“ต่อผม” สวยจริง หรือ ยุ่งยาก ?

August 26th, 2009 by womenblogs

ผม ผมแตกปลาย

“ต่อผม” สวยจริง หรือ ยุ่งยาก ?

หวีผม ดูแลผม ผู้หญิง… ก็ย่อมต้องอยากสวย ให้สวยง่ายๆ ก็แค่เปลี่ยนทรงเท่านั้นเอง  ผมยาวก็ตัดให้สั้น แค่นี้ก็เปลี่ยนลุคแล้ว แต่ผมสั้นจะอยากให้ยาวแบบฉบับประหยัดเวลา ก็แค่ไปต่อผมเท่านั้นเอง  !

ฮอตฮิตกันสุดๆ กับการต่อผม ไปร้านทำผมร้านไหนๆ ก็มีผมปลอม - ผมจริงให้ต่อกันเป็นแถวๆ  ขนาดร้านข้างทางก็ยังมีให้เห็นบ่อยไป หลายต่อหลายรายที่ต่อผมไปแล้วเวิร์คก็มี ดับก็มาก ! ข้อดีก็มีนะ แต่ปัญหาก็สารพัน สาวไหนที่กำลังตัดสินใจไม่ได้ ยังกล้าๆ - กลัวๆ  ลองมาดูข้อดี - ข้อเสียที่เรายกมาให้ดูเพื่อประกอบการตัดสินใจจ้า…

ข้อดี
+ เปลี่ยนรูปหน้าได้ทันตาและทันใจ
+ ไม่ต้องเสียเวลารอเลี้ยงผมให้ยาว
+ เมื่อเบื่อทรงนี้ก็สามารถเปลี่ยนทรงด้วยการตัด หรือต่อผมใหม่ได้

ข้อเสีย
- ดูแลยาก สระผมลำบาก เพราะต้องคอยระวังช่อผมจะหลุดร่วงออกมา
-  ควรดูแลให้ผมแห้งสะอาดตลอดเวลา
- เกิดกลิ่นอับได้ง่ายๆ ยิ่งในช่วงหน้าฝนและอากาศร้อนๆ อย่างนี้ไม่อยากจะเซด
-  อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคผิวหนังบนศีรษะได้ง่ายๆ ทั้งผมร่วง เชื้อราบนหนังศีรษะ ฯลฯ
-  เคยมีกรณีตัวอย่างหลายราย ที่ไปทำมาแล้ว เกิดอาการแพ้  ผมมีกลิ่นแรง เจ็บหนังศีรษะ ทั้งนี้เนื่องจากกรรมวิธีที่ไม่ถูกต้องในการต่อผม และกาวที่ใช้ต่อผมมีคุณภาพไม่ดีพอ

คุณรู้หรือไม่  :
1. เส้นผมจำนวนมากที่เราใช้สำหรับต่อผมมีแหล่งที่มา มาจากทั้งเวียดนาม ประเทศจีน และอินเดีย
2. สาวอินเดียจะตัดผมตัวเองเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา คล้ายๆ กับว่าเป็นวิธีการสังเวยอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการต่ออายุให้กับพวกเธอได้
3. พ่อค้าหัวหมอในอินเดียจึงนำเส้นผมเหล่านี้มาขายต่อให้กับผู้ซื้อในยุโรปใน ราคา กรัมละ 15 รูปี (ทั้งนี้เป็นเส้นผมที่ทำความสะอาด แยกประเภทสีผมและขนาดของเส้นผมแล้วนะ แต่รู้ไหมว่า ในยุโรปจะชาร์จ ลูกค้าผู้มาต่อผม ถึง 200 - 600 ปอนด์ยูโร
4. น้ำหนักของเส้นผมมีส่วนสำคัญต่อการแบกรับน้ำหนักบนหนังศีรษะ คุณอาจปวดศีรษะ ปวดคอ เป็นโรคกระดูกสันหลังได้
5. กาวที่ใช้สำหรับการต่อผมจะต้องเป็นกาวที่ใช้เพื่อการต่อผมโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำลายเส้นผมและหนังศีรษะของคุณได้

photo : Lekaza

Text : On y Aommee

เครดิต  women.mthai

เทคนิคการแต่งหน้า 3 สไตล์

August 26th, 2009 by womenblogs

เทคนิคการแต่งหน้า 3 สไตล์

แต่งหน้าให้สวยใช่ว่าจะยากเกินความสามารถ เพียงแค่ต้องรู้เทคนิคเท่านั้น ฉบับนี้เราขอแนะนำเทคนิคง่ายๆที่สาวๆทุกคนแต่งตามได้แน่นอน

