วิธีป้องกันไม่ให้โรลออนเปื้อนเสื้อ

October 14th, 2009 by womenblogs

รักแร้

 

นี่คือวิธีดีๆ ในการป้องกันเสื้อผ้าของคุณไม่ให้เกิดคราบเหลืองๆ จากผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย

  •  ตัวการใหญ่ คราบเหลืองบนเสื้อผ้านั้นอาจเกิดจากการทาโรลออนมากเกินไป ฉะนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ในอนาคต ก็ทาเพียงบางเบาแล้วปล่อยให้แห้งจริงๆ หรืออาจใช้กระดาษทิชชูซับให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้า เคล็ดลับแห้งเร็วคือ ชูแขนขึ้นสูงๆ ในขณะเปิดพัดลม หรือใช้ลมเย็นจากไดร์เป่าผมเป่า
  •  ถ้าสวมเสื้อผ้าก่อน บางคนถนัดที่จะสวมเสื้อผ้าก่อนแล้วจึงจะทาโรลออน คุณสามารถทำได้ถ้าคุณใช้มือได้นิ่งพอ แต่ก็เสี่ยงที่จะมีคราบเหลืองๆติดอยู่บนเสื้อผ้าด้านในอยู่ดี
  •  ตรวจสอบให้ดี แค่บนฉลากเขียนว่า “Clear” ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เกิดคราบน่าเกลียดๆบนเสื้อผ้า ถึงแม้ว่าแบบที่เป็นสเปรย์ เจล และสูตรแห้งเร็ว มักจะทำให้เกิดคราบเหลืองๆ บนเสื้อผ้าได้น้อยที่สุด แต่คุณก็ควรทดลองใช้ก่อนถึงจะแน่ใจได้
  •  ถ้าเกิดความผิดพลาด โชคดีที่คราบจากผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายนี้มักจะซักออกได้ง่าย แต่ถ้าคุณพบว่ามีคราบเลอะเทอะติดอยู่ตามเสื้อผ้าหลังจากนั้น ก็ใช้ชายเสื้อด้านในถูคราบนั้นทันที เพื่อช่วยขจัดคราบนั้นออกอย่างรวดเร็ว.

ที่มาจาก นิตยสาร Lisa
women.mthai

ตีนกา (wrinkle)

September 24th, 2009 by womenblogs

 

 

          เมื่ออายุมากขึ้นนอกจากประสบการณ์ ความรู้ ความรับผิดชอบและโรคจะมากขึ้นแล้ว ก็จะมี ตีนกาโผล่ขึ้นมาซึ่งสร้างความกังวลให้กับคุณผู้หญิง มีคำกล่าวว่าก่อนอายุ 40 ปีหน้าตาจะเหมือนแม่ แต่หลังอายุ 40 ปีหน้าตาจะบ่งบอกวิถีทางการดำรงชีวิต หากการดำเนินชีวิตดี สุขภาพ หน้าตาก็จะดี หากดำเนินชีวิตไม่ดีก็จะมีโรคหรือปัญหาตามมา ผิวหนังเราก็เหมือนอวัยวะอื่นเมื่อมีอายุมากขึ้นก็จะเกิดการเสื่อมโดยเฉพาะผิวหนังส่วนที่ต้องเจอแสงแดดมาก ผิวหนังของเราจะมี collagen  elastin  รวมทั้งไขมัน เมื่ออายุมากขึ้นไขมันและ collagen ลดลง หากร่างกายถูกแสงแดดมากก็จะมีการทำลายทั้ง collagen elastin ทำให้ผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่น กล้ามเนื้อใบหน้าก็จะอ่อนแรง น้ำในเซลล์ก็จะลดลงทำให้เกิดรอยย่นบนใบหน้าที่เรียกว่า “ตีนกา” หรือ “wrinkle” ซึ่งมีสองชนิดคือ ชนิดที่เป็นรอยย่นเล็กน้อย และชนิดที่เป็นรอยลึก ชนิดที่เป็นรอยตื้นจะตอบสนองดีต่อการรักษา ตีนกาจะพบมากบริเวณที่ถูกแสงมากเช่น หน้า คอ หลังมือ แขน

 

 

 

