อยากผอม ใช้เทคนิคโกงง่ายๆ

November 24th, 2009 by womenblogs

เสื้อลายทาง

     ความขี้โกงไม่ใช่จะเลวร้ายเสมอไป ถ้าโกงแบบมีเทคนิค ก็ดูผอมเอาง่ายๆ

 

  1. เลิกใส่กำไลข้อเท้า
      กำไลข้อเท้าจะทำให้คนใส่ดูตัวเตี้ย อ้วนตันกะทันหัน แถมยังเป็นการดึงสายตาคนดูให้มองไปที่น่องอวบๆ ชวนให้นึกถึงข้าวขาหมูของคุณอีกด้วย

  2. งดกำไลอันโตๆ
      ถ้าคุณมีแขนเพรียวเรียวงามก็ไปอย่าง แต่สาวอ้วนลำแขนเป็นปล้องๆ จะดับสนิทถ้ามีกำไลอันโตๆ มาคล้องเรียกร้องความสนใจอยู่ที่ข้อมือ ถ้ารักจะใส่กันจริงๆ สาวเจ้าเนื้อควรใส่กำไลเส้นบางๆ บางที่สุดเท่าที่จะบางได้นั่นเลย

  3. เมคอัพเป็นธรรมชาติ
      เคยเห็นก้อนขนมเปี๊ยะที่ป้ายจุดแดงเอาไว้สองแต้มไหม คุณจะกลายเป็นอย่างนั้นไปในทันทีถ้าเผลอโบ๊ะหน้าด้วยสีสดๆ จัดจ้าน สาวอวบจะมีแก้มมาก คางก็ห้อย ตาตี่ (เพราะแก้มเบียด) ฉะนั้นวิธีแต่งหน้าที่ดีที่สุดคือแต่งหน้าด้วยโทนสว่างเป็นธรรมชาติ ส่วนที่ปากก็ใช้สีอ่อนๆ เข้าไว้ เพื่อไม่ให้คางสองชั้นกลายเป็นจุดเด่น และพยายามใช้มาสคาร่าเน้นดวงตาให้กลมโตกว่าความเป็นจริง จะช่วยให้ดูน่ารักสดใสขึ้น

  4. สีดำล้ำเลิศ
      สีดำนี่ล่ะคือแฟชั่นที่ไม่มีวันตาย และยังช่วยให้คนใส่ดูผอมลงอย่างน้อยๆ ก็ครึ่งกิโล โดยไม่ต้องทำอะไรเลย

  5. แต่งตัวสีเดียวกัน
      ไม่จำเป็นต้องสีเดียวกันเป๊ะทั้งตัว อาจจะไล่เฉดสีอ่อนแก่ให้ดูสนุกขึ้น หรือเลือกใช้สีอื่นที่ใกล้เคียงกันที่สุดมามิกซ์แอนด์แมทช์กันเข้าไป เสื้อผ้าสีเดียวกันจะพรางให้คุณดูชะลูดขึ้นโดยไม่เน้นหน้าท้อง ต้นแขน หรือส่วนอื่นๆ ที่คุณอยากจะซ่อน

  6. ส้นสูงชนะเลิศ
      ธิดาช้างทั้งหลายไม่ควรฝากชีวิตเอาไว้กับรองเท้าส้นเตี้ย เพราะมันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย แต่ควรจะใส่เป็นส้นสูงที่ไม่สูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง เพราะสาวอวบจะมีปัญหาเรื่องข้อเข่าเสื่อมอยู่แล้ว จึงไม่ควรเอาส้นสูงปรี๊ดไปเพิ่มภาระให้กระดูกอีกโดยไม่จำเป็น ส่วนรองเท้าส้นตัน ส้นตึกนั้นเป็นศัตรูของคุณ มันจะทำให้คุณตันเป็นแท่งสี่เหลี่ยมเดินได้ไปในบัดดล

  7. เลือกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่
      ถ้าไปนอกบ้านอย่าพยายามนั่งเก้าอี้ไซส์มินิกระจุ๋มกระจิ๋มที่สาวบอบบางเขานั่งกัน แต่ควรจะเลือกเก้าอี้ตัวโตๆ ที่จะข่มความกำยำของคุณให้เล็กลง จะได้หลอกตากหนุ่มๆ ได้ว่าคุณก็ไม่ได้เจ้าเนื้ออะไรนักหนาหรอก

