ้นถ้าโกรธหรือมีความสุข

         8. มองตัวเอง งานวิจัยบอกว่า การมองตัวเองในขณะกินอาหาร อาจทำให้คุณกินน้อยลงได้ 22-32 เปอร์เซ็นต์

         9. วิดพื้น ก่อนที่คุณจะเปิดถ้วยไอศกรีม วางมันลงก่อนแล้วก็ทำท่าวิดพื้นซัก 10 ครั้ง การทำกิจกรรมทางกายบางอย่างจะทำให้คุณสำนึกถึงเป้าหมายของคุณขึ้นมาได้

         10. ดมกลิ่น เวลาที่อยากกินขนมเค้กหรือคุกกี้หอมกรุ่นพวกนั้นเหลือเกิน ลองทำแบบนี้ดู สูดกลิ่นมันสัก 30 วินาที ก่อนกิน มันจะเป็นการตอบสนองต่อความอยากที่จะช่วยให้คุณหยุดกินได้แค่คุกกี้ชิ้นเดียว

         11. กินปลา ปลาที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น ทูน่า แม็กครีล และแซลมอน อาจช่วยคุณลดน้ำหนักได้ด้วยการเผาผลาญไขมันให้ดีขึ้น คนที่น้ำหนักเกิน ซึ่งกินอาหารแคลอรี่ต่ำที่มีปลาด้วยทุกวัน ลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ได้กินปลาเลยราว 20 %

 women.mthai

อาหารที่ช่วยเผาพลาญไขมัน

September 23rd, 2009 by womenblogs

 

   สารอาหารบางสิ่งที่ช่วยเผาพลาญไขมันอาจช่วยทำให้เราผอมได้ แต่บางอย่างก็ยังไม่สามารถบอกได้อย่างแท้จริงว่า มีสรรพคุณต่อร่างกายอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น

       หน่อไม้ฝรั่ง กรดแอสพาราจีนในหน่อไม้ช่วยทำให้ผอมได้ แต่กรดเหล่านี้เพียงช่วยขับน้ำออกเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาพลาญไขมัน 

       สาหร่ายและชาสาหร่าย ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับกรดแอสพาราจีน คือขับน้ำและของเสียออกจากร่างกาย ส่วนการเผาพลาญไขมันนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า สามารถเผาพลาญได้จริงหรือไม่ 

       พริก ในพริกมีสารรสเผ็ดร้อนที่ชื่อแคปไซซิน ช่วยเพิ่มความร้อนในร่างกาย “เพลิงร้อน” ตัวนี้สามารถช่วยเผาพลาญไขมัน ฉะนั้นถ้าใครกินเผ็ดได้ ก็เหยาะพริกป่นลงไปหน่อย หรือรับประทานพริกสดที่ซอยบางๆ ร่วมกับอาหารด้วยก็ดี 

       กาแฟ กาเฟอีนช่วยกระตุ้นเอ็นไซม์ซึ่งมีหน้าที่เผาพลาญไขมัน ดังนั้น เราควรจะดื่มกาแฟเป็นประจำ แต่ไม่ควรดื่มมาก แค่มื้อเช้าดื่มหนึ่งแก้ว หลังอาหารเที่ยงดื่มอีกหนึ่งแก้ว ก็พอแล้ว 

       ไวน์แดง หากดื่มในปริมาณน้อย สารบางอย่างในไวน์แดง ก็อาจจะช่วยขัดขวางการดูดซึมไขมันได้บ้าง อย่างไรก็ดีไม่ควรดื่มมากเกินไป เพราะไวน์แค่ครึ่งแก้วสามารถให้พลังงานได้ถึง 72 แคลอรี่ 

       ชาเขียว จากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก ประเทศเยอรมนี ยืนยันว่าการดื่มชาเขียวเป็นประจำในปริมาณวันละสี่แก้ว สามารถช่วยกระตุ้นการเผาพลาญไขมันได้ และดีต่อสุขภาพอีกด้วย

 women.mthai

วิธีชะลอการแก่ของผิว

September 21st, 2009 by womenblogs

การชะลอการแก่ของผิว

การแก่เกิดขึ้นในวินาทีแรกของการมีชีวิต เซลจะเริ่มเสื่อมและตายลง และมีวิธี ชะลอ แก่ ผิว  ความสวยความงาม การแทนที่ด้วยเซลใหม่ เซลบางชนิดมีอายุสั้นมากเช่น เซลเม็ดเลือดแดงมีอายุเพียง เจ็ดวัน เซลผิวหนังมีอายุประมาณ หนึ่งเดือน เซลล์เนื้อเยื่อ และพังผืดมีอายุประมาณ สิบห้าปี มีเซลเพียงสองชนิดเท่านั้นที่มีอายุเท่ากับอายุจริงของเรา คือเซลสมอง และเลนส์ตา แล้วทำไมเราจึงดูแก่ขึ้นได้ หากเซลผิวหนัง และเนื้อเยื่อมีการสร้างทดแทนอยู่ตลอดเวลา

