วัฒนธรรมการทำงาน

November 27th, 2009 by womenblogs

วัฒนธรรมการทำงาน
                     
ที่มีประโยชน์มหาศาล

ทำงาน 

     ผมเองคิดมานานแล้วว่าจะเขียนพฤติกรรม หรือวัฒนธรรมการทำงานของสังคมที่ผมเคยทำงาานมา แต่เมื่อเขียนไปแล้ว อ่านยังไงก็เป็นการด่า หรือไม่ก็เป็นการระบายอารมย์ของผมเองในลักษณะการลำเอียง จนผมได้รับ เมลจากพรรคพวกกัน เกี่ยวกับพฤติกรรมการทำงานที่อ่านแล้ว ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกแบบที่ผมว่า จึงขอลอกเอามาให้อ่านกันบ้างจริง ๆ แล้วไม่รู้ว่าใครเขียน ยังไงก็ขอยกความดีนี้ให้นะครับ สำหรับเวอร์ชั่นของผมเองขอให้ผมอ่านคนเดียวไปก่อนนะครับ ถ้ายังไงลดความรุนแรงลงแล้วจะเอามาให้อ่านกันนะครับ ลองอ่านของคนอื่นไปก่อนนะครับ

     1. อย่าเดินไปไหนมาไหนโดยปราศจากเอกสารในมือ คนที่มีเอกสารในมือจะดูเหมือนว่าเป็นคนสำคัญที่กำลังจะเดินทางไปประชุมอะไรสำ คญๆ ซักเรื่อง คนที่เดินไปไหนมาไหนโดยปราศจากเอกสารในมือ จะถูกมองเหมือนว่ากำลังเดินไปหาอะไรกินที่โรงอาหาร หรือคนที่เดินไปไหนมาไหนโดยมีหนังสือพิมพ์ในมือ ก็จะถูกมองเหมือนกำลังจะไปนั่งอ่านมันในห้องน้ำ คุณต้องมั่นใจว่าคุณได้แบกเอกสารกองโตพอประมาณกลับไป(ทำที่)บ้านเพราะมันจะทำให้ทุกคนเข้าใจผิดคิดว่าคุณให้เวลากับงานมากกว่าที่คุณทำจริง

     2. ทำงานกับคอมพิวเตอร์ช่วยทำให้คุณดูยุ่งยิ่งกว่าเดิม เมื่อ่ใดก็ตามที่คุณใช้คอมพิวเตอร์ มันจะสร้างภาพลักษณ์ให้คุณว่าคุณคือคนทำ “งาน” ตัวจริง คุณสามารถทำอะไรก็ได้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เช่น การรับ-ส่ง Email ส่วนตัว การคำนวณสถานะทางการเงินของคุณเอง หรือทำอะไรตามอำเภอใจถึงแม้ว่ามันไม่ได้เกี่ยวของกับงานแม้แต่นิดเดียวเนื่องจากยังไม่มีผู้ใดออกมายืนยันหรือให้ทรรศนคติถึงประโยชน์ที่มีต่อสังคมขอ ง การปฏิวัติเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ แต่มันก็ไม่เลวนะถ้าจะนำมันมาใช้เพื่อการนี้ แต่เมื่อใดก็ตามที่เจ้านายคุณจับได้ว่าคุณกำลังใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในทางที่ไม่ เกี่ยวข้องกับงานเลย ข้อแก้ตัวง่ายๆก็คือ คุณกำลังเรียนรู้การใช้ software ใหม่ด้วยตัวของคุณเอง ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมได้เพียบ

     3 . ทำโต๊ะให้รกเข้าไว้ ผู้บริหารระดับสูงสามารถกลับบ้านได้โดยที่โต๊ะนั้นสะอาด แต่ถ้าพวกเราทำอย่างนั้นบ้างนะเหรอ มันก็ดูเหมือนว่าเราทำงานหนักไม่พอนะสิ พยายามหาเอกสารมากองไว้รอบๆบริเวณที่คุณทำงาน งานของปีที่แล้วก็สามารถนำมากองรวมกันไว้ให้ดูเยอะๆได้นะ การกองควรจะทำให้สูงและกว้าง อ้อ ถ้าคุณรู้ว่าจะมีใครซักคนกำลังจะมาที่โต๊ะคุณ เอาเอกสารที่คุณของการใช้ ไปฝังไว้ซักครึ่งหนึ่งของชั้นเอกสารที่คุณมี จากนั้นก็ทำเป็นค้นหาเอกสารตัวนั้นตอนที่เขามาถึงพอดี

     4. ถ้ามีใครฝากข้อความถึงคุณ อย่าโทรกลับไปเด็ดขาด ไม่มีใครโทรหาคุณเพื่อที่จะเอาอะไรซักอย่างให้คุณโดยไม่ได้หวังอะไรจากคุณ พวกนั้นโทรมาเพราะว่าเขาต้องการให้คุณทำงานให้เขา คุณไม่มีทางรอดแน่ถ้าเป็นอย่างนั้น ตรวจสอบว่าใครบ้างที่ฝากข้อความถึงคุณ ถ้ามีใครฝากข้อความถึงคุณและมันดูคล้ายๆกับว่าเขามาทวงงานที่ค้างเอาไว้ โทรกลับไปหาเขาตอนพักกลางวันระหว่างที่เขาไม่อยู่โต๊ะทำงาน เพราะมันจะดูเหมือนว่า คุณหน่ะทำงานหนักซะเต็มประดา และยังเป็นคนเคร่งครัดในหน้าที่ถึงแม้ว่าคุณจะเจ้าเล่ห์ขนาดไหนก็ตาม ถ้าคุณนำวิธีการตรวจสอบโทรศัพท์และการโทรกลับไปตอนเขาไม่อยู่ไปใช้อย่างฉลาด มันจะเป็นตัวช่วยเพิ่มความได้เปรียบให้แก่ตัวคุณ เพราะผู้ที่โทรมาจะล้มเลิกความตั้งใจหรือหาทางออกทางอื่นที่คุณไม่ต้องเข้าไป เกียวข้องด้วย ข้อความที่ทำให้คุณรู้สึกดีที่สุดก็คือ “ไม่ต้องสนใจข้อความที่ผมฝากไว้นะ ผมจัดการมันเรียบร้อยแล้ว” ถ้าการฝากข้อความนั้นมีการจำกัดจำนวนข้อความ พยายามทำให้มันเต็มอยู่เสมอ ทางหนึ่งที่คุณสามารถทำได้ก็คือการไม่ลบข้อความใดๆออกเลย หรือถ้ามันจะต้องใช้เวลานาน ก็ส่งข้อความหาตัวคุณเองซักสองสามอันซิ คนที่โทรหาคุณก็จะได้ยินเสียงว่า “ขอโทษค่ะ ข้อความเต็มแล้ว” มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นพนักงานที่ทำงานหนักและเป็นที่ต้องการของเพื่อนร่วมงาน

     5. ทำตัวให้ดูเป็นคนหัวแข็งและไม่มีน้ำอดน้ำทน เพื่อทำให้เจ้านายคิดว่าคุณเป็นคนที่ยุ่งอยู่ตลอดเวลา

     6. มาทำงานช้าหน่อย (ใช้ได้กับบางที่เท่านั้น)  ออกจากที่ทำงานช้ากว่าคนอื่นเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เจ้านายยังอยู่ที่ที่ทำงาน ก่อนที่คุณจะออกจากที่ทำงาน คุณอาจจะอ่านนิตยสารหรือหนังสืออื่นๆที่คุณอยากอ่านแต่ไม่สามารถอ่านได้เนื่องจากไม่มีเวลาพอ แต่ต้องแน่ใจว่าคุณเดินผ่านห้องเจ้านายตอนที่คุณจะกลับบ้าน ส่งEmail สำคัญๆในช่วงเวลาที่ชาวบ้านเขาไม่ทำกัน เช่น สามทุ่มครึ่ง เจ็ดโมงเช้าและในวันหยุดต่างๆ

     7. ถ้ามีอะไรผิดปกติ แหกปากออกมาดังๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มีคนอยู่ใกล้ตัวคุณเยอะๆ เพื่อจะทำให้ทุกคนเห็นว่าคุณมีความกดดันสูง