  8. ลายทางเท่านั้น
      ที่จริงแล้วคนอ้วนก็ใส่เสื้อผ้าลายๆ ได้ เพียงแต่ต้องเลือกลายที่ไม่ให้เสียลุคส์ อย่างเช่น ลายทาง หรือลายเล็กๆ กระจายห่างๆ ส่วนลายที่ใส่เมือไรหมดอนาคตเมื่อนั้นต้องยกให้ลายขวาง เพราะมันจะเน้นความกว้างของลำตัวทำให้คุณดูอ้วน

  9. เลือกแสกให้ผอม
      ใบหน้ากลมๆ จะกลายเป็นขนมเค้ก ถ้ามาพบกับผมแสกกลาง คนอ้วนควรจะเลือกแสกข้าง แล้วปล่อยยาวให้เส้นผมช่วยปิดแก้มไว้จะดีกว่า อีกทรงหนึ่งที่ขอห้ามเด็ดขาดคือทรงรวบหมดแล้วมัดเป็นหางม้า ยกเว้นคุณตั้งใจจะประกาศให้โลกรู้ว่าถึงเทศกาลขนมไหว้พระจันทร์แล้วจ้า

women.mthai

ยิ่งกิน ยิ่งผอม

September 11th, 2009 by womenblogs

ยิ่งกิน ยิ่งผอม

ขัดใจจริงๆ เลยค่ะ เวลาเจอคู่มือเรียกความผอมสำหรับสาว กลัวอ้วน ไม่ว่าจะอยู่ในหนังสือเล่มไหน ก็เอาแต่บอกให้เราจำกัดปริมาณอาหาร ด้วยการนับปริมาณแคลอรีของอาหารที่เราทานเข้าไป แล้วเอาไปหักลบกลบหนี้กับปริมาณแคลอรีที่ใช้ไปในกิจกรรมต่างๆ อย่างกับเรามีเครื่องวัดแคลอรีแบบพกพา ยังไงยังงั้น แล้วอีกอย่างใครจะจำได้ว่าวันนี้เรากินอะไรไปบ้าง (อุ๊บส์)
เพราะในชีวิตจริง การกะปริมาณแคลอรีถือเป็นเรื่องที่ยากเอาการทีเดียว WP จึงสรรหาวิธีง่ายๆ ในการเลือกรับประทานอาหาร จะได้ไม่ต้องนั่งนับปริมาณแคลอรีให้ปวดหัวอีกต่อไปก่อนเข้าโปรแกรมศักดิ์สิทธิ์นี้ เราอยากให้คุณชั่งน้ำหนักไว้ก่อนในตอนเช้า แล้วหลังจากนี้    2 สัปดาห์ลองกลับมาชั่งอีกครั้ง รับรองว่าจะพบกับความเปลี่ยนแปลง แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเรา ราวกับเป็นกฎเหล็กเลยนะคะ

กิน

1. กะปริมาณอาหารให้น้อยลงมื้อละ 20% ของที่เคยทาน เช่น ปกติทานข้าว 1 จาน ให้ลดลง 1 ใน 4 ทำเช่นนี้ทุกมื้อ อย่าไปคิดว่าคุณกำลังอดอาหาร เพราะการคิดแบบนี้จะทำให้มื้อต่อไปคุณรู้สึกหิวกว่าปกติ แต่แค่เตือนตัวเองไม่ให้กินซะจนอิ่มแปล้เท่านั้น


2. เลิกคิดถึงปริมาณแคลอรีของอาหารทุกชนิดที่คุณทาน ไม่ต้องห่วงว่าอาหารที่ทานเข้าไปจะมีปริมาณกี่แคลอรี ให้นึกไว้เสมอว่าการทานอาหารเป็นกิจกรรมที่มีความสุข หากคุณต้องทานอาหารด้วยความเครียด จะทำให้ขาดสติในการควบคุม และสุดท้ายจะหมดความอดทนในการควบคุมอาหารไปซะงั้น
3. อาหารบางอย่าง เช่น ของหวานจำพวกไอศกรีม ขนมขบเคี้ยว ข้อดีของขนมหวานๆ พวกนี้คือ ยิ่งกินยิ่งอร่อย ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพลิน ทานเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม แต่ข้อเสียคือ แค่กินไปนิดเดียว แต่ปริมาณแคลอรีทะลักสุดๆ แล้วรสชาติหวานหอมของมันก็จะทำให้เราปลอบใจตัวเองว่า ‘กินไปนิดเดียวไม่อ้วนเท่าไหร่หรอก’
4. ดื่มน้ำเปล่า 1-2 แก้วก่อนมื้ออาหาร หรือในระหว่างมื้อเมื่อรู้สึกหิว