เหตุผลที่สำคัญคือ เซลที่สร้างใหม่ทดแทน จะมีการทำงานที่ลดน้อยลง หรือเปลี่ยนแปลงไป อย่างช้าๆ ตัวอย่างเช่น เซลไฟโบรไชท์ ที่สร้างเส้นใยคลอราเจน จะสร้างคลอราเจนใหม่แทนที่ของเดิม ในอัตราลดลงประมาณ 1 % ต่อปี เราจึงมีผิวหนังแท้ และเส้นใยพังผืด ซึ่งเป็นสิ่งที่ ทำให้ผิวดูเต่งตึง กระชับ ลดน้อยลง เมื่อการสูญเสียมากถึงระดับหนึ่ง เช่นเสียไป เกินสามสิบเปอร์เซ็นต์ เมื่ออายุมากกว่าสามสิบปี เราจะเริ่มเห็น ผิวหนังในหลายตำแหน่ง จึงเริ่มหย่อนคล้อยไปตามแรงดึงดูดของโลก

ซึ่งทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกรองแสง อัลตร้าไวโอเลท และสารแปลกปลอม และมลพิษทั้งหลาย หลังจากเวลาผ่านไป จะเห็นการเปลี่ยนแปลง เกิดการบางตัว ผิวแห้งแตก มีรอยด่างดำ เกิดรอยย่นเล็กๆ และมีการขยายตัวของเส้นเลือดฝอย เกิดติ่งเนื้อ หรือเนื้องอก แม้กระทั่งมะเร็งผิวหนัง  การเปลี่ยนแปลงนี้จะเห็นได้มากบริเวณที่ถูกแสงแดด และ คนผิวสีขาว จะมีการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าสีผิวเข้ม การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นผลจากการเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดการเสื่อมลงของเซลแทบทุกชนิด

การลดการเกิดอนุมูลอิสระ ที่สำคัญ คือ

1.หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดจัด หากจำเป็นต้องออกแดด ควรสรวมหมวกปีกกว้าง หรือกางร่ม หากออกกำลังกลางแดด ควรใช้ครีมกันแดด ที่สามสารถกรองได้ทั้ง อัลตร้าไวโอเลท เอ (มีค่า PPD มากกว่า +++) และอัลตร้าไวโอเลท บี (ค่า SPF, Sun protecting factorมากกว่า มากกว่า 30) ต้องทาประมาณ สามสิบนาทีก่อนออกแดด และ ทาปริมาณที่เหมาะสม (บีบยา ประมาณ สองกรัม หรือหนึ่งข้อนิ้วชี้ ต่อแก้มหนึ่งข้าง)

2.ลดการแห้งแตกของผิว ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบ ด้วยการใช้ สบู่อ่อน หรือครีมอาบน้ำ และทา โลชั่นลดความแห้งหลังอาบน้ำอย่างสม่ำเสมอ

3. งดบุหรี่ และหลีกเลี่ยงสถานที่มีควันบุหรี่สูง

4. หลีกเลี่ยงบริเวณที่มี ควันรถยนต์ และมลพิษสูง เช่น ริมถนน ที่จราจรหนาแน่น

5. ลดอาหารที่มีอนุมูลอิสระสูง เช่นน้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำ

6.การรับประทานอาหารที่มีสารจับอนุมูลอิสระ ที่สำคัญคือ ไวตามินซีธรรมชาติ ในผลไม้และผักสีเขียว เช่น ฝรั่ง แอปเปิล ผักสลัด ฯลฯ ให้เพียง พอ และสม่ำเสมอ ไวตามินซี จะทำงานได้ดีร่วมกับไวตามินอี ซึ่งมีในไข่ เนื้อสัตว์ จึงควรรับประทานอาหารให้สมดุลทุกหมู่ ไวตามินซีถูกทำลายได้เร็วด้วยความร้อน จึงควรเลือกรับประทานเฉพาะผลไม้สด น้ำผลไม้ที่คั้นสด และผักสด