     8. กลยุทธ์การสุม การสุมเอกสารบนโต๊ะอย่างเดียวอาจจะสร้างภาพพจน์ได้ไม่พอ วางหนังสือซักตั้งไว้ที่พื้น ขอยืมมาจากห้องสมุดก็ได้ เลือกที่มันหนาๆอย่างคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์จะดีที่สุด

     9. สร้างคำศัพท์  ไปอ่านหนังสือประเภทนิตยสารคอมพิวเตอร์และหาศัพท์ที่ไม่รู้เรื่อง หรือสินค้าใหม่ๆ แปลกๆ มาคุยกับเจ้านาย จำไว้เลยว่า เจ้านายคุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องที่คุณพูดคุณเพียงแต่ทำให้มันดูน่าประทับใจเท่านั้นเอง

women.mthai

 

ใช้ชีวิตในออฟฟิศให้

November 27th, 2009 by womenblogs

ทุกวันนี้กระแสตื่นตัวเรื่องการดูแลโลกกำลังแทรกซึมเข้ามามีบทบาทต่อเราทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ชีวิตในออฟฟิศ ขอบอกเลยว่าเอ๊าต์เรื่องอะไรเอ๊าต์ได้ แต่ถ้าพลาดเทรนด์นี้ไป นอกจากไม่เก๋แล้วยังถือว่ารังแกสิ่งแวดล้อมอีกต่างหาก

คอมพิวเตอร์

     รักคอมพิวเตอร์ให้ถูกทาง

จอคอมพิวเตอร์เป็นส่วนที่กินไฟมากที่สุด ประมาณ 60% ของพลังงานที่ใช้ในคอมพ์ทั้งหมด รองลงมาคือฮาร์ดดิสก์และซีพียู กินไฟอย่างละ 20% เราช่วยลดพลังงานไฟฟ้าขณะใช้คอมพิวเตอร์ได้โดย
 
+ หันมาค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตจากเว็บไซต์รุ่นน้องของกูเกิ้ลอย่าง www.blackle.com เพราะมีหน้าเว็บเพจเป็นสีดำสนิท ซึ่งช่วยประหยัดไฟได้มากกว่า แถมยังช่วยถนอมสายตาด้วย
+ จำไว้ว่าการตั้งสกรีนเซฟเวอร์ไม่ช่วยประหยัดไฟ ถ้าอยากประหยัดไฟและถนอมจอ เมื่อเปิดคอมพ์ทิ้งไว้ให้ตั้งการปิดการทำงานหน้าจอ (turn off monitor, display sleep) ที่ช่วยประหยัดไฟได้มากถึง 95%

Did you know?
     เราต้องใช้ต้นไม้กว่า 1 เอเคอร์ (ประมาณ 4,000 ตารางเมตร) เพื่อดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเปิดคอมพ์ทิ้งไว้แค่ 6 เครื่อง

     ซีดี ดีวีดี = ขยะพลาสติก

ลดการใช้แผ่นซีดีหรือดีวีดีที่เป็นขยะพลาสติก โดย หันมาใช้ Thumb Drive หรือ ฮาร์ดดิสก์แบบพกพา แม้แต่การเซฟผ่าน เครื่องเล่น MP3 ไอพ็อด โทรศัพท์มือถือ ส่งผ่านอีเมล ก็เป็นการช่วยโลกของเราได้ทั้งนั้น แต่หากจำเป็นต้องการใช้จริงๆ ซีดีหรือดีวีดีชนิด Rewriteable ที่สามารถเขียนข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปอีกได้จะคุ้มค่ากว่าซีดี / ดีวีดี แบบธรรมดาที่ใช้บันทึกข้อมูลได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
 

     นวัตกรรมหมึกพิมพ์ไม่เปื้อนโลก

ตอนนี้ต่างชาติกำลังให้ความสนใจกับการรณรงค์ใช้ หมึกพิมพ์จากธรรมชาติ หรือที่รู้จักกันดีว่า “Soy Ink” แทนการใช้หมึกเคมีที่ผลิตจากปิโตรเลียม โดยหนังสือพิมพ์ในอเมริกาเลือกใช้หมึกพิมพ์นี้ในกระบวนการผลิตทั่วประเทศกว่า 90%

Soy Ink นี้เป็นผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซลโดยแท้ เพราะ ทำมาจากน้ำมันถั่วเหลือง ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเยื่อบุโพรงจมูก ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง เพราะไม่มีกลิ่นฉุนจากสารเคมี ย่อยสลายเองได้ 100% (ช่วยให้กระบวนการรีไซเคิลกระดาษง่ายขึ้น) เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ก็ไม่ทำให้หมึกเปรอะเปื้อนมือด้วย

น่าเสียดายที่ปัจจุบันนี้การใช้หมึกพิมพ์ถั่วเหลืองนี้ยังจำกัดอยู่ในวงการสื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น สำหรับเครื่องพริ้นเตอร์ในออฟฟิศทั่วไปคงต้องอดใจรอกระบวนการพัฒนาอีกสักนิด แต่ก็น่าดีใจที่คนไทยผลิตหมึกพิมพ์รักษ์โลกนี้ได้เองแล้ว สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.soyink.co.th

เฟอร์นิเจอร์ ไม้


     เฟอร์นิเจอร์รักษ์โลก

วิธีนี้ช่วยลดการเพิ่มขยะให้สังคมได้เป็นอย่างดี โดยกำลังได้รับความสนใจอย่างมากในสหรัฐอเมริกา ทำให้มีเว็บไซต์เพื่อขายของใช้สำนักงานที่ใส่ใจโลกอยู่เพียบ ออฟฟิศไหนสนใจทำตามเป็นแบบอย่างที่ดี คลิก

www.thegreenoffice.com, www.conservatree.org, http://theofficesupplycloset.btobsource.com

ในบ้านเราก็มีผลงาน การออกแบบ Green Product จากฝีมือคนไทยที่เสกวัสดุเหลือใช้ไม่มีค่าให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ กับเขาเหมือนกัน ที่สำคัญ ของตกแต่งภายในเหล่านี้เก๋และมีรายละเอียดของงานดีไซน์แบบ Eco-Design อยู่เต็มดีกรี ตัวอย่างเช่นผลงานของ ดร.สิงห์ อินทรชูโต อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหัวหน้าออกแบบและหุ้นส่วนแบรนด์ Osisu (โอ้…ซิสุ) สนใจไปดูแค็ตตาล็อกได้ที่ www.osisu.com สั่งซื้อโทร. 0-2968-1900

     ใช้กระดาษรีไซเคิล

“กระดาษรีไซเคิล” ในที่นี้หมายถึงกระดาษใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายและผลิตเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ โดยวิธีการผลิตนี้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าการผลิตกระดาษใหม่ถึง 4 - 5 เท่าเพราะกระดาษรีไซเคิล 1 ตันสามารถรักษาชีวิตต้นไม้ไว้ได้ถึง 24 ต้น ลดการใช้น้ำได้ 50% และลดการใช้พลังงาน ซึ่งเพียงพอต่อการเปิดไฟในบ้านให้สว่างได้ถึง 6 เดือนเลยทีเดียว

สนใจกระดาษรีไซเคิลในบ้านเราโทร. 0-2689-8999 (บริษัทไอ.เจ. สยาม จำกัด)
อีกวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดการใช้กระดาษได้แน่ๆ คือ ใช้อีเมลแทนการส่งแฟกซ์หรือจดหมายนั่นเอง

women.mthai

6 ประโยคที่ไม่ควรพูดในที่ทำงาน

November 27th, 2009 by womenblogs

ทำงาน

จากซูแซนน์ เบตส์ ผู้เขียนหนังสือ Speak Like a CEO และโดนัลด์ ทรัมป์ จากเว็บไซต์ http://www.trumpuniversity.com


1. “นั่นไม่ใช่งานของดิฉัน / ผม”
เหตุผล: ถ้าเป็นการโยนงานมาจากเจ้านาย ก็แปลว่านายต้องการความช่วยเหลือจากคุณนั่นแหละ รับทำเพื่อเก็บเป็นโปรไฟล์ที่ดีติดตัวไว้เถอะ