 
 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดรอยย่น


• อายุ เมื่ออายุมากเซลล์จะแบ่งตัวน้อยลง จำนวนเซลล์ในชั้นหนังแท้ลดลง เซลล์ไขมันและเซลล์ที่สร้าง elastin collagen ลดลง
• ผู้ที่สูบบุหรี่จะเป็นตีนกาได้ง่าย
• ผู้ที่มีผิวขาวตาสีฟ้า
• กรรมพันธุ์
• ทรงผมผู้ที่มีทรงผมเปิดรับแดดจะเกิดรอยย่นที่หน้าได้ง่าย
• การแต่งตัว หากใส่เสื้อผ้ารับแสงก็เป็นได้ง่าย
• ผู้ที่ต้องทำงานกลางแสงแดด

ปัจจัยที่ป้องกันได้ คือ การทาครีมกันแสงหรือการหลีกเลี่ยงแสงแดดและการงดการสูบบุหรี่

 
 

การรักษา

การใช้ยาทา
• Vitamin A Acid เป็นยาทาที่นิยมใช้มากที่สุดและได้ผลดีที่สุดโดยเฉพาะผิวหนังที่เริ่มแสดงถึงความชรา เช่น ผิวตกกระ ผิวย่น เริ่มแรกจะมีการระคายผิวหลังจากนั้นจะเริ่มดีขึ้น
• Alpha-hydroxy acids หรือที่เรียกว่า AHA เป็นกรดอ่อนที่ได้จากผลไม้ยาทาชนิดนี้ค่อยข้างจะปลอดภัย
• Antioxidants เป็นครีมที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระเช่นวิตามิน เอ อี ซี ยาทานี้มีผลป้องกันมากกว่าการรักษา
• Ordinary moisturizers เป็นครีมที่ให้ความชุ่มชื้นแกผิวหนังทำให้รอยย่นไม่เด่นชัด
• การฉีดสารเข้าใต้ผิวหนัง เช่น botox collagen fat


 

 

การใช้การเสริมสวย


• การลอกหน้าหรือการทำ baby face โดยใช้สาร  Gycolic acid peels ใช้ลอกหน้ากรณีที่เป็นรอยย่นชนิดตื้นๆ
• การลอกหน้ารอยย่นชนิดลึกโดยใช้ salicylic acid และ trichloroacetic acid ใช้ได้ดีกับรอยย่นชนิดตื้น หากใช้กับรอยย่นยิ่งลึกก็ยิ่งเกิดโรคแทรกซ้อนมากขึ้น เมื่อลอกเซลล์เก่าไปก็เกิดเซลล์ใหม่ขึ้น เซลล์ที่เกิดใหม่จะไวต่อแสงมากดังนั้นต้องทาครีมกันแสง
• การขัดหน้า Dermabration โดยใช้เครื่องมือที่มีผิวหยาบเหมือนกระดาษทรายขัดหน้า จะต้องวางยาสลบให้กับผู้ป่วย ผลข้างเขียงอาจจะทำให้เกิดแผลเป็น
• การใช้ Laser ในการขัดผิวได้ผลดีเหมือนการขัดด้วยกระดาษทราย ไม่ต้องวางยาสลบเพียงฉีดหรือทายาชาร่วมกับยานอนหลับ
• การทำศัลยกรรมตกแต่ง เช่นการดึงหน้า เป็นต้น
• การฉีดสาร Botox เพื่อให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นอ่อนแรงรอยย่นจึงหายไป


• การฉีดสารสังเคราะห์เข้าไปบริเวณตีนกาได้แก่สาร collagen  Artecol   hyaluronic acid  Restylaneเข้าบริเวณรอยย่น

 

  women.mthai

วิธีเลือกครีมกันแดด

September 22nd, 2009 by womenblogs

ครีมกันแดด

แสงอาทิตย์มีประโยชน์ต่อโลกและต่อตัวเราอย่างมากมาย คนเราทุกคนอยู่ใต้แสงอาทิตย์ หากไม่มีแสงอาทิตย์เราก็อยู่ไม่ได้ แต่แสงอาทิตย์ก็เป็นภัยสำหรับคนเรา ผิวของคนเราจะเป็นตัวป้องกันมิให้รังสีทำลายเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังโดยมี Melanin pigment เป็นตัวดูดรังสี แต่คนบางคนก็มีเม็ดสีไม่เพียงพอที่จะดูดซับรังสีได้หมด`หากเจอแสงมากก็จะเกิดอาการ บวม แดง และปวด ที่เรียกว่า sun burn ซึ่งอาจจะส่งผลเสียในระยะยาวเช่นมะเร็งผิวหนัง การป้องกันแสงแดดเป็นจำเป็นสำหรับคนทุกอายุ ซึ่งต้องทำทุกวิธีตั้งแต่หลีกเลี่ยงช่วงเวลา 10-15 นาฬิกา ใส่เสื้อผ้ากันแสง สวมหมวกใบโตและทาครีมกันแสงแสงแดดทำให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังได้หลายแบบ