เครดิต  women.mthai

แต่งหน้า เทคนิค Eyeliner Cheek  Lips Tips Concealer Foundation

Casual Pop

Eyes
* เพิ่ม ประกายให้ดวงตาสว่างสดใสด้วยการไล้อายแชโดว์สีส้มอมทองทั่วเปลือกตา (หากอยากให้ดูมีมิติขึ้นให้ไล้อายแชโดว์น้ำตาลประกายมุกที่ชั้นพับตาด้วย)

* ใช้พู่กันแต้มอายแชโดว์สีชมพูทาจากบริเวณหางตามาจนถึงกึ่งกลางตา แล้วเกลี่ยให้สีฟุ้งขึ้นด้านบน

* ปิดท้ายด้วยอายแชโดว์สีส้มอมทองไล้บริเวณหัวตาบนและล่าง

Ettusais: Eye Color C (720.-)

Eyeliner
ดวงตาจะดูเด่นและกลมโตยิ่งขึ้น เมื่อใช้ดินสอสีน้ำตาลเขียนให้ชิดขอบตาบนมากที่สุด (ส่วนขอบตาล่างจะเขียนหรือไม่ก็ได้)


Ettusais: Pencil Eyeliner # Brown (480.-)

แต่งหน้า เทคนิค Eyeliner Cheek  Lips Tips Concealer Foundation

Cheek
ยิ้มหวานๆแล้วปัดบลัชออนสีพีชลงบนโหนกแก้ม จะดูเปล่งปลั่งเหมือนสาวสุขภาพดี

Ettusais: Cheek Color # PK2 (400.-)

Lips
ทาลิปสติกสีพลัมให้ทั่วริมฝีปาก แล้วเติมความวาวด้วยลิปกลอสสีเบสประกายมุกบริเวณกึ่งกลางริมฝีปาก


Ettusais: Lip Color N # PK4 (780.-) , Lip Gloss (720.-)

Tips: อย่าลืมพกเมคอัพไปเติมระหว่างวันด้วย เพราะน้ำมันตามธรรมชาติบนใบหน้าจะทำให้เมคอัพจางลง

แต่งหน้า เทคนิค Eyeliner Cheek  Lips Tips Concealer Foundation

Nudy Mode

Concealer
ปก ปิดตาหมีแพนด้า ด้วยการแต้มคอนซีลเลอร์สีสว่างกว่าผิว 1 เฉดสีที่ใต้ตา แล้วใช้นิ้วนางค่อยๆกดเบาๆจนสีเรียบเสมอกัน ห้ามใช้นิ้วปาดเด็ดขาด เพราะจะเป็นคราบไม่น่าดู

IPSA: White Protect - C Creative Concealer SPF 25 PA++ (1,500.-)

Foundation
แต้มรองพื้นชนิดน้ำ 5 จุดให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้มือเกลี่ยรองพื้นจากกึ่งกลางหน้าออกไปทางกรอบใบหน้าจนเนียนเรียบเสมอกัน


IPSA: Skin Beauty Foundation # C2 (1,950.-)

แต่งหน้า เทคนิค Eyeliner Cheek  Lips Tips Concealer Foundation

Eyes
* ผิวหน้าเนียนสว่างใสแล้วก็ไม่จำเป็นต้องแต่งอะไรมากมาย เพียงไล้อายแชโดว์สีน้ำตาลเบาๆให้ทั่วเปลือกตา (เน้นบริเวณกระบอกตาเป็นพิเศษ)