7. ลดความเครียด จากปัญหาต่างๆ ฝึกจิตให้สงบ เช่นการฝึกสมาธิ เล่นกีฬา หรือมีงานอดิเรกที่ผ่อนคลายทำ อย่างสม่ำเสมอ

8.การใช้เวชภัณฑ์ ลดอนุมูลอิสระ เช่น การกินไวตามินซี ไวตามินอี สารบางชนิด เช่น โคเอนไซย์คิวเทน ฯลฯ เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูง จึงเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลเร็วอย่างชัดเจน เวชภัณฑ์ที่อ้างว่าชะลอความแก่ได้นั้นมีมาก แต่มีการศึกษายืนยันว่ามีประโยชน์มีไม่มาก บางชนิด มีการกล่าวอ้างเกินจริง เช่น การรับประทานยาที่มีคลอราเจน โดยหวัวว่าจะไปทดแทนคลอราเจนที่ลดลง โดยหารู้ไม่ว่า กระบวนการย่อยสลายในระบบทางเดินอาหาร จะย่อยสลายคลอราเจนที่กินเข้าไปเป็นกรดอะมิโน ก่อนจะส่งไปทางกระแสเลือดเพื่อสร้างคลอราเจน การกินคลอราเจนจึงไม่ได้มีผลต่างจากการกินโปรตีนเช่น เนื้อสัตว์ ไข่ขาว นมถั่วเหลือง ฯลฯ

9. การทาเวชสำอาง ที่มีสารลดอนุมูลอิสระ เข่น ไวตามินซี หรือสารกระตุ้นการเจริญของเซลล์ เช่น อนุพันธ์ ไวตามินเอ (Retinoic acid) เป็นวิธีที่สิ้นเปลือง และ ควรได้รับการแนะนำจากแพทย์ เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงอาการแทรกซ้อน

การลดการสะสมไขมัน ได้แก่

1.การรับประทานอาหาร ให้ได้พลังงานเหมาะสมสำหรับ แต่ละวัย อายุมากขึ้นความต้องการพลังงานจะลดลง และการกระจายพลังงานให้เหมาะสมในแต่ละวัน อาหารเช้า เป็นมื้อสำคัญ ควรได้พลังงาน ประมาณ 40% มื้อกลางวัน 40% และ มื้อเย็น 20% คนส่วนใหญ่จะรับประทานอาหาร สวนกับความต้องการพลังงานในแต่ละช่วง การรับประทานอาหารมื้อเย็นมากเกินไป ทำให้เกิดการสะสมของไขมันทำให้อ้วน และมีปัญหาสารพัดตามมา

2. ลดการรับประทานไขมันจากพืช และน้ำมันพืชที่มีไขมันอิ่มตัวสูงเช่นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันรำ

3. เพิ่มปริมาณอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ข้างกล้อง ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด

4. ลดอาหารประเภท แป้งและ น้ำตาลลง เช่น ขนมหวาน เครื่องดื่มหรือ ชากาแฟผสมน้ำตาล

5. การออกกำลังกาย อย่างน้อย สามสิบนาทีสัปดาห์ละสามครั้ง

สำหรับการแก้ไขปัญหา จากความแก่ เช่น รอยย่น ความหย่อนยานของผิว ไขมันสะสม และสีผิวผิดปกติ ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ด้านเวชสำอางในปัจจุบัน สามารถทำให้ เราดูอ่อนวัยลงได้ โดยไม่ยุ่งยากและสิ้นเปลืองเกินไปจะได้กล่าวถึง เป็นเรื่องๆไปตอนต่อๆไป

women.mthai

“ยางรัดผม” ลดพุง

September 21st, 2009 by womenblogs

“ยางรัดผม” ลดพุง


พุง ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการดูแลรักษารูปร่างของผู้หญิง ดังนั้นเราจึงเห็นผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการลดพุงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ว่าจะเป็นการซิตอัพ หรืออดอาหารก็ตามที

แต่ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น การลดพุงได้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ สบายๆ ไปเสียแล้ว ในเมื่อพวกเขาสามารถที่จะมีหน้าท้องที่แบนราบได้ โดยที่ไม่ต้องอดอาหารหรือออกกำลังกายกันอย่างหนัก พวกเขาเพียงแค่มีหนังยางเส้นเดียวเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