· ผิวหนังเสื่อมก่อนวัย หรือที่เรียกว่าแก่

· ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง

· ทำลายระบบพันธุกรรมและมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

· แสงแดดทำให้เกิดอนุมูลอิสระซึ่งมีผลเสียต่อผิวหนัง

· ผิวไหม้

การป้องกันแสงแดดจะป้องกันผิวหนังได้รับอันตรายจากแสงเช่น ผิวไหม้จากแดด ฝ้า รอยย่น และมะเร็งผิวหนัง การป้องกันแสงแดดสามารถทำได้หลายวิธีต้องเลือกวิธีอย่างเหมาะสม และให้ทาครีมกันแดดที่มีฤทธิ์ป้องกันแสง(sun protection factor (SPF)อย่างน้อย 15)

ครีมกันแดด Minus Facial Sun protection ไมนัสการเลือกครีมกันแดด

แสงอาทิตย์จะมีรังสี UVA UVB รังสีทั้งสองสามารถทำให้เกิดผิวสีแทน (Tan) และอันตรายต่อผิวหนัง รังสี UVB จะมีมากในช่วง 10-16.00น.รังสีนี้จะทำให้ผิวหนังเราไหม้การวัดประสิทธิภาพของยากันแดดในระยะแรกก็จะเน้นที่ความสามารถในการป้องกันผิวไหม้แดงนั่นคือ สามารถดูดซับแสง UVBได้ดี หรือคือค่า SPF (sun protective factor) ค่าSPF 15 มีความหมายว่าในกรณีที่ท่านทายากันแดดอย่างทั่วถึงในความหนา มิลิกรัมต่อพื้นที่ผิวหนังหนึ่งตารางซม. ท่านจะต้องใช้เวลาตากแดดเพิ่มขึ้นถึง 15เท่าจึงจะทำให้ผิวไหม้แดง ตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์จริงถ้าอยู่กลางแสงแดดจัดเวลาเที่ยงบริเวณชายทะเลในเวลาประมาณ 15 นาทีจะทำให้ผิวหนังแดงได้ การใช้ยากันแดด SPF 15 อย่างทั่วถึงจะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น 15 เท่าจึงจะเกิดผิวไหม้แดง นั่นคือเท่ากับ 15×15คือ 225 นาที หรือ ชม. 45 นาที ในขณะที่รังสี UVA จะพบได้ตลอดวันและทำลายผิวหนังชั้นลึกกว่า UVB แต่ปริมาณรังสีในอากาศมีไม่มาก แม้ว่าจะใช้ครีมกันแสงดีอย่างไรก็มีแสงบางส่วนเล็ดรอดไปสู่ผิวหนังได้ ดังนั้นในความเป็นจริงอาจจะเป็นเวลาประมาณชม. ดังนั้นอาจจะต้องทาครีมกันแดดทุก 1-2 ชั่วโมง ที่ดีคือหลีกเลี่ยงแสงแดด

ยากันแดดในปัจจุบันจึงได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อป้องกันแสง UVA เพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจาก UVA ก็สามารถทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้เหมือน UVB แต่การวัดประสิทธิภาพของการป้องกันแสง UVA ยังไม่มีมาตรฐานสากลเหมือนค่า SPF สำหรับยากันแดดที่มีฉลากว่ากันได้ทั้ง UVA, UVB นั้น ในต่างประเทศได้มีผู้นำมาทดสอบพบว่า ความสามารถในการป้องกัน UVA ต่างกันมาก และไม่สัมพันธ์กับค่า SPF ที่สูงขึ้น เช่น ยากันแดดที่มีค่าSPF 45 ไม่สามารถกัน UVA ได้ดีกว่ายากันแดดที่มีค่า SPF 15 เป็นต้น ทำให้มีปัญหากับผู้บริโภคในการเลือกใช้อย่างเหมาะสม

รังสี UVB

รังสีUVA

ฤดูร้อนรังสีมีมาก

มีรังสีตลอดทั้งปี

พบรังสีมากในช่วง 10-14 น.