* ใช้อายแชโดว์สีชมพูอ่อนๆแต้มหัวตาและโหนกคิ้วเพื่อสร้างแสงเงา

* เขียนขอบตาบนด้วยอายไลเนอร์สีดำ แล้วปัดมาสคาร่าทั้งขนตาบนและล่าง


IPSA: Skin Beauty Dual Eye Color  # H01 (850.-), Skin Beauty Super Fine Eye Liner # Black (650.-)

Cheek & Lips
* ปัดแก้มด้วยบลัชออนสีชมพู อย่าลืมเคาะสีออกจากแปรงเล็กน้อยบนหลังมือก่อนปัด เพื่อไม่ให้สีเข้มเกินไป

* ควรเลือกลิปสติกผสมเอสเซ้นส์ ออยล์ สีชมพูอมส้มเข้ากับสีแก้ม


IPSA: Skin Beauty Face Color # H553, Skin Beauty Essence Lip Stick # H852 (1,220.-)


Tips: การเลือกสีรองพื้นควรเลือกเฉดสีที่ใกล้เคียงกับผิวมา 2 - 3 สี ลองกับผิวบริเวณขากรรไกร จะได้สีที่ค่อนข้างตรงกับผิวจริงที่สุด

แต่งหน้า เทคนิค Eyeliner Cheek  Lips Tips Concealer Foundation

Party Chic

Eyes
ไล้อายแชโดว์สีทองให้ทั่วเปลือกตา แล้วเพิ่มความระยิบระยับด้วยอายแชโดว์แบบฝุ่นสีน้ำตาลทองปัดบริเวณชั้นพับตา

Make Up Store: Microshadow # Savana (600.-), Eyedust # Golden Mane (600.-)

Eyeliner
ใช้อายไลเนอร์สีฟ้าเขียนขอบตาล่างเส้นใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย เพื่อให้เห็นสีชัดเจน


Make Up Store: Eyepencil # Secret Agent (600.-)

แต่งหน้า เทคนิค Eyeliner Cheek  Lips Tips Concealer Foundation

Lips
ใช้ดินสอสีชมพูมุกเขียนขอบปากให้ทั่ว ก่อนใช้ลิปสติกเนื้อสีใกล้เคียงกันทาทับอีกที เพื่อให้ได้รูปปากที่คมและสีสันติดทนนาน

Make Up Store: Lippencil # Forbidden Kiss (600.-), Lipstick # Delight (725.-)

Body
ไปงานปาร์ตี้อย่าลืมใช้โลชั่นผสมกลิตเตอร์เพิ่มความสว่างที่บริเวณเนินอก แขนด้านนอก และแผ่นหลัง จะได้ดูเซ็กซี่ยิ่งขึ้น

Make Up Store: Body Lotion Shimmer (990.-)

Tips: ไม่ จำเป็นต้องเขียนอายไลเนอร์สีดำหรือน้ำตาลเสมอไป ลองเปลี่ยนเป็นสีสันสดใสอย่างสีฟ้าหรือชมพูบ้างก็ได้ ถ้าไม่ค่อยมั่นใจอาจเริ่มจากเส้นบางๆก่อน

Column: Beauty U Can Touch No.592 (1 OCT 2007)

ขอบคุณที่มาจาก นิตยสารสุดสัปดาห์

วิธีกำจัดขน…เผยผิวสวย

August 26th, 2009 by womenblogs

วิธีกำจัดขน…เผยผิวสวย

พอเข้าฤดูร้อนทีไร สาวๆ ก็มักจะคิดถึงชุดว่ายน้ำหรือเสื้อผ้าที่เผยผิว แล้วอย่างนี้จะปล่อยให้ขนมาเป็นอุปสรรคความสวยได้อย่างไร