5. ในอาหารแต่ละมื้อให้ทานผักสดหรือ   ผลไม้มากๆ เข้าไว้ มากกว่าครึ่งหนึ่งของมื้ออาหารยิ่งดี และถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ถนัดเรื่องการทานผักสด ให้ทานกับน้ำสลัดแล้วค่อยๆ ลดปริมาณน้ำสลัดลงจนคุ้นเคยกับรสชาติของผักสด หรือแรกๆ อาจทานผักลวกหรือผักนึ่งก็ได้และก่อนที่จะลงมือ ควรทานผักก่อนอาหารอย่างอื่นนะจ๊ะ


6. หากมีอาหารมากมายวางอยู่ตรงหน้าให้คุณเลือกรับประทาน (อย่างเช่นในมื้อ   บุฟเฟ่ต์) ให้ฝึกจนเป็นนิสัยว่า ควรเลือกอาหารจำพวกต้มหรือนึ่ง มากกว่าอาหารจำพวกผัดหรือทอด
7. ของหวาน  ทานได้แต่แค่พอให้รู้สึกถึงรสชาติ  เพราะถ้าคุณอดของหวานอาจมีข้ออ้างในใจได้ว่า ทำให้ฉันไม่สดชื่นเพราะร่างกายขาดน้ำตาล ทั้งที่จริงแล้วนี่เป็นเพียงข้ออ้างในใจ จึงแนะนำให้ทานขนมหวานได้พอรู้รสเท่านั้น
8. เครื่องดื่มประจำตัวของคุณต้องเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น เพราะไม่มีน้ำตาล แถมยังช่วยให้การเผาผลาญพลังงานระดับเซลล์ทำงานได้ดีขึ้น
9. หยุดทันทีที่อิ่ม จงอย่าเสียดายของเป็น  อันขาด ถ้าคุณยังอยากทานต่อให้นึกเทียบค่าอาหารที่เหลือกับค่ายารักษาตัวเมื่อป่วยด้วยโรคที่มากับความอ้วน อันไหนน่าเสียดายมากกว่ากัน
10. ลองแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ สัก 6 มื้อ ห่างกันมื้อละ 2-3 ชั่วโมงเพื่อป้องกันไม่ให้คุณหิวจนเกินควร จนฟาดเรียบ ในมื้อเดียวเพราะนั่นคือการทานมากเกินความจำเป็น ที่สำคัญห้ามทานจุบจิบระหว่างมื้อ   เด็ดขาด
11. ออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที อาทิตย์ละ 3 ครั้ง หรือถ้าใครสามารถกว่านั้นก็ตามสบายเลยจ้ะ เพียงแต่อย่าหักโหมจนเกินไป เพราะร่างกายอาจปรับตัวไม่ทัน

women.mthai

แพทย์เตือน!! คาร์บ็อกซี่ หลุมพรางของคนคลั่งผอม

May 30th, 2009 by womenblogs

ปัญหารูปร่างและส่วนเกินกลายเป็นปัญหากวนใจของคนที่อยากมีรูปร่างผอมเพรียว ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเทคโนโลยีขึ้นมากมาย เพื่อเอาใจกลุ่มคนเหล่านี้ เริ่มจากการดูดไขมัน การผ่าตัดไขมันส่วนเกิน ไปจนถึงการทำ คาร์บ็อกซี่ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม และเป็นกระแสที่กำลังมาแรง

คาร์บ็อกซี่ สาวคลั่งผอม

นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม กล่าวถึงกระแสนิยมของคาร์บ็อกซี่ว่า ปัจจุบันมีผู้สนใจทำคาร์บ็อกซี่กันอย่างมากมาย เนื่องจากมีการโฆษณาชวนเชื่อว่าสามารถสลายไขมันและเซลลูไลท์เฉพาะส่วนได้ในระยะเวลาไม่นาน และขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แต่หารู้ไม่ว่าคาร์บ็อกซี่กำลังเป็นภัยเงียบที่คุกคามผู้บริโภค หากไม่ศึกษาถึงผลกระทบให้ดีก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ

นอกจากนี้ รศ.นพ.นิยม ตันติคุณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำคาร์บ็อกซี่ว่า ปัจจุบัน เรารู้จักคาร์บ็อกซี่ว่าเป็นนวัตกรรมความงามเพื่อใช้ลดไขมันเฉพาะที่ด้วย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่ละลายน้ำได้ดี สลายตัวได้เร็ว และพบว่าเมื่อฉีดก๊าซนี้เข้าไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จะช่วยเพิ่มการขยายตัวของเส้นเลือดและทำให้เซลล์ไขมันสลายตัวและถูกกำจัดออก ไป เป็นเทคนิคใหม่ในการขจัดเซลลูไลท์หรือลดไขมันส่วนเกินในบริเวณที่ไม่ต้องการ

กรรมวิธีในการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้นั้น ทำได้โดยแพทย์ จะใช้เข็มฉีดยาที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็กมาก สอดเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนังแล้วปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปตาม ปริมาณที่เหมาะสม ขณะที่ก๊าซผ่านเข้าไปสู่ชั้นผิวนั้นจะรู้สึกอบอุ่นบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย เมื่อคลำผิวบริเวณที่ฉีดจะได้ยินเสียงเหมือนก๊าซอยู่ใต้ผิว ลักษณะอาการหลังจากฉีดเข้าไปในผิวหนัง อาจมีอาการปวดและรู้สึกตึง หรือบางรายอาจมีรอยช้ำเกิดขึ้นและจะหายไปได้เองในภายหลัง” คุณหมอนิยม อธิบาย

ทั้งนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังยังกล่าวย้ำอีกว่า การทำคาร์ บ็อกซี่สามารถใช้ได้ผลในการสลายไขมันเฉพาะที่ ลดเฉพาะจุดแต่ไม่สามารถใช้ลดน้ำหนักได้ และการใช้ก๊าซคาร์บอนฉีดนั้นยังเป็นเพียงการทดลอง ซึ่งยังไม่มีผลรับรองออกมาอย่างเป็นทางการ ในส่วนความคงทนในการรักษาขึ้นอยู่กับการดูแลตนเอง เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

คาร์บ็อกซี่ สาวคลั่งผอม

กลุ่มเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงการฉีดคาร์บ็อกซี่ได้แก่ ผู้ ที่มีปัญหาระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเลือด โรคเบาหวาน สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นก่อนปล่อยก๊าซเข้าไป แพทย์จึงต้องมั่นใจว่าก๊าซจะไม่ผ่านเข้าไปในเส้นเลือด

เว็บมาสเตอร์ขอฝาก—> สำหรับคุณสาวๆ ที่อยากมีหุ่นดีผอมเพรียว แนะนำว่าเรามาออกกำลังกายกัน ดีกว่าค่ะ เพราะหากใครเลือกใช้วิธี ทางลัดทางด่วนอย่างเช่น คาร์บอกซี่ ทำไปแล้วก็อาจจะทำให้กลับไปอ้วนได้อีก และอาจได้เจ็บตัว(โคตร)เป็นของแถมอีกด้วยนะคะ แม้ว่าการออกกำลังกายจะต้องใช้ระยะเวลาสักหน่อย แต่ผลที่ได้กลับมารับรองว่า คุณจะหุ่นดีแบบถาวรทีเดียวค่ะ…คุณสาวๆ :)

เครดิต women.sanook

ยิ่งกิน ยิ่งผอม

May 28th, 2009 by womenblogs

ขัดใจจริงๆ เลยค่ะ เวลาเจอคู่มือเรียกความผอมสำหรับสาว กลัวอ้วน ไม่ว่าจะอยู่ในหนังสือเล่มไหน ก็เอาแต่บอกให้เราจำกัดปริมาณอาหาร ด้วยการนับปริมาณแคลอรีของอาหารที่เราทานเข้าไป แล้วเอาไปหักลบกลบหนี้กับปริมาณแคลอรีที่ใช้ไปในกิจกรรมต่างๆ อย่างกับเรามีเครื่องวัดแคลอรีแบบพกพา ยังไงยังงั้น แล้วอีกอย่างใครจะจำได้ว่าวันนี้เรากินอะไรไปบ้าง (อุ๊บส์)

กินอาหาร eat

เพราะในชีวิตจริง การกะปริมาณแคลอรีถือเป็นเรื่องที่ยากเอาการทีเดียว เรา จึงสรรหาวิธีง่ายๆ ในการเลือกรับประทานอาหาร จะได้ไม่ต้องนั่งนับปริมาณแคลอรีให้ปวดหัวอีกต่อไปก่อน เข้าโปรแกรมศักดิ์สิทธิ์นี้ เราอยากให้คุณชั่งน้ำหนักไว้ก่อนในตอนเช้า แล้วหลังจากนี้ 2 สัปดาห์ลองกลับมาชั่งอีกครั้ง รับรองว่าจะพบกับความเปลี่ยนแปลง แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเรา ราวกับเป็นกฎเหล็กเลยนะคะ