พบได้ตลอดวัน

กระจกรถยนต์กันรังสีได้

กระจกรถยนต์กันไม่ได้

ครีมที่มี SPF

ครีมที่มี SPFกันรังสีไม่ได้

ก่อให้เกิดผิวไหม้ มะเร็งผิวหนัง ผิวแก่

มะเร็งผิวหนัง ผิวแก แพ้ยา

การเลือกครีมกันแดด

ครีมกันแดดออกฤทธิ์โดยการดูดแสง หรือสะท้อนแสงออกไป มีด้วยกันหลายชนิดคือ เป็นโลชัน ครีม เยล สเปรย์ การเลือกต้องเลือก SPF ที่มีตัวเลขมากๆซึ่งจะกันแสงได้ดี นอกจากนั้นยังมีครีมกันแดดที่กันทั้งUVB  และ UVA

สารกันแดดที่กัน UVB จะกันรังสีช่วง 290-320 nanometersจะมีสาร

· Benzophenones :dioxybenzone, oxybenzone, sulisolxybenzone

· Cinnamates: cinoxate, octocrylene, octyl methoxycinnamate

· PABA derivatives: ethyl-4-(hydroxypropyl)aminobenzoate

· Salicylates: octyl salicylate, trolamine salicylate

Banana boat Sport ครีมกันแดด

สารกันแดดที่มีฤทธิ์ป้องกัน UVA จะกันรังสีช่วง 320-400 nanometers ครีมที่ป้องกันรังสีได้ดีคือ zinc oxide และavobenzone  zinc oxide จะกันได้รังสีได้ทั้งสองชนิดสามารถใช้เป็นครีมชนิดเดียวที่กันรังสีได้ ชนิด ส่วนสารอื่นที่กันรังสี UVA ได้บ้างได้แก่ Oxybenzone, Parsol 1789, TiO2, Mexoryl SX, XL เป็นต้น ซึ่งยากันแดดในท้องตลาดที่มีประสิทธิภาพกัน UVA ได้ดีน่าจะมีสารที่กล่าวแล้วข้างต้นผสมกันอย่างน้อย ชนิดขึ้นไปในความเข้มข้น 2-3% การทาครีมต้องทาก่อนออกแดดครึ่งชั่วโมง และควรทาซ้ำทุก 1-2ชั่วโมงแม้ว่าจะเป็นครีมที่กันน้ำ


วิธีป้องกันแสงแดด

· ใช้ครีมกันแสงที่มีค่า SPF อย่างน้อย 15 ในส่วนที่ต้องสัมผัสแสงแดด รวมทั้งริมฝีปาก และมีสารเคมีที่กัน UVA ได้ดีอย่างน้อย ชนิด เช่น Oxybenzone + TiQ หรือ Parsol 1789+ ZnO เป็นต้น

· ใช้ครีมกันแสงที่ทนต่อน้ำหานต้องว่ายน้ำหรือเหงื่ออกมาก

· ให้ทาครีมทุก 1-2 ชั่วโมงหากต้องอยู่ในแสงตลอดเวลา

· สวมเสื้อผ้า หมวกปีกว้าง แว่นกันแดด และกางร่มเสมอเมื่อต้องออกแดด

· หาที่ร่มเสมอ

· หลีกเลี่ยงการออกแดดเวลา 10.00-16.00 นาฬิกาแม้ว่าจะมีเมฆก็ตาม

· เมื่ออยู่ชายหาดควรจะอยู่ในที่ร่ม แต่แสง UV สามารถสะท้อนแสงกับทรายที่ชายหาด

· สวมแว่นกันแดด

· เสื้อผ้าที่บางหรือเปียกจะมีการสะท้อนแสงได้ไม่ดี ควรใส่เสื้อที่หนาและหลวมๆจะกันแสงได้ดี ควรใช้ผ้าฝ้ายป้องกันรังสีดีกว่าผ้าที่ทำจากใยสังเคราะห์