Why wax?
แว็กซ์ วิธี กำจัด ขน ผิวสวย ผิวหนัง บราซิลเลี่ยน บิกินี Wax การแว็กซ์ขนเป็นวิธีกำจัดขนแบบไม่ถาวร ที่สามารถทำได้เกือบจะทุกส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นใต้วงแขน เรียวขา แผ่นหลัง แขน หรือแม้กระทั่งบริเวณจุดซ่อนเร้น โดยสามารถทำเองได้ที่บ้าน แต่ถ้าทำไม่ถูกวิธี อาจส่งผลให้ผิวหนังอักเสบหรือขนคุดได้
ที่สำคัญ ต้องอาศัยความชำนาญและความรวดเร็วในการดึง เพื่อให้เจ็บปวดน้อยที่สุด ฉะนั้นมือใหม่หัดทำที่กำลังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ แนะนำให้ไปใช้บริการของสปาก่อนดีกว่า จะได้ศึกษาเทคนิคและทราบว่าคุณชอบวิธีกำจัดขนแบบนี้หรือไม่
ข้อดีของการแว็กซ์ขน คือ สามารถกำจัดขนได้ถึงรากถึงโคนในคราวละมากๆ ทำให้ขนที่ขึ้นมาใหม่มีเส้นบางลงและลดปริมาณลงหลังจากการทำไปได้ประมาณ 3 – 4 ครั้ง นอกจากนั้นยังคงความเนียนแบบไร้ขนได้ประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและจำนวนครั้งที่เคยทำ)
ส่วนข้อเสีย สาวๆ คงพอทราบอยู่บ้าง นั่นคือความเจ็บระหว่างที่ดึง แต่ก็ไม่ถึงขนาดทนไม่ได้ เพราะผู้ชำนาญจะทำการดึงอย่างรวดเร็วช่วยให้เจ็บน้อยลง และเมื่อเส้นขนบางลง ความเจ็บจะลดลงไปด้วย

Type of Wax
แว็กซ์ บิกินี Wax1. แว็กซ์ร้อน (Hot Waxing)
แว็กซ์ประเภทนี้จะต้องนำไปอุ่นร้อนก่อนประมาณ 20 – 30 นาที แล้วจึงนำมาป้ายผิวหนัง ปัจจุบันมีทั้งแบบขี้ผึ้งที่อุณหภูมิสูงในการละลาย จึงอาจรู้สึกร้อนกว่าแบบชูการ์ริ่ง (น้ำตาล) และชอคโกแลต ที่มีจุดเดือดต่ำกว่า แต่วิธีนี้ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะเจ็บน้อยกว่าประเภทอื่น แต่แนะนำให้ไปทำตามสปาต่างๆ เพราะจะต้องใช้เทคนิคและต้องมีเครื่องอุ่นแว็กซ์ ที่จะลงทุนซื้อคงไม่คุ้มเท่าไร

2. แว็กซ์เย็น (Cold Waxing)
ขั้นตอนการทำแว็กซ์เย็นจะเหมือนกับแว็กซ์ร้อน ต่างกันตรงที่ไม่ต้องอุ่นร้อน เพราะแว็กซ์แบบนี้จะบรรจุในกระปุกสำเร็จรูปพร้อมป้ายลงบนผิว หรือเป็นแถบผ้าที่มีแว็กซ์เคลือบมาเรียบร้อยแล้ว สะดวกสบายเหมาะสำหรับทำเองในบ้าน แต่ขนอาจขาดกลางเส้นและเจ็บมากกว่าถ้าผู้ทำไม่ชำนาญ

เตรียมตัวก่อนแว็กซ์
1. ขนควรจะมีความยาวอย่างน้อย 2 มิลลิเมตร แต่ถ้าขนยาวมากเกินไป ควรเล็มให้สั้นลงก่อน
2. ผิวหนังบริเวณนั้นจะต้องไม่มีแผลการอักเสบ หรือแพ้ง่าย และการแวกซ์ไม่เหมาะสำหรับผู้เป็นโรคเบาหวานหรือผู้มีปัญหาเกี่ยวกับการไหล เวียนของกระแสโลหิต (Circulatory Problem)
แว็กซ์ วิธี บิกินี Wax3. ก่อนแวกซ์ ผิวหนังบริเวณนั้นจะต้องแห้งสนิท ไม่มีการโดนน้ำหรือโลชั่นใดๆ
4. ก่อนแว็กซ์ 2 – 3 วันไม่ควรสครัปผิว ทำสปา อบซาวน่า
5. ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำว่า ไม่ควรแว็กซ์ในช่วงที่มีประจำเดือนหรือกำลังตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายบวมน้ำและผิวหนังจะระคายเคืองง่ายกว่าปกติ