1. กะปริมาณอาหารให้น้อยลงมื้อละ 20% ของที่เคยทาน เช่น ปกติทานข้าว 1 จาน ให้ลดลง 1 ใน 4 ทำเช่นนี้ทุกมื้อ อย่าไปคิดว่าคุณกำลังอดอาหาร เพราะการคิดแบบนี้จะทำให้มื้อต่อไปคุณรู้สึกหิวกว่าปกติ แต่แค่เตือนตัวเองไม่ให้กินซะจนอิ่มแปล้เท่านั้น

2. เลิกคิดถึงปริมาณแคลอรีของอาหารทุกชนิดที่คุณทาน ไม่ต้องห่วงว่าอาหารที่ทานเข้าไปจะมีปริมาณกี่แคลอรี ให้นึกไว้เสมอว่าการทานอาหารเป็นกิจกรรมที่มีความสุข หากคุณต้องทานอาหารด้วยความเครียด จะทำให้ขาดสติในการควบคุม และสุดท้ายจะหมดความอดทนในการควบคุมอาหารไปซะงั้น

3. อาหารบางอย่าง เช่น ของหวานจำพวกไอศกรีม ขนมขบเคี้ยว ข้อดีของขนมหวานๆ พวกนี้คือ ยิ่งกินยิ่งอร่อย ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพลิน ทานเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม แต่ข้อเสียคือ แค่กินไปนิดเดียว แต่ปริมาณแคลอรีทะลักสุดๆ แล้วรสชาติหวานหอมของมันก็จะทำให้เราปลอบใจตัวเองว่า ‘กินไปนิดเดียวไม่อ้วนเท่าไหร่หรอก’

4. ดื่มน้ำเปล่า 1-2 แก้วก่อนมื้ออาหาร หรือในระหว่างมื้อเมื่อรู้สึกหิว

5. ในอาหารแต่ละมื้อให้ทานผักสดหรือ ผลไม้มากๆ เข้าไว้ มากกว่าครึ่งหนึ่งของมื้ออาหารยิ่งดี และถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ถนัดเรื่องการทานผักสด ให้ทานกับน้ำสลัดแล้วค่อยๆ ลดปริมาณน้ำสลัดลงจนคุ้นเคยกับรสชาติของผักสด หรือแรกๆ อาจทานผักลวกหรือผักนึ่งก็ได้และก่อนที่จะลงมือ ควรทานผักก่อนอาหารอย่างอื่นนะจ๊ะ

6. หากมีอาหารมากมายวางอยู่ตรงหน้าให้คุณเลือกรับประทาน (อย่างเช่นในมื้อ บุฟเฟ่ต์) ให้ฝึกจนเป็นนิสัยว่า ควรเลือกอาหารจำพวกต้มหรือนึ่ง มากกว่าอาหารจำพวกผัดหรือทอด

7. ของหวาน ทานได้แต่แค่พอให้รู้สึกถึงรสชาติ เพราะ ถ้าคุณอดของหวานอาจมีข้ออ้างในใจได้ว่า ทำให้ฉันไม่สดชื่นเพราะร่างกายขาดน้ำตาล ทั้งที่จริงแล้วนี่เป็นเพียงข้ออ้างในใจ จึงแนะนำให้ทานขนมหวานได้พอรู้รสเท่านั้น

8. เครื่องดื่มประจำตัวของคุณต้องเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น เพราะไม่มีน้ำตาล แถมยังช่วยให้การเผาผลาญพลังงานระดับเซลล์ทำงานได้ดีขึ้น

9. หยุดทันทีที่อิ่ม จงอย่าเสียดายของเป็นอันขาด ถ้าคุณยังอยากทานต่อให้นึกเทียบค่าอาหารที่เหลือกับค่ายารักษาตัวเมื่อป่วยด้วยโรคที่มากับความอ้วน อันไหนน่าเสียดายมากกว่ากัน

10. ลองแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ สัก 6 มื้อ ห่าง กันมื้อละ 2-3 ชั่วโมงเพื่อป้องกันไม่ให้คุณหิวจนเกินควร จนฟาดเรียบ ในมื้อเดียวเพราะนั่นคือการทานมากเกินความจำเป็น ที่สำคัญห้ามทานจุบจิบระหว่างมื้อ เด็ดขาด

11. ออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที อาทิตย์ละ 3 ครั้ง หรือถ้าใครสามารถกว่านั้นก็ตามสบายเลยจ้ะ เพียงแต่อย่าหักโหมจนเกินไป เพราะร่างกายอาจปรับตัวไม่ทัน

เครดิต women.sanook