· หากคุณไปเมื่อนอกที่มีหิมะตกก็ต้องทาครีมกันแดดเพราะหิมะจะสะท้อนแสงได้ดี

Anesssa Mild Sunscreen ครีมกันแดด

ควรทายากันแดดให้หนาเพียงพอ 15 นาทีก่อนอยู่กลางแดดและทาซ้ำทุก 1-2 ชม. ถ้าว่ายน้ำหรืออยู่กลางแดดจัดตลอดเวลา สำหรับการใช้ยากันแดดประจำวันในผู้ที่ทำงานในร่มและใช้เวลานอกอาคารหรือรถยนต์เฉพาะช่างเช้าก่อนนาฬิกาและหลัง 15นาฬิกา อาจไม่มีความจำเป็นเนื่องจากแสง UVB, UVA สามารถผ่านกระจกรถที่ติดฟิล์มกรองแสงได้น้อยกว่า 5% และแสง UV ในช่วงเวลาเช้าตรู่และเย็นมีปริมาณน้อย

โดยสรุปการป้องกันอันตรายทั้งระยะสั้นและยาวจากแสงแดดควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็กด้วยการให้ความรู้ ให้หลีกเลี่ยงการตากแดดจัด ป้องกันร่างกายอย่างมิดชิดด้วยเสื้อผ้าแว่นตาหมวก และร่ม เลือกยากันแดดที่เหมาะสมกับกิจกรรมแต่ละประเภท แต่สิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอก็คือการได้อยู่กลางแสงแดดจะทำให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นเนื่องจาก มีการหลั่งของสาร Endorphin และร่างกายยังต้องการวิตามินดีจากแสงแดดเพื่อกระดูกแข็งแรงโดยเฉพาะในวัยเด็กและผู้สูงอายุ เนื่องจากปริมาณวิตามินดีจากอาหารไม่เพียงพอ

ดังนั้นควรได้รับแสงแดดอย่างสม่ำเสมอครั้งละ 15-30 นาทีสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งในเวลาเช้าหรือบ่ายที่แสงแดดปานกลาง การป้องกันแสงแดดหรือการป้องกัน UV ควรจะทำตั้งแต่เป็นเด็กและให้ใช้หลายๆวิธีซึ่งจะป้องกันอันตรายต่อผิวหนัง

women.mthai

10 วิธีการมีผมสีสดใสเป็นประกายเงางาม

August 13th, 2009 by womenblogs


10 วิธีการมีผมสีสดใสเป็นประกายเงางาม

ผม สีผม เส้นผม ทำสี ผมสวย ผมเสีย ป้องกัน ปกป้อง ดูแล

คุณรู้ไหมการมีเส้นผม ที่เป็นประกายและเงางามนั้นไม่ใช่เรื่องยาก หากเราหมั่นดูแลเส้นผมด้วยวิธีเหล่านี้ ไม่ว่าคุณจะมีผมเสียจากการทำสี หรือจากสาเหตุต่างๆ ลองทำตามทั้ง 10 วิธีนี้แล้วคุณจะมีผมที่กลับมาสวยเป็นประกายดั่งเดิม

1 ปกป้องด้วยน้ำดื่ม

ก่อน การว่ายน้ำทุกครั้ง คุณควรทำเส้นผมของคุณให้เปียกด้วยด้วยน้ำสะอาดเสียก่อน เพราะในสระน้ำมีคลอรีนอยู่มากมาย ซึ่งคลอรีนเป็นตัวการที่ทำให้ผมเสีย การทำให้ผมเปียกก่อนเล่นน้ำจะเป็นการช่วยเจือจางสารเคมีที่อยู่ในน้ำไม่ให้ มาจับตัวบนเส้นผมได้ง่ายๆ เมื่อเล่นน้ำเสร็จคุณต้องรีบล้างเส้นผมให้สะอาดทันที แล้วจึงสระผมได้ตามปกติ


2 ระวังแดด

อย่า ปล่อยให้เส้นผมโดนแดดโดยตรง เพราะแสงแดดจะทำร้ายสีผมของคุณ เพราะฉะนั้นก่อนออกจากบ้าน คุณควรสวมหมวก หรือผ้าพันศีรษะ เพื่อป้องกันเส้นผมไม่ให้ถูกทำร้าย การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาสรกันแดด เช่น ลีฟออน ก็จะช่วยป้องกันไม่หใส้นผมแห้งหือมีสีที่ซีดจาง