ขั้นตอนการแวกซ์
1. ร้านที่ดีจะต้องสอบถามข้อมูลลูกค้าก่อน เช่น เพิ่งไปอาบแดดมาหรือเปล่า ตั้งครรภ์หรือไม่ มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง ฯลฯ เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพผิว
2. ทำความสะอาดฆ่าเชื้อบริเวณที่จะแว็กซ์
3. ลูบแป้งเพื่อเช็คแนวขนว่าขึ้นทางไหน แล้วจึงป้ายแว็กซ์ตามแนวขน จากนั้นใช้กระดาษสำหรับแว็กซ์โดยเฉพาะดึงย้อนขนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
4. เช็ดคราบแว็กซ์ออก แล้วเช็ดโลชั่นเพื่อปิดรูขุมขน

Did u know?
- บิกินีแว็กซ์ (Bikini Wax) คือ แว็กซ์ขนเฉพาะส่วนที่เกินจากขอบกางเกงชั้นในออกมา
- บราซิลเลี่ยนแว็กซ์ (Brazilian Wax) เป็นการแว็กซ์ขนรอบอวัยวะเพศและทวารหนักออกเกือบทั้งหมด เหลือเพียงส่วนน้อยที่ปกคลุมอวัยวะเพศไว้ เรียกง่ายๆว่าใส่จีสตริงตัวจิ๋วได้โดยไม่มีส่วนเกินออกมา

แว็กซ์  ผิวสวย ผิวหนัง  Wax

ดูแลผิวหลังจากแว็กซ์

1. หลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
2. สำหรับการทำบิกินีแว็กซ์และบราซิลเลี่ยนแว็กซ์ ควรใส่กางเกงชั้นในที่ไม่คับจนเกินไปหลังจากทำ 24 -48 ชั่วโมง
3. หลังจากแว็กซ์ 2 – 3 วัน ให้ขัดผิวเบาๆ เพื่อป้องกันการเกิดขนคุด
4. ลองละลายยาเม็ดแอสไพรินสัก 2 - 3 เม็ด ผสมกับกลีเซอรีน 1 หยด และน้ำสะอาด 1 ถ้วย นำมาทาบริเวณที่แว็กซ์ขนหรืออาจทาครีมที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อด้วย เพื่อลดอาการบวมแดงหรืออักเสบ
5. ห้ามทาโรลออนหรือฉีดน้ำหอมบริเวณที่ผ่านการแว็กซ์มาแล้ว เพราะอาจเกิดรอยคล้ำหรืออาการระคายเคืองได้ง่าย

Text yainoon
Model Photo อรรคพล ศิรินุกูลชร
Spa Photo Gab, Gai
Make - up ทศพล สนั่นวงศ์
Hair Stylist พงค์ศิริ พรพิจัยภาค
Model Kiri (IZ Representation)
Clothes Workshop สยามเซ็นเตอร์ ชั้น1

สุดสัปดาห์

เครดิต  women.mthai

เทคนิคเก็บตกผิวเสีย หลังไดเอ็ต

August 26th, 2009 by womenblogs

เทคนิคเก็บตกผิวเสีย หลังไดเอ็ต

ผิวสวย หลัง

ผิวหนังแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ ซึ่งมีเส้นใยอีลาสติน คอลลาเจน ที่ช่วยเพิ่มความยืดหนุ่นและความกระชับให้แก่ผิว และชั้นสุดท้ายคือชั้นใต้ผิวหนังซึ่งมีไขมันเป็นส่วนประกอบอยู่ เมื่อมีน้ำหนักตัวมากขึ้น เซลล์ไขมันในชั้นใต้ผิวหนังจะยืดขยาย ทำให้เส้นใยอีลาสตินในชั้นหนังแท้ต้องขยายตาม และหากอ้วนนานเส้นใยอีลาสตินก็จะยืดตัวถาวร ส่วนคอลลาเจนจะเรียงตัวผิดปกติจากเดิมทำให้เกิดรอยแตกลาย ด้วยเหตุนี้หากคุณลดน้ำหนักมากๆ ในระยะเวลาอันสั้น คือ เกินกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ อาจทำให้เกิดผิวหย่อนคล้อยเพราะผิวที่เคยยืดขยายหดตัวอย่างรวดเร็ว