 

สิ่งที่ควรพูดที่สุด: อย่าเพิ่งปฏิเสธเจ้านาย (หรือใครก็ตาม) แบบมะนาวไม่มีน้ำ ถ้าทำไม่ไหวจริงๆ ควรออกตัวด้วยประโยคทำนองว่า ตอนนี้มีงานหลายชิ้นที่ยังไม่เสร็จ เกรงว่าหากมีงานใหม่เข้ามาอาจทำให้ส่งงานช้าลง หรือหากทำเร็วกว่ากำหนดคุณภาพอาจไม่ดีพอ จากนั้นเจรจาขอให้เจ้านายลดงานเก่าที่คั่งค้างอยู่ หรือเลื่อนกำหนดส่งออกไป เป็นต้น

2. “ฉันมีเรื่องจะเมาท์”
เหตุผล:
คงไม่ดีแน่หากชื่อเสียงของคุณจะเป็นที่โจษจันไปทั่วออฟฟิศว่าคุณเป็นเจ้ากรมข่าวลือ และชอบแอบเมาท์แทงคนอื่นลับหลังประจำ
สิ่งที่ควรพูดที่สุด: เข้าใจว่าความคันปากไม่เข้าใครออกใคร แต่ถ้าพูดไปแล้วไม่มีประโยชน์ สู้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานไม่ดีกว่าหรือ

3. “ฉันมีไอเดียหนึ่งอยากจะแชร์ แต่อาจฟังดูโง่ๆ คือว่า…”
เหตุผล: การพูดออกตัวเช่นนี้ถือเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือในสิ่งที่กำลังจะพูด
สิ่งที่ควรพูดที่สุด: ตัดคำพูดออกตัวที่อาจฟังดูติดลบออกไป แล้วให้ลุยในเรื่องที่อยากจะพูดอย่างมั่นใจที่สุด

4. “ฉันไม่มีเวลาพูดกับเธอหรอกนะ”
เหตุผล: เป็นประโยคที่ฟังหยาบคาย (ไม่) ได้ใจมากๆ ไม่เหมาะทั้งพูดต่อหน้าและทางโทรศัพท์
สิ่งที่ควรพูดที่สุด: เดี๋ยวนะเธอ ฉันใกล้จะเสร็จงานนี้แล้ว อีกสัก 10 นาที (หรือเท่าไรก็ว่าไป) เราค่อยคุยกันไหม

5. “ทำงานมาตั้งหลายปี ไม่เห็นขึ้นเงินเดือนให้เสียที”
เหตุผล:
การพิจารณาขึ้นเงินเดือน เจ้านายไม่ได้เอาอายุงานมาเป็นเครื่องวัด หากประเมินกันที่ผลงานมากกว่า
สิ่งที่ควรพูดที่สุด: หากได้โอกาสเหมาะและอยากจะพูดเรื่องนี้จริงๆ ควรนำผลงานชิ้นโบแดงมาสนับสนุนด้วย จะทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น

6. “ไล่ดิฉัน / ผมออกสิ แล้วคุณจะเสียใจ”
เหตุผล:
เป็นประโยคที่บ่งชี้ว่าคุณใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เพราะมีเจ้านายจำนวนหยิบมือ (หนึ่งเปอร์เซ็นต์หรือน้อยกว่า) ที่จะเสียใจจริงดังว่า ฉะนั้นการพูดออกไปจะมีโอกาสเสี่ยงถูกเจ้านายอัปเปหิตามคำขอสูงทีเดียว
สิ่งที่ควรพูดที่สุด: ควรคิดก่อนพูด อย่าทะนงตนว่าคุณทำงานเก่ง เพราะการอยู่ร่วมกันในที่ทำงานนั้นมีเส้นบางๆ ที่แบ่งบทบาทและความรับผิดชอบชัดเจน ถ้าคุณล้ำเส้น อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้

women.mthai

Fresh กับงาน จนต้องร้อง Wow!

November 27th, 2009 by womenblogs

สาวออฟฟิศ ทำงาน

     Career woman คนใดที่ต้องใช้เครื่องดื่มผสมกาเฟอีนคอยปลุกให้ตื่นตัวเวลามึนตึ้บกับงานคงดีใจถ้ารู้ว่าต่อจากนี้ชีวิตจะมีทางเลือกใหม่ใช้เรียกความกระปรี้กระเปร่าระหว่างทำงานแบบปลอดสารกาเฟอีนได้ชะงัด

 

     เปลี่ยนบรรยากาศกันดีกว่า

ปรับแสงอีกนิด สาเหตุสำคัญของอาการง่วงหงอยก็คือบริเวณโต๊ะทำงานอันดูอึมครึมนี่แหละ ปรับมู่ลี่หรือม่านบังแดดออกรับแสงสว่างจากธรรมชาติเสียบ้าง เพราะ
ร่างกายของเราจะตื่นตัวในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ
กลิ่นบำบัด ผลการวิจัยของศาสตราจารย์เกย์ ไคล์ (Gaye Kyle) แห่งมหาวิทยาลัย Thames Valley University ประเทศอังกฤษพบว่า กลิ่นน้ำมันหอมระเหยของดอกลาเวนเดอร์จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและช่วยให้มีสมาธิในการทำงานมากยิ่งขึ้น

     ลุยงานหนัก…แต่ไม่ยักเครียด

เริ่มต้นด้วยงานยากที่สุดของวันก่อน เพราะในช่วงเช้าสมองจะโปร่งโล่งพร้อมรับงานที่มีรายละเอียดซับซ้อนได้ดีกว่าช่วงบ่าย และเมื่องานนั้นเสร็จ คุณก็จะได้สะสางงานอื่นๆ ในช่วงสายของวันแบบไม่กดดัน
ช่วยผู้อื่นเพิ่มความสุข จูดิธ ออร์ลอฟฟ์ นักจิตวิทยาในแอลเอและเจ้าของหนังสือ “Positive Energy: 10 Extraordinary Prescriptions for Transforming Fatigue, Stress, and Fear into Vibrance, Strength, and Love” ระบุว่า การอาสาทำงานแทนเพื่อนบางโอกาสโดยเฉพาะในงานที่คุณไม่เคยทำมาก่อนและต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษจะทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นประหนึ่งเพิ่งเริ่มงานใหม่ ที่สำคัญ ช่วยแก้เบื่อได้ชะงัดนัก (แต่แน่นอนว่าต้องไม่ส่งผลกระทบต่องานของคุณด้วยนะ)

     เคี้ยว - กลืนเรียกพลัง

เมนูสโนไวท์ ในแอ๊ปเปิ้ลมีน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวสูง ช่วยกระตุ้นความสดชื่นให้ร่างกาย แถมยังย่อยง่าย ร่างกายจึงสามารถดึงพลังงานออกไปใช้ได้แบบไม่ต้องรอ
ถั่วชูกำลัง จะถั่วไฮโซหรือโลโซก็เป็นแหล่งสะสมโปรตีนชั้นเลิศทั้งสิ้น ว่ากันว่าช่วยเพิ่มพลังงานในร่างกายได้ดีสุดๆ
เครื่องดื่มถ้วยโปรด ดื่มชาเขียวก่อนมื้อเที่ยงจะทำให้ร่างกายหลั่งน้ำย่อยและระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพขึ้น ช่วยให้ไม่รู้สึกอึดอัดในตอนบ่าย

 

women.mthai

เคล็ด (ไม่) ลับ พิชิตงานใหม่

November 27th, 2009 by womenblogs

     เศรษฐกิจขาลงอย่างนี้ ตัวเลขคนว่างงานพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ความยากในการหางานใหม่ก็ทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว เราเลยรีบหยิบเทคนิคหางานให้รุ่งมาฝากกันโดยพลัน

 