3 ใช้แชมพูพิเศษ

กา รูสระผมแรงๆ อาจทำให้สีผมหลุดลอก และทำลายความชุ่มชื้นบนเส้นผมได้ ควรสระผมเบาๆด้วยแชมพูที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับผมทำสี ลองใช้ Sunsilk Colour Shine System ซึ่งจะช่วยคืนความชุ่มชื้นและเป็นเงางามให้กับเส้นผมทำสีได้

4 บำรุงผมเป็นพิเศษ

ครีม บำรุงผมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผมทำสี เพราะนอกจากจะช่วยบำรุงเส้นผมที่ถูกทำลายจากสารเคมีในผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผม แล้ว ยังช่วยคืนความชุ่มชื้นให้เส้นผมนุ่มลื่นขึ้น ช่วยขับให้สีผมเปล่งประกายเงางาม และดูมีชีวิตชีวาขึ้น ลองใช้ครีมบำรุงผมของ Sunsilk Colour Shine System

5 อย่าใช้แปรง

ใน ทำนองเดียวกันก็อย่าใช้แปรงๆผมในขณะที่เส้นผมเปียก เพราะอาจทำให้เส้นผมหักขาดและสีผมหลุดลอกได้ ควรใช้หวีซี่ที่มีฟันซี่ห่างๆ ค่อยๆสางเส้นผมที่พันกันออกอย่างนุ่มนวล(อย่าใช้หวีกระชากเส้นผมที่พันกัน เด็ดขาด)

6 อย่าเผาเส้นผม

อย่า ใช้ไดร์เป่าผม(และอุปกรณ์ที่ใช้ความร้อนในการแต่งผมอื่นๆ)นานเกินไป เพราะอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ความร้อนคือตัวการร้ายที่ทำให้เส้นผมแห้ง และอาจทำให้สีผมซีดจางลง ทางที่ดีก็ใช้ไดร์เป่าผมแบบรวกๆ จนเส้นผมเกือบแห้งสนิท(อย่าให้ถึงกับแห้งสนิท) การทิ้งความชื้นเอาไว้นิดหน่อย จะช่วยป้องกันไม่ให้เส้นผมเกิดไฟฟ้าสถิตได้

7 เลือกสีให้เหมาะ

ถ้า คุณไม่อยากแต่งเติมสีผมบ่อยๆ เพราะโคนผมโชว์สีผมจริงออกมา ก็เลือกสีผมอย่าให้อ่อนกว่าสีผมจริงเกินสามเฉดสี หรือถ้าจะให้ดีก็เลือกสีผมที่มีสีเข้ากว่าสีผมตามธรรมชาติของคุณแทน และถ้าคุณเป็นสาวที่ชื่นชอบเส้นผมสีแดงเป็นพิเศษ ก็จำไว้ด้วยว่าสีแดงเป็นสีที่จืดจางได้เร็วกว่าสีผมอื่นๆ ฉะนั้นถ้าคุณเลือกสีผมสีนี้ ก็ต้องทำใจไว้ด้วยว่า คุณอาจต้องแต่งเติมสผมบ่อยๆ

8 ไม่โพกศรีษะ

อย่า ใช้ผ้าขนหนูโพกศรีษะเวลาที่เส้นผมเปียก เพราะจะเป็นการเพิ่มความเสียดสีให้เส้นผมพันกันมากขึ้น และอาจสร้างความเสียหายให้กับเส้นผมทำสีที่เปราะบางในขณะเปียกได้ แทนที่จะทำอย่างนั้น ก็ใช้ผ้าขนหนูซับเบาๆให้แห้งจะดีกว่า

9 เติมน้ำมัน

ถ้า เส้นผมของคุณแห้งเพราะขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงบนหนังศรีษะ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากแสงแดด ความเครียด และกระบวนการทางเคมี(อย่างเช่นการเปลี่ยนสีผมหรือการดัดผม) ก็ลองนวดน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันอัลมอนด์ลงบนหนังศรีษะ ทิ้งไว้ 10 นาทีก่อนสระผม วิธีนี้จะช่วยให้เส้นผมยังดเป็นเงางามหลังสระผม ซึงก็หมายความว่า สีผมของคุณก็ยังสวยสดใสอยู่เหมือนกัน นอกจากนี ้การแปรงผมเป็นประจำก็จะช่วยกระตุ้นหนังศรีษะให้ผลิตน้ำมันออกมาอย่างสม่ำ เสมอด้วย