หลังลดน้ำหนักผิวของคุณจะหย่อนคล้อยมากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ตัวที่ลดลงและอายุด้วย ในกรณีที่คุณยังอายุน้อยและลดน้ำหนักตัวมาก ผิวของคุณอาจหย่อนคล้อย แต่จะน้อยกว่าและฟื้นฟูสภาพผิวได้เร็วกว่าคนที่อายุมาก เพราะอายุที่มากขึ้นเป็นตัวแปรของปริมาณเส้นใยอีลาสตินและคอลลาเจนของผิว หนังที่น้อยลงเรื่อยๆ

ผอมแบบไม่ทำร้ายผิว

ปัจจุบันมีวิธีการลดความอ้วนที่นิยมทำและส่งผลเสียต่อผิว เช่น กินยาลดความอ้วน การอดอาหาร และการตบสลายไขมัน การอดอาหารทำให้ระบบร่างกายเสียสมดุล เพราะไปลดปริมาณน้ำตาลในเลือดลง ส่วนการตบสลายไขมันที่ใช้ครีมและความร้อนจะมีผลต่อปริมาณน้ำในผิว ทำให้ผิวแห้ง เหี่ยว และในความเป็นจริงไขมันอยู่ลึกมาก การตบสลายไขมันนั้นนอกจากจะไม่สามารถกำจัดไขมันได้แล้ว ยังส่งผลให้ผิวชั้นหนังแท้และหนังกำพร้าช้ำอีกด้วย

การลดความอ้วนที่ไม่ส่งผลเสียต่อผิวนั้นน้ำหนักตัวจะต้องลดลงไม่เกิน 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ และลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี คือ ลดน้ำหนักโดยการเผาผลาญไขมันในชั้นผิวหนัง ไม่ใช่การลดน้ำหรืออาหารซึ่งอย่างหลังจะกระทบต่อปริมาณน้ำตาลภายในเลือดด้วย

วิธีการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด คือ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ งดแป้ง ไขมัน และออกกำลังกายร่วมด้วย โดยเฉพาะแอโรบิก วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เพราะการออกกำลังกายเหล่านี้ช่วยให้เผาผลาญไขมันใต้ผิวหนังทั่วร่างกาย ส่วนการออกกำลังกายเฉพาะส่วนนั้นจะไปช่วยเผาผลาญไขมันในกล้ามเนื้อ

วิธีแก้ “หย่อน ยาน ย้วย”

การฟื้นฟูผิวให้กลับกระชับดังเดิมจะได้ผลแค่ไหนขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่คุณ ปล่อยให้ผิวเสียด้วย ตัวอย่างเช่น ผิวเปลือกส้มหรือเซลลูไลท์ที่เกิดจากการหดตัวอย่างรวดเร็วของผิวหนัง หากทิ้งไว้นานเกินไปก็อาจหมดสิทธิ์รักษา ถ้าเป็นระยะเริ่มต้น แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายประเภทแอโรบิก เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญไขมันใต้ผิวหนัง และเลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี อี โคเอนไซม์คิวเทน และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรง ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้นมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดดี และลดปัญหาเซลลูไลท์ได้

หากผิวยากจะฟื้นฟูและทำแล้วไม่เห็นผลอาจต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ รักษาได้ลึกถึงชั้นไขมัน โดยใช้ความร้อนไปจัดการก้อนไขมันให้แตกตัว เช่น ทำเลเซอร์ การใช้คลื่นความถี่วิทยุแบบขั้วเดียว ส่วนการทำคาร์บ็อกซี่จะช่วยในเรื่องเซลลูไลต์ โดยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้าไปใต้ผิวหนังจะจับตัวกับน้ำเกิดเป็นกรดคาร์บอนิ กที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดเซลลูไลต์ แต่ต้องทำหลายครั้งจึงจะเห็นผล

นอกจากการกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบำรุงผิวแล้ว อาจจะหยิบจับผลไม้ใกล้มือ อย่าง ส้มเขียวหวานและองุ่น มาเพิ่มความกระชับให้ผิว ติดตามอ่านสูตรกระชับผิวด้วยผลไม้ได้ในเล่มค่ะ

อ่านเพิ่มเติมในคอลัมน์ Beauty นิตยสาร Health & Cuisine

ปีที่ : 9 ฉบับที่ : 102 เดือน : กรกฎาคม 2552

เครดิต  women.mthai

วิธีรักษากระด้วยไชเท้า

August 26th, 2009 by womenblogs

วิธีรักษากระด้วยไชเท้า

หัวไชเท้า ผัก

ทราบหรือไม่ว่าประโยชน์ของไชเท้านอกจากไว้รับประทานแล้วยังสามารถนำมารักษากระได้ มีวิธีมาฝาก…

วิธีทำ คือ นำหัวไชเท้ามาล้างให้สะอาด นำมาฝานบาง ๆ เป็นชิ้น ๆ นำไปปั่นให้ละเอียด จากนั้นใส่น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ แล้วปั่นรวมกันอีกครั้ง แล้วนำมาทาให้ทั่วใบหน้า ยกเว้นรอบดวงตาและปาก ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที เสร็จแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วจึงทาครีมบำรุงตามปกติ ทำเป็นประจำ กระจะค่อย ๆ จางหายไป

แต่วิธีแบบนี้อาจจะต้องใช้เวลาในการรักษา ทางที่ดีควรป้องกันไม่ให้เกิดกระจะดีกว่า.

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก

เครดิต  women.mthai

มาดูวิธีเลือกรองเท้าเก๋ๆ กันดีกว่า

August 13th, 2009 by womenblogs

สาวๆจ๋า..มาดูวิธีเลือกรองเท้าเก๋ๆ กันดีกว่า จะได้ไม่ต้องหลับหูหลับตาซื้อไปเรื่อยเปื่อย กันอีกต่อไป

รองเท้าสวย สวย ใครๆก็อยากได้ แต่ สวย สวย อย่างนี้ต้องสวมแล้วสุขภาพดีด้วยค่ะ เพราะ ถ้าคุณเลือกผิดเท้าคุณก็อาจมีปัญหาได้ เรื่องใหญ่ทีเดียวค่ะ อย่างที่บอกเหมือนไม่สำคัญ ใช่ว่าสวมๆ แล้วก็ดูสวย (แต่ทรมาน เหลือเกิน) อย่างนี้ก็ไม่ไหวนะค่ะ แล้วอีกอย่างหนึ่ง รองเท้ายังบ่งบอกถึงนิสัยส่วนตัว ในเรื่องการเดินของผู้สวมใส่ ว่าเป็นการสร้างเสน่ห์หรือทำลายเสน่ห์บุคลิภาพที่ดีได้โดยไม่รู้ตัว ฉะนั้น วันนี้เรามารู้จักรองเท้ากันว่า รองเท้ามีกี่แบบ ใส่กับเสื้อผ้าแบบไหน รูปร่างอย่างไรสวมรองเท้าแล้วเพิ่มเสน่ห์ สวมใส่แล้วต้องสบายไม่เสียสุขภาพเท้าด้วยค่ะ


โอกาส ของการสวมใส่รองเท้ามี 3 โอกาส ใส่ทำงาน ออกงานสังคม อเนกประสงค์


รองเท้าคัตชู (Court shoes) เป็นรองเท้าสวมที่เรียบร้อย ปิดหัว ปิดท้าย ดูสุภาพ เหมาะสำหรับงานที่เป็นทางการ หรือบางครั้งอย่างจะแต่งให้ดูเก๋ แบบมีสไตล์ ก็สามารถ Mix & Match กับเสื้อผ้าได้หลากหลายสไตล์ เช่น