  หาตัวช่วย
     หน้าคลาสสิฟายด์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับล้วนเป็นเป้าหมายของคนหางานทั้งสิ้น ฉะนั้นการมองหาตัวช่วยอื่น เช่น การขอข้อมูลตำแหน่งว่างจากเพื่อนที่เป็นคนวงในบริษัทที่คุณหมายปอง จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์เข้าถึงงานได้ดีกว่าการหว่านสมัครไปทั่วราชอาณาจักร
     แต่ถ้าเพื่อนเก่าก็ไม่ค่อยมี ก็ต้องหัดใช้ประโยชน์จากงานสังคม เช่น ปาร์ตี้วันเกิดเพื่อน งานเลี้ยงส่งเพื่อนร่วมงาน งานแต่งงานเพื่อน ฯลฯ เพื่อสร้างคอนเน็กชั่นกับคนใหม่ๆ เอาไว้บ้าง เผื่อวันหน้าวันหลังจะได้เป็นช่องทางดีๆ ในการหางานใหม่ไงล่ะ

  อย่ายึดติด
     สมมติว่างานที่คุณทำอยู่ตอน นี้คือหัวหน้าฝ่ายการตลาด แล้วอยากเปลี่ยนงานใหม่ แต่บังเอิญไม่มีบริษัทไหนเปิดรับตำแหน่งนี้เลย ก็ควรลองมองหางานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไปพลางๆ เช่น ไปสมัครเป็นอาจารย์สอนวิชาด้านการตลาด หรือหากใครที่เป็นพนักงานธนาคารก็อาจหางานที่เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน เป็นต้น

  เบนเข็มไปเลย
     ถ้าคุณพร้อมจะเปลี่ยนแปลง คิดว่าตัวเองมีศักยภาพในการเรียนรู้สิ่งใหม่และมุ่งมั่นจะทำสิ่งนั้นให้ดีขึ้นได้ ควรเทคคอร์สอบรมเพื่อเพิ่มความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพใหม่ โดยเฉพาะงานที่ส่อแววว่าจะเติบโตขึ้นชนิดสวนกระแสเศรษฐกิจตกต่ำ เช่น งานเกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ หรือลองหาข้อมูลของ “โครงการต้นกล้าอาชีพ” ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนชัดเจนมากในเรื่องการส่งเสริมให้คนมีงานทำ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1111 หรือ
www.tonkla-archeep.com

  ยินดีรับงานใหม่
     ไหนๆ ก็ไปสมัครและสัมภาษณ์ตำแหน่งงานที่แม้ไม่โดนใจคุณมากนัก อาจเพราะเป็นงานชั่วคราวที่ต้องต่อสัญญาระยะสั้น 3 เดือน 6 เดือน ซึ่งนายจ้างจะคอยติดตามผลงานของคุณเป็นระยะๆ หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม นาทีนี้ได้งานอะไรก็ต้องคว้าเอาไว้ก่อน เพราะอย่างน้อยจะได้นำเงินเดือนมาซัพพอร์ตค่าครองชีพ แต่ในระหว่างทำงานก็ควรเต็มที่กับงานนั้นๆ และต้องไม่ปล่อยให้เวลาของการหางานใหม่ผ่านไปอย่างไร้ค่าเช่นกัน

NOTE: เชื่อหรือไม่ การบอกปากต่อปากอย่างเช่นจากคุณไปยังเพื่อนๆ ในกลุ่มให้ช่วยกระจายข่าวว่าคุณ (ผู้ที่มีโปรไฟล์การทำงานที่ดี) กำลังหางานทำ นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เพิ่มโอกาสการหางานได้มากถึงร้อยละ 40 ทีเดียว

women.mthai

ไอเดียแก้วิกฤติในออฟฟิต จากหนังดัง

November 27th, 2009 by womenblogs

มาทำงานสายเพราะฝนตก ทำกาแฟหกเลอะชุดสวย แถมโดนเร่งให้ทำงานด่วนจนหัวหนัก มึนตึ้บเหมือนต้องเทินกระสอบทรายเอาไว้ตลอดเวลา !!

     ถ้าคุณรู้สึกล้ากับการทำงานขนาดนี้ ก่อนกลับบ้านลองแวะร้านเลือกเช่าดีวีดีไปหย่อนใจ เพื่อชาร์จพลังทำงานให้เต็มปรี่อีกครั้งดีกว่า

 โดนเจ้านายหัวงูกุเรื่องเชิงชู้สาว
เจอข่าวกอสสิปต่างๆ จนแทบอยากจะลาออก

“Nine to Five”  (1980)
     เรื่องราวของ 3 สาวที่โดนเจ้านายสุดแสบ กุเรื่องว่ามีความสัมพันธ์ลับกับพวกเธอ ทำให้มีข่าวกอสสิปแพร่สะพัดไปทั่วทั้งบริษัท จนถูกเพื่อนร่วมงานค่อนขอดอยู่ตลอด นานวันเข้าแก๊งค์ 3 สาวออฟฟิศ ก็เกิดอาการอดรนทนไม่ได้ขอรวมหัวแก้เผ็ดเจ้านายร้ายๆ แบบเผ็ดร้อนดูสักที
     ดูแล้วอาจขำจนน้ำตาเล็ด จนลืมเรื่องเครียดๆ ของตัวเอง หรือไม่แน่อาจปิ๊งไอเดียหาทางออกได้ในกรณีที่คุณกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาแบบนี้ในชีวิตจริง……. Girl Power!!

 

Bridget Jones’s diary“Bridget Jones’s diary” (2001)
     หากใครรู้สึกลำบากใจและคิดดีแล้วว่าจะลาออกจากที่ทำงานขอแนะนำฉากเด็ดของบริดเจ็ทในภาคแรก เธอลาออกจากที่ทำงานมาอย่างเริ่ด เชิด และสวยงาม ด้วยเหตุว่าทนไม่ได้ที่ถูกหลอกและทำร้ายจิตใจจากการที่ไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเจ้านายตัวแสบจอมเจ้าชู้ ลองศึกษาวิธีพูดลาออกอย่างไรให้สมศักดิ์ศรีพร้อมกับทำให้คุณดูดีอย่างบริดเจ็ท แล้วลองนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ของคุณดูสิ

 

 

Two weeks Noticeทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานเพราะแนวคิดไม่ตรงกัน
“Two weeks Notice” (2002)
     เรื่องราวที่มักจะพบในชีวิตจริง เมื่อแต่ละคนมีทัศนคติในเรื่องงานไม่ค่อยจะตรงกัน เหมือนลูซี่ทนายสาวเจ้าอุดมการณ์ กับจอร์จ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่นึกถึงแต่ผลประโยชน์เป็นหลัก ที่จับพลัดจับผลูได้มาร่วมงานกัน ดูเรื่องนี้แล้วอาจจะทำให้คิดบวกและสบายใจกับเพื่อนร่วมงานมากยิ่งขึ้นเพราะสุดท้ายเราอาจพบว่าทุกคนมีมุมดีๆ อยู่ในตัว เพียงแต่เราจะรู้จักมองให้เห็นเท่านั้น

 

 

To Sir, with loveไม่ได้รับความร่วมมือจากเพื่อนในทีมต้องแก้ปัญหาจุกจิกต่างๆ จนแทบถอดใจ
“To Sir, with love” (1967)
     นับเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ให้กำลังใจคนที่กำลังท้อแท้ในการทำงานอย่างแท้จริง เมื่อมาร์คคุณครูคนใหม่เข้ามาสอนหนังสือที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในลอนดอน ซึ่งมีแต่เด็กมีปัญหาและดื้อรั้น ขนาดครูคนไหนๆ ก็ส่ายหน้า เขาต้องเจอกับเรื่องชวนปวดหัวจนเกือบลาออกไปสมัครงานที่อื่น แต่กลับฮึดสู้อีกครั้งเพราะเหตุผลที่ว่าไม่อยากยอมแพ้และต้องการช่วยเหลือเด็กเหลือขอ(ในสายตาคนอื่น) ให้สามารถมีอนาคตที่ดีได้ 
     หนังเรื่องนี้จะช่วยให้คุณคิดบวกกับงานที่คุณทำมากขึ้น และมีกำลังใจสู้เมื่อเจอปัญหารุมเร้าหนักๆ

 