ง่ายๆ เลยจากการที่เราทิ้งตัวลงนั่ง เหยียดขาให้ตึง โดยที่เท้าทั้งสองข้างแนบชิดกัน และยกปลายเท้าตั้งขึ้น จากนั้นก็นำยางรัดผมแบบหนา (อาจจะมีส่วนผสมของไหมพรมเพื่อไม่ให้รัดจนเจ็บเกินไป) มาคล้องลงไปในหัวแม่เท้าทั้งสองข้างที่ติดกัน (อย่าพยายามให้ส้นเท้าแยกจากกัน) เสร็จแล้วก็นอนราบลงกับพื้น เพียง 5 นาทีต่อวัน พุงของคุณก็จะสามารถแบนราบได้โดยที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย

ซึ่งวิธี “‘ยางรัดผม” ลด “พุง” นี้ คนที่คิดค้นเขาบอกว่า เมื่อกระดูกบั้นเอวเกิดอาการเบี้ยว โย้เย้ อยู่ไม่ตรงที่แน่นอนนั่นเอง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กล้ามเนื้อบั้นเอว และหน้าท้องของเรานั้นหยุดการทำงานที่ดีไป

ดังนั้นเมื่อเราได้ใช้หนังยางรัดลงไปที่นิ้วหัวแม่เท้า ซึ่งเป็นจุดสำคัญของร่างกายที่จะไปช่วยบังคับการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้ทำงานดีขึ้นและตรงเป้าหมาย ช่วยให้กระดูกบั้นเอวของเรากลับคืนมาสู่ในที่ตั้งอันมั่นคง เป็นปกติ คือไม่เบี้ยวโย้เย้ กล้ามเนื้อหน้าท้องและรอบบั้นเอวก็จะค่อยๆ แบนราบลง

โอ้โห…สุดยอดไปเลยใช่มั้ย น่าทึ่งจริงๆ ขอยกนิ้วให้พี่ยุ่นเขาเลย

women.mthai

กิน ‘กล้วย’ ก็สวยได้?

September 20th, 2009 by womenblogs

กิน ‘กล้วย’ ก็สวยได้?


: อยู่ดีๆ กล้วยก็ขายหมดเกลี้ยงในญี่ปุ่น… ก็จะให้มีขายได้ยังไง ในเมื่อสาวๆ (และหนุ่มๆ) แห่กันไปซื้อกล้วยมากิน ‘ลดความอ้วน’ กันซะงั้น

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :   เคย์โกะ อาคาอิ กำลังรู้สึกเซ็ง เพราะนักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 21 ปีคนนี้ กำลังวางแผนที่จะรับประทานกล้วยเพื่อลดน้ำหนัก แต่ก็ไม่สามารถเริ่มได้ เพราะไม่มี ‘กล้วย’ ให้เธอลอง

“ฉันพยายามไปดูตามร้านโอเค สโตร์ ซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้านฉันทุกวัน อันที่จริง ฉันก็เพิ่งไปมาเอง แต่ไม่มีกล้วยเหลืออยู่บนชั้นเลย และมันก็เป็นอย่างนั้นมาได้สักเดือนหนึ่งแล้ว” สาวสวยเล่าให้ฟัง

อาคาอิ ไม่เคยหนักเกิน 45 กิโลกรัมมาก่อน และเธอก็ผอมมากขนาดที่สามารถใส่กระโปรงยี่ห้อซาร่าขนาด XS แล้วก็ยังหลวม อันที่จริง เธอไม่ควรจะลดความอ้วนเลยด้วย แต่เด็กสาวชาวญี่ปุ่นทุกคนดูจะชื่นชอบไปกับเทรนด์การลดความอ้วนทุกชนิดที่มาใหม่ ดังนั้นเมื่อ อาคาอิ ได้รับรู้เรื่องของนักแสดงชื่อดังคนหนึ่ง ที่สามารถลดน้ำหนักได้ 11.7 กิโลกรัม จากสูตรการรับประทานกล้วยในมื้อเช้า เธอจึงนึกอยากลองบ้าง และความขาดแคลนกล้วย ตามร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้านเธอ และในอีกหลายแห่ง ก็เป็นประจักษ์พยานได้ดีถึงแฟชั่นใหม่ ของอาหารลดความอ้วน ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วญี่ปุ่นอยู่ในขณะนี้