10 เบามือหน่อย

การ ใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผมไม่ว่าจะเป็นมูสครีม ขี้ผึ้ง เจล หรือสเปรย์ในปริมาณที่มากเกินไป ไม่เพียงแต่ทำให้เส้นผมขาดความพริ้วไหวเท่านั้น แต่ยังทำให้สีผมของคุณดูไม่มีชีวิตชีวาด้วย ฉะนั้นใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผมเท่าที่จำเป็นจะดีกว่า


Cosmopolitan Magazine Febuary, 2007

เครดิต  women.mthai

สารพัดวิธีไม่ควรมองข้ามป้องอุบัติเหตุใกล้ตัวลูก

June 15th, 2009 by womenblogs

สารพัดวิธีไม่ควรมองข้ามป้องอุบัติเหตุใกล้ตัวลูก

งาน ครบรอบ 10 ปี “รักลูกเฟสติวัล” ได้มีการชูประเด็นเกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติภัยให้ลูก น้อย ภายใต้หัวข้อเสวนา “ห่างไกลอุบัติเหตุ… รู้จัก First Aids เพื่อลูกน้อย” โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญนำโดย รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

คุณหมอได้ชี้ให้เห็นถึงอัตราการเสียชีวิตของเด็กทารก (น้อยกว่า 1 ปี) จากการบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุปีละ 122 ราย และเด็กอายุขวบปี 280 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดกับเด็กชาย และการจมน้ำถือเป็นสาเหตุหลัก ตลอดจนการขาดอากาศหายใจในแบบต่างๆ และจากกระแสไฟฟ้า สารพิษ การหนีบทับ ชนกระแทก และพลัดตกจากที่สูง ดังนั้น เพื่อการป้องกันจึงเน้นให้คุณพ่อคุณแม่ และคนในครอบครัวหันมาใส่ใจกับเรื่องอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวินาที โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็กวัยขวบปีแรกที่ไม่สามารถพูดหรือช่วยเหลือตัวเองได้ เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน…

สำหรับการจัดการความปลอดภัยให้เด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีนั้น สามารถทำได้ 3 แนวทาง คือ 1.จัดสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กให้ปลอดภัยทั้งในบ้าน นอกบ้าน และการเดินทาง โดยแยกเด็กออกจากจุดอันตราย เช่น ตู้ ประตู บันได ปลั๊กไฟ ของมีคม สารพิษ และแหล่งน้ำ 2.เฝ้าดูแล ปกป้องคุ้มครองเด็กโดยผู้ดูแลให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา และควรมีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น 3.สอนเด็กให้หลีกเลี่ยงจุดอันตราย หรือทักษะการช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งในเด็กอายุ 18 เดือน สามารถเรียนรู้คำสั่งง่ายๆ ได้

การเลี้ยงลูก, พัฒนาการลูกน้อย

สำหรับสิ่งของติดคอ ควร ระวังกับสิ่งของชิ้นเล็กที่มีขนาดเล็กกว่า 3.2×6 ซม.(ทดสอบกับแก้ววัดขนาด) ซึ่งเด็กสามารถนำเข้าปากและสำลักอุดตันหลอดลมได้ ซึ่งถ้ามองไม่เห็นของที่ติดคออยู่ในปากลูก ไม่ควรเอามือล้วงเข้าไป เพราะอาจจะดันให้สิ่งของลึกลงไปอีกได้ มีวิธีช่วยลูกได้คือ

1.วางเด็กคว่ำลงบนท้องแขน โดยให้มือรองศีรษะในลักษณะที่ลำตัวอยู่สูงกว่าศีรษะ

2.ใช้ฝ่ามือเคาะหลังระหว่างกระดูกสะบักสองข้าง 4 ครั้งติดต่อกัน

3.พลิกเด็กนอนหงายบนท้องแขน และรองท้องแขนด้วยตัก โดยให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าลำตัว