27 Dressesปฏิเสธเจ้านายไม่เป็นจนทำให้เหนื่อยจากการทำงานเกินไป
“27 Dresses” (2008)
     หากคุณกำลังทำงานอย่างหัวปักหัวปำ เพราะเหตุผลที่ว่า ปฏิเสธคนไม่เป็นหรือเกรงใจเจ้านาย ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้คุณเห็นภาพชัดเจนว่า การทำงานตามใบสั่งมากเกินไปนั้น ผลลัพธ์ได้ นอกจากความเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแล้ว ความเคารพในตัวเองยังอาจขาดหายไปเลย 
     นางเอกของเรื่องนี้เป็นเลขาฯ ที่หลงรักเจ้านายจนยอมรับใช้เขาไปเสียทุกเรื่อง แต่นอกจากไม่ได้ความรักตอบแล้ว ยังไม่ส่งผลดีกับเธอเลยสักนิด ดูไว้เพื่อเตือนตัวเองให้จัดสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ

 

Working Girlแม้จะทำงานหนักแค่ไหน เจ้านายกลับได้หน้าจากผลงานของเราตลอด
“Working Girl” (1988)

     เรื่องราวของเลขาฯสาวที่ต้องทำงานแทนเจ้านายซึ่งบังเอิญประสบอุบัติเหตุแถมทำได้ดีกว่าเจ้านายเสียด้วย แต่ทุกคนกลับคิดว่าผลงานที่เยี่ยมยอดนั้น เป็นเพราะฝีมือการบริหารจัดการของเจ้านายตัวดีเสียนี่ ในหน้าเมื่อความจริงถูกเปิดเผย เรื่องราวจบลงอย่างแฮปปี้ นั่นคือ คนขยันและมีความสามารถย่อมพิสูจน์ตัวเองกับทุกสถานการณ์ได้เสมอ แต่สำหรับในชีวิตจริงเราคงไม่ต้องรอวันฟ้าเป็นใจขนาดนั้น แค่เพียงรู้จักแสดงให้เจ้านายและเพื่อนร่วมงานเห็นความสามารถที่แท้จริงในเวลาที่เหมาะสม เช่น เวลาประชุมหรือโอกาสที่ได้รับมอบหมายงานใดงานหนึ่งเป็นพิเศษ

 

ตกงานมาพักใหญ่จนเริ่มหมดกำลังใจ
“Tootsie” (1982)
     คลายเครียดไปกับเรื่องราวกล้าบ้าบิ่นของพระเอกตกกระป๋องผู้ทำทุกวิธีเพื่อให้ได้เงินและได้ทำงานการแสดงที่ตัวเองรัก ถึงขนาดยอมลงทุนแปลงโฉมจากชายให้กลายเป็นหญิงเพื่อไปออดิชั่นจนได้รับบทนั้นขึ้นมาจริงๆ และโด่งดังเป็นพลุแตก หนัง
Erin Brokovichเรื่องนี้เรียกกำลังใจได้มากขึ้นเป็นกอง นอกจากขำท้องคัดท้องแข็งไปกับความตลกแล้ว ยังได้คิดว่าความมุ่งมั่นไม่ท้อถอยต่อโชคชะตามักเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จในที่สุด

 

“Erin Brokovich” (2000)
     หนังเรื่องนี้เด่นและดังมากเรื่องความเก่งของผู้หญิง เพราะอีรินสอนให้สาวๆอย่างเรารู้ว่า…..
1.  ความแกร่ง และกล้าทำในสิ่งที่ถูก ทำให้คนเราไม่รู้จักคำว่า “ตกอับ” หรือ “จนมุม”
2.  แม้จะจนหนทางบ้างในบางครั้ง แต่จำไว้เสมอว่าอุปสรรคก็ถือเป็นสีสันของชีวิตและทำให้เราเก่งขึ้น
3.  อย่ายอมแพ้กับคำสบประมาทจากคนรอบข้าง

 

The Officeอยู่ในฐานะน้องใหม่ต้องปรับตัวเข้ากับที่ทำงาน
“The Office” (2005)

     ซีรี่ส์เสียดสีแนวขำขันที่สร้างมาเอาใจคนทำงาน ดูง่าย สนุก และสอนให้เรียนรู้สิ่งละอันพันละน้อยในที่ทำงาน ตั้งแต่เพื่อนร่วมงานอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เพื่อนร่วมงานที่มีความสามารถแต่ขาดมนุษยสัมพันธ์ หรือเพื่อนร่วมงานที่เถรตรงเป็นที่สุดฯลฯ รับรองว่าดูแล้วอารมณ์ดี ไม่มีเครียด แถมมีประโยชน์ในแง่ที่ช่วยเป็นคู่มือรับมือกับปัญหาต่างๆ ช่วยสอนให้คุณเป็นเพื่อนร่วมง่านที่ดีและเป็นมืออาชีพในที่ทำงานได้อีกด้วย

women.mthai

7 ไอเดีย แต่งห้องทํางาน

November 27th, 2009 by womenblogs

7 ไอเดีย แต่งห้องทํางาน

     สภาพแวดล้อมดีๆ ช่วยให้สมองเกิดความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ และจินตนาการได้มากขึ้น การได้ทํางานที่เรารัก และ รักงานที่กําลัง ทําอยู่ นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลงานได้ดีแล้ว สภาพแวดล้อมการทํางานยังช่วยผลักดันให้สมองเกิดความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ และจินตนาการ ได้มากขึ้น ที่สําคัญคือความสุขในการนั่ง ทํางานได้ตลอดทั้งวัน

    
HD จึงรวบรวมบางส่วนของไอเดียเก๋ๆ ในการแต่ง ห้องทํางาน จากกิจกรรมที่บริษัท บีบีดีโอ กรุงเทพ ผู้สร้างสรรค์งานโฆษณาดีๆ มากมายได้ให้พนักงานบริหารสมอง มาออกแบบโต๊ะทํางานตัวเองด้วยสีสัน และสไตล์ใหม่ๆ ชนิดไม่เสียชื่อคนทําโฆษณากันเลย ใครปิ๊งไอเดียไหน ก็ลองเลือกกันไป หรือจะขอเข้าไปดูสถานที่จริงกันได้ที่ชั้น 18 อาคารอื้อจือเหลียง…รับรองว่า อึ้งแน่นอน

ห้องทำงาน ออฟฟิศ

 

1. เท่ด้วย Pixels
   ห้องของคนทําศิลปะ เท่ด้วยการนําโทนสีขาว และสีดํามาใช้ผสมผสาน โดยโต๊ะที่ต้องการใช้แสงเน้นด้วยสีขาวสว่างตา ตัดกับเก้าอี้สีดําเข้ม ที่น่าสนใจคือภาพกราฟิกด้านหลัง ซึ่งสามารถ นําแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดมาตัดเรียงต่อเป็นใบหน้า เจ้าของห้องคล้ายภาพ Pixels น้อยๆ จาก จอคอมพิวเตอร์

ห้องทำงาน ออฟฟิศ

 

2. เส้นสายเรขาคณิตแบบ Bauhaus
   ห้องครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ นําความประทับใจในแนวคิดสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เน้นเส้นสายเรขาคณิตของสถาปนิกชาวเยอรมัน Walter Gropius ผู้ก่อตั้ง Bauhaus โรงเรียนสอนสถาปัตยกรรม มาสู่เส้นสายและสีสันหลักของห้องทํางานนี้ทั้งสีพื้น ผนัง ตู้บิลท์อิน และภาพเขียน นอกจากได้ชื่นชมงานดีไซน์ที่ชอบแล้ว ยังสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจอื่นๆ ที่ตามมาได้ด้วย

ห้องทำงาน ออฟฟิศ

 

3. คนรักทะเล
   โต๊ะทํางานสมัยใหม่อาจดูแห้งแล้งเกินไปสําหรับคนรักธรรมชาติ ถ้าอยากได้มุมทํางานที่ชวนผ่อนคลายมากขึ้น ลองใช้งานไม้ทาสีเก่ามาปิดหน้าบานประตูตู้แทนลามิเนตทั่วไป พร้อมประดับภาพวันท่องเที่ยวของคุณ เสริมอีกนิดด้วยตู้ปลาขนาดเล็ก อาจช่วยให้งานสร้างสรรค์คล่องตัวมากขึ้น

ห้องทำงาน ออฟฟิศ

 