ช่วยด้วย!  กล้วยขาดตลาด

“ร้านใหญ่ๆ ไม่มีกล้วยขายตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว แม้แต่ร้าน อิโต โยคาโดะ (ซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่) ก็ยังยังขายหมดก่อนบ่ายสาม” โทโมยูกิ โฮริยูจิ ตัวแทนฝ่ายขายจาก โตเกียว เซย์กะ โบเอกิ บริษัทขายผักและผลไม้บอกเล่าสถานการณ์กล้วยขาดตลาดให้ฟัง

ส่วน ฮิโรมิ โอตากิ แห่งบริษัท โดเล่ เจแปน ซึ่งเป็นผู้นำเข้ากล้วยรายใหญ่ของญี่ปุ่น บอกว่า ความนิยมครั้งนี้มาจากเมนูลดอาหารที่ชื่อว่า ‘สูตรการรับประทานกล้วยในมื้อเช้า’  เนื่องจากปกติแล้ว กล้วยขายไม่ดีเท่าไหร่ในฤดูร้อน ถ้าเทียบกับแตงโมหรือผลไม้ฉ่ำน้ำประเภทอื่น แต่ช่วงฤดูร้อน 4 เดือนที่ผ่านมา อันเป็นฤดูที่อากาศร้อนมาก กล้วยกลับขายดีเป็นประวัติการณ์ เฉพาะของ โดเล่ เองต้องเพิ่มการนำเข้ากล้วยถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแม้แต่ผู้ผลิตเองก็ยังไม่สามารถปลูกกล้วยได้ทันกับความต้องการ

“มันเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินเลยทีเดียว” โอตากิเล่าเสริมว่า ที่ผ่านมา โดเล่ ญี่ปุ่นนำเข้ากล้วย 90 เปอร์เซนต์จากฟิลิปปินส์มาตลอด 40 ปี “แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราและมันยากที่จะจัดการ”

หลักการของ ‘สูตรการรับประทานกล้วยในมื้อเช้า’ นั้นไม่ยุ่งยาก เริ่มจากการรับประทานกล้วย 1 ผล (หรือมากเท่าที่คุณต้องการ) พร้อมกับน้ำในอุณหภูมิห้องสำหรับมื้อเช้า จากนั้นก็รับประทานอะไรก็ได้ในมื้อกลางวันและมื้อเย็น (แต่ต้องก่อนสองทุ่ม) อาจจะเพิ่มอาหารว่างตอนบ่ายสาม แต่ต้องงดของหวานหลังมื้ออาหารโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งเข้านอนก่อนเที่ยงคืน

สุมิโกะ วาตานาเบ เภสัชกรจากโอซาก้าเป็นคนคิดสูตรอาหารลดความอ้วนอันเรียบง่ายนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญอาหารให้กับ ฮิโตชิ วาตานาเบ สามีผู้มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน สืบเนื่องมาจากคอร์สนี้ทำให้ วาตานาเบ้ ลดน้ำหนักลงได้ถึง 16.6 กิโลกรัม เขาจึงได้แนะนำสูตรอาหารนี้ลงบน mixi ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

เดือนมีนาคมหลังจากนั้น หนังสือ ‘สูตรการรับประทานกล้วยในมื้อเช้า’ จึงได้รับการตีพิมพ์และจำหน่ายไปกว่า 730,000 เล่ม อีกทั้งยังได้รับการแปลเป็นภาษาเกาหลีและไต้หวัน โดยได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีกเมื่อรายการทีวี ดรีม เพรส-ชา ได้ออนแอร์วันที่ 19 กันยายน นำเสนอเรื่องราวของ คูมิโกะ โมริ นักร้องโอเปร่าเจ้าของน้ำหนักตัวร่วมร้อยกิโลกรัมที่สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 7 กิโลกรัม ในเวลาแค่ 6 อาทิตย์ จากสูตรอาหารนี้ และหลังจากที่รายการทีวีได้แพร่ภาพออกไป ปรากฏการณ์กล้วยขาดตลาดก็ได้เกิดขึ้น

“กล้วยหมดจากชั้นวางขายทันทีและมียอดขายเพิ่มขึ้นเจ็ดสิบถึงแปดสิบเปอร์เซนต์ภายในอาทิตย์เดียว เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว” ทาเคชิ โอซากิ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของไลฟ์ คอร์เปอร์เรชั่น ที่มีซุปเปอร์มาร์เก็ตจำนวน 201 สาขาทั่วประเทศบอก