4.กดกลางหน้าอกด้วยนิ้ว 2 นิ้ว (บริเวณกึ่งกลางระหว่างหัวนมทั้ง 2 ข้างลงมา) และทำซ้ำ 2 ขั้นตอนจนกว่าของที่ติดอยู่จะหลุดออกมา

5.สังเกตการหายใจอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา หาก เด็กหมดสติ ให้เป่าปากสลับกับเคาะหลัง และกดหน้าอก ซึ่งถ้าทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้วยังไม่ได้ผล ควรนำตัวลูกส่งโรงพยาบาล หรือแจ้งหน่วยฉุกเฉิน 1669

ส่วนอุบัติเหตุจากการจมน้ำ โดยเฉพาะในอ่างอาบน้ำในบ้านตอนที่คุณแม่เผลอ หรือไม่ทันระวัง ลูกอาจลื่นจนจมน้ำได้ อย่ามัวแต่ตกอกตกใจ รีบอุ้มลูกขึ้นจากน้ำแล้วปฏิบัติดังนี้

1.ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง

2.ให้เด็กนอนราบ กดหน้าผากและเชยคางขึ้นอย่างเบามือ เพื่อเปิดทางเดินหายใจ

3.หากเด็กหยุดหายใจ หรือหายใจผิดปกติ ควรช่วยหายใจด้วยการใช้ปากของพ่อหรือแม่ครอบจมูกและปากของเด็ก เป่าลมเบาๆ นานครั้งละ 1-2 วินาที ประมาณ 2 ครั้ง พร้อมกับสังเกตดูว่าหน้าอกของเด็กขยายเมื่อเป่าลมหรือไม่

4.ถ้าเด็กไม่หายใจแต่มีชีพจร ให้เป่าปากต่อประมาณ 20 ครั้งต่อนาที

5.กรณีที่ไม่หายใจและไม่มีชีพจร ต้องกระตุ้น การเต้นของหัวใจ โดยใช้วิธีการปั๊มหัวใจ โดยส่วนใหญ่เด็กวัยขวบปีแรก ให้ใช้นิ้ว 2 นิ้วกดกึ่งกลางระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง จนกระดูกหน้าอกยุบลงประมาณ 1-1.5 นิ้ว กดหน้าอก 5 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 1 ครั้ง

6.เอาน้ำออกจากกระเพาะอาหาร ด้วยการ ใช้มือสอด และพยุงบั้นเอวของเด็กแล้วยกเอวขึ้นให้อาเจียนน้ำออกมา เพื่อกระตุ้นการหายใจ การไหลเวียนเลือด และฟื้นฟูสภาพหลังจมน้ำ ขั้นตอนนี้ทำเมื่อลูกฟื้นแล้วหรือหลังจากการกระตุ้นการหายใจด้วยการปั๊ม หัวใจ

7.เมื่อเด็กหายใจเป็นปกติแล้ว ควร เปลี่ยนเสื้อผ้า และเช็ดตัวให้แห้ง ให้เด็กนอนคว่ำแล้วตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันการอาเจียนจนสำลัก จากนั้นจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล

หากทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้วลูกยังไม่มีอาการตอบสนอง ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล และระหว่างทางควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นไปพร้อมกัน.

เครดิต  women.sanook

ยาคุมฉุกเฉินป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างไร?

June 3rd, 2009 by womenblogs

ยาคุมฉุกเฉินป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างไร?

การ ออกฤทธิ์ของยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินนั้นมีลักษณะเดียวกัน กับยาเม็ดคุมกำเนิดแบบธรรมดา จากการศึกษาเชิงสถิติพบว่ายาคุมฉุกเฉินมีการทำงานหลายอย่างพร้อมๆกัน อาทิเช่น ขัดขวางการตกไข่ , ทำ ให้การตกไข่ช้าลงกว่าเดิม , ขัดขวางการปฏิสนธิโดยสร้างเมือกขึ้นในท่อ นำไข่ ทำให้อสุจิและไข่เคลื่อนที่เข้าหากันลำบากขึ้น , ขัดขวางการฝังตัว ของไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว เป็นต้น กลไกการทำงานหลายทางนี้ทำให้ยา คุมฉุกเฉินมีประสิทธิภาพในการ ป้องกันการตั้งครรภ์ค่อนข้างสูงถ้าใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินจริงๆเท่านั้น

เครดิต women.sanook