4. ทันสมัยสไตล์คนเมือง
   ความโฉบเฉี่ยว เปรี้ยว เก๋ ทันสมัย มักเป็นสไตล์นิยมของคนเมือง ถ้าคุณชอบแนวนี้อยู่แล้ว ก็แต่งห้องทํางานเน้นให้เริ่ดแบบสุดๆ เริ่มจากสกีมสีขาว-ดํา อุปกรณ์เครื่องสํานักงานที่เน้นเส้นสายโมเดิร์นบอกถึงดีไซน์จากเทคโนโลยี และบนโต๊ะต้องเนี้ยบด้วยของน้อยชิ้น เพื่อพื้นที่โปร่งๆ ของการทํางาน

ห้องทำงาน ออฟฟิศ

 

5. หวานสไตล์อังกฤษ
   นอกจากจะมีมุมจิบชาสวยหวานสไตล์อังกฤษอยู่ที่บ้านแล้ว เวลาห้องทํางานเปลี่ยนบรรยากาศมาดูสวยหวานแบบอังกฤษก็เก๋ไม่น้อยเลย เหมาะสําหรับคุณผู้หญิงช่างจัดช่างแต่ง เลือกผนังสีชมพูมาสร้างอารมณ์หลัก เสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์เพ้นต์ลายดอกไม้ รวมถึงของใช้ที่ทําให้การทํางานเหมือนนั่งอยู่ที่บ้านตัวเอง

ห้องทำงาน ออฟฟิศ

 

6. ต่อสีด้วยจิ๊กซอว์
   แผ่นรูปทรงจิ๊กซอว์ขนาดใหญ่นี้ช่วยให้งานออกแบบห้องทํางานของคนรักความสนุกสนานมีสีสันขึ้น เพราะสามารถเปลี่ยนบรรยากาศห้องได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่จัดวางเรียงแผ่นเหล่านี้แทนพื้นเดิม กระทั่งผนังหรือหน้าบานตู้และโต๊ะในห้อง

ห้องทำงาน ออฟฟิศ

 

7. ห้องทํางานสีเขียว
   สําหรับคนทํางานที่มีหัวใจรักธรรมชาติ ชอบเข้าป่า ส่องนก กางเต็นท์ และท่องไพร จะลองเปลี่ยนห้องทํางานให้แวดล้อมด้วยสีเขียว พร้อมนําอุปกรณ์ เข้าป่ามาตกแต่งทั้งเก้าอี้ผ้าใบ กล้องส่องนก หรือภาพเกี่ยวกับธรรมชาติ ช่วยบิลท์ถึงวันสนุกๆ หรือสร้างความคึกคักในการทํางานได้เช่นกัน

women.mthai

ดูแลตัวเองในที่ทำงานได้ง่ายนิดเดียว

November 27th, 2009 by womenblogs

รับรองว่าไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เสียเวลา ลองดูวิธีง่ายๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ที่สำคัญว่าถ้าลองได้ทำเป็นประจำแล้ว จะทำให้คุณถอยห่างจากโรคออฟฟิศซินโดรมไปเลย

พิมพ์เอกสารให้เจ้านายทั้งวันจนมือหงิก ปวดข้อแทบเคล็ด

● ลูกโยโย่ช่วยคุณได้ เพียงแค่เล่นโยโย่ในช่วงพักเบรก ก็สามารถช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณมือและข้อมือได้แล้วแถมยังแก้เครียดได้อีกด้วย
>> ใช้เวลาประมาณ 1 นาที


เดินใส่ส้นสูงทั้งวันจนเมื่อยขาและปวดน่องไปหมด

ท่าที่ 1
● ถอดรองเท้า นั่งหลังตรง แยกขาออกพอประมาณ ค่อยๆ จิกปลายเท้าขึ้น - ลงกับพื้น ทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง

ท่าที่ 2
● ถอดรองเท้า เหยียดขาออกไปข้างหน้าให้ตึง วางส้นเท้ากับพื้น ชันส้นเท้าขึ้นทำมุมฉากกับพื้นเท่าที่ทำได้ (กล้ามเนื้อขาจะเกร็งโดยอัตโนมัติ) แล้วค่อยๆ แยกเท้าออกทำมุม 45 องศา
● หันปลายเท้าเข้าหากันจนหัวแม่เท้าทั้งสองข้างแตะชิดกัน ค้างไว้ 3 - 4 วินาที
ทำซ้ำได้ตามต้องการ
>> ทั้งสองท่าใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที

หลังขดหลังแข็งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงจนปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณช่วงท้ายทอย บ่า และหัวไหล่ไปตามๆ กัน ใช้วิธีผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยท่าโยคะอย่างง่าย

ท่าที่ 1 ผ่อนคลายต้นคอ
● เอียงคอสลับไปมาช้าๆ ทั้งซ้าย - ขวา ขึ้น - ลง และหมุนไหล่ไปด้านหน้า - หลัง ทำซ้ำประมาณ 5 ครั้ง

ท่าที่ 2 ผ่อนคลายบ่า หัวไหล่ และกล้ามเนื้อหลังส่วนบน
*อุปกรณ์:
แถบผ้ายาวประมาณ 1 เมตร*
● นั่งหลังตรง ถือแถบผ้ายืดออกเท่ากับความกว้างของช่วงไหล่ชูแขนขึ้นเหนือศีรษะให้สุด
● หายใจเข้า ค่อยๆ ยืดแขนข้ามศีรษะไปข้างหลังจนรู้สึกว่าแขนตึง แล้วค้างไว้ผ่อนลมหายใจออก ทำซ้ำประมาณ 10 - 15 ครั้งหรือจนกว่าจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อค่อยๆ ผ่อนคลาย
>> ทั้งสองท่าใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที

Tips:
     - ควรเลือกเก้าอี้สำนักงานที่มีพนักพิงสามารถปรับระดับความโค้งตามหลังได้ เพราะมีผลการวิจัยออกมาแล้วว่าเก้าอี้ในลักษณะนี้จะช่วยให้กระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะที่เหมาะสมขณะนั่งทำงานและควรหลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้างนานๆ
     - แม้งานจะรัดตัว แต่ควรลุกขึ้นเดินทุกๆ 30 นาทีเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ปรับอิริยาบถ แทนที่จะนั่งในท่าเดิมๆ ติดต่อกันนานหลายชั่วโมง จนเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อบางส่วนตึงเครียด

สาวออฟฟิศ ทำงาน

 

 

มีพรีเซ้นต์งานเช้า ไหนจะต้องเคลียร์งานส่งเจ้านายอีก เครียดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
● ถ้าหลีกเลี่ยงงานหนักๆ หรือความเครียดไม่ได้จริงๆ เบรกความเครียดไว้พักหนึ่ง
แล้วนั่งสูดลมหายใจลึกๆ จิบชาเปปเปอร์มินต์ที่มีสรรพคุณช่วยลดความเครียด ลด
อาการปวดศีรษะ ผ่อนคลายเส้นประสาท ช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้น แล้วค่อยลุกมาสู้งานต่อดีกว่า
>> ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที

Tips: ความเครียดที่สั่งสมในแต่ละวันอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนออฟฟิศหลายคนตกอยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคเส้นเลือดตีบและความดันโลหิตสูงอีกด้วย ดังนั้นควรเพิ่มการรับประทานผักและผลไม้ในแต่ละมื้ออาหารด้วย โดยเฉพาะผลไม้ที่มีเปลือกสีน้ำตาล เช่น องุ่นดำ องุ่นม่วง ซึ่งมีสารแทนนินที่ช่วยบำรุงหลอดเลือดให้แข็งแรง

ไม่อยากเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนวัยอันควร แต่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสหลังเลิกงาน
● เพียงแค่ขยับเขยื้อนร่างกายบ้างระหว่างวัน ประมาณ 20 - 30 นาทีติดต่อกัน เช่น เดินไปส่งแฟกซ์ เดินเร็วไปถ่ายเอกสาร หรือวิ่งขึ้น - ลงบันได ก็ช่วยให้ห่างไกลจากอาการหลอดเลือดหัวใจตีบได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ผ่อนคลายอารมณ์เครียดๆ ได้บ้าง อย่ามัวจับเจ่านั่งทำงานอยู่แต่ที่โต๊ะเลยสาวๆ