ศาสตราจารย์ มาซาฮิโกะ โอคาดะ แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ นิงาตะ กล่าวถึงปรากฏการณ์กล้วยที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ว่า ร่างกายของคนเราต้องการสารอาหารหลักอยู่ 3 อย่าง คือ คาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีน

“หลักการที่สำคัญคือ การสร้างความสมดุลระหว่างสารอาหารสามชนิดนี้ และจำนวนแคเลอรี่ที่เรานำเข้าสู่ร่างกายในแต่ละวัน เมื่อคุณเข้าใจหลักการเหล่านี้ คุณก็ไม่จำเป็นที่จะทำตามแฟชั่น ในการลดความอ้วนแบบใด ไม่ว่าจะเป็นหัวบุกหรือกล้วย” แต่ก็แน่นอนว่า คำแนะนำเหล่านี้มักจะไม่ค่อยผ่านไปถึงหูผู้บริโภคเท่าใดนัก

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์บอกว่า ญี่ปุ่นนำเข้ากล้วยจำนวน 970,000 ตันในปี 2007 ส่วนใหญ่มาจากไต้หวันและฟิลิปปินส์ “ปกติแล้ว การปลูกกล้วยจะใช้เวลาสิบถึงสิบห้าเดือนกว่าจะได้ผลผลิต จึงไม่ได้เรื่องง่ายที่จะปลูกให้ทันกับความต้องการที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน” โอตากิ แห่งโดเล่ บอก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ โดเล่ ญี่ปุ่นต้องพยายามติดต่อเจรจากับ บริษัทโดเล่ สาขาต่างๆ ในหลายประเทศ ส่งผลให้ราคากล้วยสูงขึ้นกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ อันเนื่องมาจากการขาดตลาดในครั้งนี้

ใครๆ ก็ (ลอง) กินกล้วย

โยโกะ ทาคาฮาชิ แม่บ้านชาวโตเกียวบอกว่า โทชิอากิ สามีของเธอได้เริ่มสูตรอาหารนี้เมื่อต้นฤดูร้อน หลังจากที่ได้อ่านโฆษณาเกี่ยวกับสูตรรับประทานกล้วยในมื้อเช้า ซึ่งทำให้เขาลดน้ำหนักได้ 3 กิโลกรัม “สามีของฉันไม่เคยทานมื้อเช้ามาก่อน แต่ตอนนี้ เขาทานกล้วยวันละ 1 ลูกตอนเช้าทุกวัน ซึ่งมันก็สะดวกและง่ายดี”

ส่วน ยานางิฮาระ (เผยแต่นามสกุล) ครูสอนภาษาวัย 40 ปีบอกว่า เธอเองก็ได้ลองสูตรอาหารนี้มาเป็นระยะเวลา 1 เดือนและน้ำหนักลดลงไป 2 กิโลกรัม แต่เธอไม่คิดว่าเป็นเพราะสูตรอาหารนี้

“ฉันทดลองสูตรลดความอ้วนมาแล้วหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้ถั่วเหลือง หรือชาลดน้ำหนัก แต่ไม่มีสูตรไหนได้ผลเลย ฉันมักจะลดได้ประมาณ 2 กิโลกรัมจากสูตรอาหารเหล่านี้ แต่แล้วน้ำหนักก็จะกลับมาเท่าเดิมอย่างรวดเร็ว มันอาจจะดูน่าทึ่งที่คูมิโกะ โมริ ลดน้ำหนักได้ถึง 7 กิโลกรัม แต่มันก็คงเป็นเรื่องง่ายสำหรับเธอที่จะลดน้ำหนักเท่านี้ เพราะว่าเธอเป็นคนน้ำหนักมากอยู่แล้ว”

ทั้งนี้ กล้วยไม่ใช่สูตรอาหารลดความอ้วนอันแรก ที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น ในช่วงยุค 70 ชาวญี่ปุ่นนิยมลดความอ้วนด้วยชาอู่หลงและหัวบุก ยุค 80 นิยมสูตรอาหารเด็กคือ กล้วยและไข่ต้ม ยุค 90 เป็น แอปเปิ้ล วุ้นกะทิ โก้โก้ และพริกหยวก ในช่วงทศวรรษนี้ก็คือ จิ๊กโฉ่ว น้ำแครอท นมถั่วเหลือง คินาโกะ (แป้งถั่วเหลืองย่า) ส่วนเมื่อปลายปีที่แล้วคือ นัตโตะ (ถั่วหมัก) ที่ขายหมดเกลี้ยงตามห้างสรรพสินค้า

women.mthai

« Previous Entries