ใช้สายตามาก ทั้งงานเอกสาร ดูแลบัญชีตัวเลข หรือนั่งหน้าคอมพ์จนตาพร่ามัว
● ผ่อนคลายและยืดกล้ามเนื้อตาโดยการโฟกัสสายตาไปยังจุดใดจุดหนึ่งที่ไกลพอสมควร หยุดค้างไว้ประมาณ 20 วินาที กลอกลูกตาไปมาตามเข็มนาฬิกา ทั้งขวา - ซ้ายและจากบน - ล่าง ทำซ้ำ 2 - 4 ครั้ง
● ประคบตาด้วยสองมือของเราเอง โดยการถูมือเข้าด้วยกันจนกระทั่งฝ่ามืออุ่น ปิดตาและนาบฝ่ามือลงบนตาทั้งสองข้าง หายใจเข้า - ออกประมาณ 10 ครั้ง แล้วเปิดมือออก ถ้าการถูมือให้อุ่นยังไม่ทันใจ แนะนำให้ใช้ผ้าสะอาดจุ่มลงในน้ำอุ่นแล้วนำมานาบลงบนเปลือกตาที่หลับสนิททั้งสองข้าง ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาทีแทนได้
>> ทั้งสองท่าใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที

มัวแต่เครียดเรื่องงานจนหน้าตาหงิกงอ ไม่สดใส
● บริหารหน้ากันสักหน่อย เพียงแค่หาเวลาเหมาะเจาะ ทางสะดวก มองตัวเองในกระจก ยิ้มให้กว้างที่สุด เลิกคิ้วทั้งสองข้างขึ้นทำซ้ำได้ตามต้องการ จะช่วยให้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้น
● ท่านี้ก็ต้องอาศัยทางสะดวกอีกเช่นกัน เริ่มจากยิ้มกว้าง อ้าปาก เม้มปากบน กระดกลิ้นขึ้นและเกร็งค้างไว้ พร้อมกับแตะปลายนิ้วชี้ - นางตรงเหนือโหนกแก้มขึ้นไป ค่อยๆ ดึงผิวหนังส่วนกระบอกตาล่างลงมาเบาๆ ระหว่างนั้นให้ค่อยๆ หรี่ตาลงจนเกือบปิดสนิทเกร็งค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นลืมตาขึ้นและหรี่ตาซ้ำอีกประมาณ 10 ครั้ง ช่วยลดการบวมของถุงใต้ตาได้
>> ใช้เวลาท่าละประมาณ 2-3 นาที

women.mthai

Manager VS Leader ต่างกันอย่างไร?

November 27th, 2009 by womenblogs

ทำงาน หัวหน้า ผู้จัดการ

     “หัวหน้า” คือ คำหรือตำแหน่งที่ใช้เรียกคนที่เราต้องทำงานภายใต้การควบคุมของเขา ถ้าเป็นคำไทยๆ
ก็คือ “เจ้านาย” นั่นเอง
แต่ในคำว่าหัวหน้าหรือเจ้านาย ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนกัน ครั้งนี้เราจะพูดถึงหัวหน้า 2 ประเภท

     ประเภทแรก เรียกว่า Manager ซึ่งก็คือ ผู้จัดการ หัวหน้าแบบนี้คือ ผู้ที่ทำหน้าที่จัดการเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปตามจุดหมายของงานที่ตั้งไว้ แมเนเจอร์จะเน้นที่ตัวงานเป็นสำคัญ อะไรจะเกิดขึ้นไม่เป็นไร ขอให้งานลุล่วงสำเร็จเรียบร้อยตามเป้าหมายเป็นพอ ไม่ยอมให้งานผิดพลาดเด็ดขาด คือ ‘มุ่งพัฒนาตัวเนื้องาน’ เป็นหลัก

     ประเภทที่สอง เรียกว่า Leadership คือ หัวหน้าที่มีภาวะความเป็นผู้นำอยู่ในตัวสูง ให้ความสำคัญกับการทำงานระหว่างผู้คน ช่วยดึงศักยภาพของผู้อื่นให้ออกมาใช้อย่างเต็มที่ ให้โอกาสในการตัดสินใจ ไม่ออกคำสั่งเพื่อให้ทำตาม จนมีคำกล่าวว่า ผู้นำก็คือคนที่พยายามทำให้ผู้ตามกลายมาเป็นผู้นำคนต่อไป ยินยอมให้งานผิดพลาดได้ ในขณะที่คนทำงานได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น คือ ‘มุ่งพัฒนาขีดความสามารถของคน’ เป็นหลัก

     ฉะนั้นแล้ว หัวหน้าบางคนอาจทำงานเก่งเรื่องจัดการงานต่างๆ ได้ดี แต่ไม่มีความเป็นผู้นำอยู่ในตัว ไม่มีคนเคารพเชื่อฟัง ไม่ได้ใจลูกน้องหรือทีมงาน ซึ่งตรงข้ามกับคนทำงานบางคนที่อาจไม่ใช่ระดับหัวหน้างาน แต่มีภาวะผู้นำอยู่ในตัว จะพูดหรือ จะทำอะไรก็มักจะมีคนเชื่อฟังสนับสนุนพร้อมทำตามอย่างเต็มใจ แม้จะทำงานระดับเท่ากัน แต่อาจให้ความเคารพเชื่อฟังมากกว่าหัวหน้าของตนเองเสียอีก

     พูดอีกแบบให้ง่ายขึ้นก็คือ คนที่เป็นระดับ Manager ทุกคนไม่ได้หมายความว่าจะเป็น Leader ที่ดีได้เสมอไป แต่คนระดับต่ำกว่า Manager บางคนสามารถเป็น Leader ที่ดีได้ ความเป็น ‘ผู้นำ’ กับ ‘ผู้จัดการหัวหน้างาน’ จึงเป็นคนละเรื่องนั่นเอง ลองสำรวจตัวเองว่าคุณมีความเป็น Manager หรือ Leader มากกว่ากัน ถ้ามีทั้งสองอย่างต้องขอปรบมือให้ดังๆ

Road to Leadership

    บางคนอาจจะเกิดมาพร้อมกับความเป็นผู้นำอยู่แล้ว มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่ความเป็นผู้นำไม่ใช่เรื่องของ ‘พรสวรรค์’ เฉพาะบุคคล แต่เป็นทักษะที่สร้างขึ้นมาได้ด้วยการฝึกฝน พัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ และ 3 ข้อนี้คือทักษะที่สำคัญใหญ่ๆสำหรับผู้ที่จะก้าวมาเป็นผู้นำ

     เปิดใจให้กว้าง
ไม่เอาแต่ใจ ไม่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ผู้นำคือคนที่มีหน้าที่ดึงศักยภาพของผู้อื่นให้ออกมาใช้มากที่สุด ไม่ใช่คนคอยแจกจ่ายงานให้คนอื่นทำตามที่ตัวเองต้องการแค่นั้น แล้วเวลาประชุมหรือระดมความคิดเห็นก็ต้องรับฟังอย่างจริงใจ ไม่ใช่ บอกว่าให้ทุกคนออกความเห็นแต่ตัวเองมีสิ่งที่ต้องการหรือคำตอบสุดท้ายอยู่ในใจอยู่แล้ว แบบนี้จะขอความคิดเห็นจากผู้อื่นไปทำไมให้เสียเวลา และถ้าทำแบบนี้บ่อยๆลูกน้องก็จะไม่อยากเข้าประชุม และไม่อยากออกความเห็นเพราะรู้ว่าสุดท้ายหัวหน้าก็จะเอาสิ่งที่ตัวเองคิดเหมือนเดิม

     พร้อมเสี่ยงกับลูกน้องหรือทีมงาน
มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน ไปไหนไปกัน เฮไหนเฮนั่น นี่ก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติของผู้นำ หนึ่งในหน้าที่ของผู้นำก็คือสร้างให้ผู้ตามกลายมาเป็นผู้นำในอนาคต ฉะนั้นเราต้องเปิดโอกาสกล้าให้เขาตัดสินใจเรื่องสำคัญๆบ้างตามโอกาสอำนวย แล้วคอยดูว่าผลจะเป็นยังไง มันอาจจะดีและไม่ดีก็ได้ แต่ถ้าการตัดสินใจครั้งนั้นส่งผลดีมาก นั่นเท่ากับว่าคุณให้โอกาสครั้งสำคัญแก่เขาในการแสดงความสามารถ และเขาก็คงซึ้งในน้ำใจคุณเช่นกันที่ช่วยทำให้ตัวเขาเกิดความมั่นใจในการทำงานเพิ่มขึ้น และคนอื่นก็จะรู้ว่าคุณเป็นคนให้โอกาสคน สนับสนุนผู้อื่น ไม่ใช่เป็นพวกสกัดดาวรุ่งแน่ๆ ใครก็อยากมาทำงานกับหัวหน้าที่ส่งเสริมลูกน้องแบบนี้ทั้งนั้นแหละ

     กล้ารับความล้มเหลว
ข้อนี้ยิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าคุณให้โอกาสลูกน้องทำงานแล้วเกิดผิดพลาด คุณต้องไม่โยนหรือปล่อยความผิดให้ลูกน้องเป็นผู้รับไปเต็มๆคนเดียว คุณต้องให้กำลังใจอย่าปล่อยให้ลูกน้องเสียขวัญ ใครๆก็ทำผิดได้ ทุกคนต้องเคยทำอะไรผิดมาแล้วทั้งนั้น อย่าลืมว่าคนไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลยต่างหาก และถ้าคุณเป็นคนแรกที่ก้าวออกมายอมรับความผิดพลาดในฐานะหัวหน้าไม่ว่างานนั้นคุณอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยมากนัก แต่รับผิดด้วยหน้าที่ รับรองได้เลยว่าครั้งต่อไปทีมงานของคุณจะคิดอย่างรอบคอบ ใส่ใจตั้งใจทำงานเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและส่งผลกระทบไปถึงหัวหน้าได้อีก นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว คุณน่าจะกลายมาเป็นที่ชื่นชมของคนอื่นอีกด้วย

     นอกจาก 3 เรื่องนี้แล้วคุณก็อาจจะพัฒนาตนเองในคุณสมบัติอื่นอีกเช่น การควบคุมอารมณ์  ความเป็นกลางยุติธรรม  ต้องยืนอยู่กับความจริง วางเป้าหมายและลำดับความสำคัญให้ชัดเจน มีการติดตามงาน ให้รางวัลผู้ทำงานดี และต้องรู้จักตนเองให้ดีด้วย เหล่านี้ก็จะทำให้คุณกลายมาเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบ

women.mthai

ดัชนีวัดความสุขของคุณกับงาน

November 27th, 2009 by womenblogs

ดัชนีวัดความสุขของคุณกับงาน

สาวออฟฟิศ

คุณวัดความสุขในการทำงานจากอะไร
เงินทอง? จำนวนลูกน้อง? โบนัสปลายปี?

    

ในยุคที่งานเลือกคนมากกว่าคนเลือกงานอย่างยุคนี้ “ปีย์จิต โอสถานนท์” คอลัมนิสต์สาวมากความสามารถที่ไม่ได้เป็นกูรูเฉพาะเรื่องช็อปปิ้งเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีดีกรีมหาบัณฑิตด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย The George Washington University เธอมีเทคนิคในการวางเป้าหมายชีวิตการทำงานแบบแฮ็ปปี้และรายได้ดี มาฝากชาว สุดสัปดาห์ ด้วย

 

ในยุคที่งานเลือกคนมากกว่าคนเลือกงานอย่างยุคนี้ “ปีย์จิต โอสถานนท์” คอลัมนิสต์สาวมากความสามารถที่ไม่ได้เป็นกูรูเฉพาะเรื่องช็อปปิ้งเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีดีกรีมหาบัณฑิตด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย The George Washington University เธอมีเทคนิคในการวางเป้าหมายชีวิตการทำงานแบบแฮ็ปปี้และรายได้ดี มาฝากชาว สุดสัปดาห์ ด้วย

 


Age 20 - 25
     เป็นช่วงจบใหม่ไฟแรงและเพิ่งเริ่มทำงาน มีความทะเยอทะยานอาจต้องพบกับการแข่งขันในเรื่องงานสูง แต่ยังไม่ค่อยรู้จักตัวเองมากนัก

• Objects
     + ยังไม่มั่นคงทางการเงิน ตัวเลขเงินเดือนยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงง่าย ควรเก็บเงินกินดอกเบี้ยไปก่อน อย่าเพิ่งโหมผ่อนรถหรือคอนโด ยุคนี้อะไรๆ ก็ต้องประหยัด

• Position
     + ถ้าได้เริ่มงานกับองค์กรใหญ่ควรตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องทำงานกับที่นั้นๆ อย่างต่ำ 3 ปี เพื่อให้ได้ประสบการณ์จริงที่ลึกพอสมควรและเก็บเกี่ยวคอนเน็กชั่นไปด้วย
     + แต่ถ้าจะเปลี่ยนงานในช่วงอายุน้อยๆ เพื่อค้นหาตัวเองก็ยังทำได้และยังดูไม่น่าเกลียด ถือเป็นการหาประสบการณ์

• Recommended
     ลองจดลิสต์สิ่งที่ชอบ ไม่ชอบจากงานที่กำลังทำ เพื่อหาข้อดีข้อเสีย แล้วนำมาประมวลว่าตัวตนที่แท้จริงของคุณเป็นอย่างไร จะได้หาหรือเปลี่ยนงานที่เหมาะกับบุคลิกและความชอบได้ตรงใจมากขึ้น

Age 26 - 30
     หลายคนอาจค้นตัวเองเจอแล้วว่าชอบทำงานแบบไหน เริ่มมีตำแหน่งและเงินเดือนที่มากขึ้นตามอายุงาน เริ่มมีจุดมุ่งหมายในชีวิต

• Objects
     + ควรสร้างความรับผิดชอบให้ตัวเองมากขึ้น อาจเริ่มจากการผ่อนรถ ผ่อนคอนโด ซื้ออะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้พ่อแม่ ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักจัดสรรค่าใช้จ่ายจิปาถะ เช่น ภาษี ค่าซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้น

• Position
     + ถ้าได้ทำงานที่ตัวเองชอบมาระยะหนึ่งแล้วการทำงานในจุดนี้จะเป็นช่วงที่มีความสุขและสนุกกับมัน บางคนอาจได้รับการโปรโมทจากเจ้านายได้เลื่อนขั้นประมาณ 2 - 3 ขั้น และได้เงินเดือนสูงขึ้นอย่างชัดเจน

Age 31 - 35 up
     ช่วงอายุนี้ผู้หญิงหลายคนอาจแต่งงาน มีลูก หรืออาจกำลังวางแผนการใช้ชีวิตคู่ มีเรื่องให้ต้องคิดเยอะขึ้น

• Objects
     + มีความมั่นคงทางสถานะการเงินพอควร เพราะก่อร่างสร้างตัวมาระยะหนึ่งแล้ว บางคนอาจผ่อนรถคอนโดหมด หรือใกล้หมด
     + ไม่ว่าจะโสดหรือไม่ก็ควรเซตกองทุนสำรองไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน ยิ่งสำหรับคนที่เก็บเงินเก่ง แนะนำให้มองหาลู่ทางซื้ออสังหาริมทรัพย์เก็บไว้เป็นของส่วนตัวหรือเก็บไว้ผ่อนเช่า

• Position
     + เหมาะกับตำแหน่งเจ้านาย / ผู้บริหาร ถ้าในช่วงอายุนี้ยังไม่ได้แต่งงาน ควรมุ่งทำงานเพื่อเก็บเงิน อย่างน้อยๆ เงินทั้งหมดจากน้ำพักน้ำแรงก็เป็นของเราคนเดียว
     + สังเกตจากคนสมัยนี้ ถ้าแต่งงานมีลูก สามีมีรายได้ดี ส่วนใหญ่จะตัดสินใจลาออกและสร้างรายได้เล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเอง เช่น ทำงานฟรีแลนซ์อยู่กับบ้าน ทำกิจการของตัวเองหรือหุ้นกับเพื่อนๆ เพื่อให้มีเวลาดูแลลูกและครอบครัวเต็มที่

 

women.mthai

 

« Previous Entries