ถ้าเป็นชุดทำงาน เก๋ๆ ชุดติดกันสีน้ำตาลทอง คอเชิ้ตเปิดกระดุม แขนเชิ้ต ทรงเข้ารูป กระโปรงทรงตรงยาวคลุมเข่า ผ้าลูกฟูกเนื้อไม่หนามาก มีลายริ้วเล็กๆในตัว ใส่ได้รูปทรงดี เข็มขัดสีทองเส้นเล็ก อาจจะเป็นหนังหรือโลหะก็แล้วแต่ชอบ ใส่กับรองเท้าคัตชูสีน้ำตาลเข้ม ทรงหัวแหลมเล็กน้อย เหมาะสำหรับ คนรูปร่างท้วมเจ้าเนื้อเล็กน้อย ไม่ค่อยสูง ใส่แล้วรับรองว่ามีเสน่ห์ชวนมองทีเดียว

แต่ถ้าเป็นเสื้อผ้าชุดอเนกประสงค์ อาจจะเป็นเสื้อตัว กางเกงตัว เสื้อตัว กระโปรงตัว หรืออาจจะมีเสื้อคลุม อยู่ที่การใช้สีให้เหมาะสมกัน และรูปแบบด้วย เช่น เสื้อสีม่วงเม็ดมะปราง กับกระโปรงทรงบานย้วย มีดีไซน์เก๋ สีเทาเข้ม เครื่องประดับเป็นโลหะสีนาคลงทองดำ ทั้งต่างหูและสร้อยคอ ข้อมือทั้งชุด เข็มขัดหนังสีครีมไข่ รองเท้าคัตชูสีครีมไข่มีลายพิมพ์หนังไม่เรียบ กระเป๋าสีทองเงาเก๋ๆ มีลวดลายไทยๆ  สีกลมกลืน แค่นี้ก็ดูมีรสนิยม มีสไตล์เฉพาะตัวแล้วค่ะ เหมาะกับคนรูปร่างเล็ก มีสัดส่วนท่อนบนใหญ่(มีหน้าอกแยะ) ช่วงล่างเล็ก รับรองว่าใส่แล้ว ดูเก๋ น่ารัก ไม่น่าเบื่อค่ะ

รองเท้าแบบมีสายรัดข้อเท้า แบบเรียบๆ หรือแบบที่มีดีไซน์เก๋ที่พันรอบข้อเท้า เหมาะสำหรับ ใส่ออกงานมากกว่า
ถ้าใส่ทำงานแบบต้องเรียบๆ และแบบมีสายรัดข้อเท้าพันหลายรอบ แบบนี้ไม่เหมาะกับทำงาน ใส่ออกงานจะดูเซ็กซี่กว่า ถ้าเป็นชุดออกงาน คอกว้างปาด(ลึกเห็นเนินอก สวย) แขนกุด ทรงเข้ารูป กระโปรงสั้นบานย้วย ยาวเหนือเข่าเล็กน้อย ลายดอกไม้ สีสดใส สีฟ้าใส ลายดอกไม้สีส้ม เหลือง เขียวใบไม้อ่อนๆ
ใส่กับรองเท้าที่พันรอบข้อเท้าหลายๆ รอบ สีส้มสดหรือสีเทาเงินๆ กระเป๋าสีฟ้าใส เครื่องประดับทองคำขาวเงา หรืออาจจะเป็นเครื่องประดับหนังเงา เนื้อหนังเรียบ ก็จะดีเซ็กซี่ไม่น้อยเลยทีเดียว เหมาะสำหรับคนรูปร่างท้วม อวบเล็กน้อย มีสัดส่วนครบแต่ไม่อ้วน ข้อเท้าไม่ใหญ่ ช่วงขายาวสมส่วน สวยครบเซทขนาดนี้ ไม่น่ามองก็ให้รู้ไปค่ะ

รองเท้าบูท (Boot) มีบูทแบบสั้นแค่ข้อเท้า แบบยาวครึ่งน่อง เหมาะสำหรับใส่เสื้อผ้าลุยๆ แบบทะมัดทะแมง ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ทำรองเท้า ถ้าเป็นหนังใส่กับเสื้อผ้าแนวแฟชั่นใหม่ๆ เช่น ใช้ผ้าฝ้ายเนื้อหนาปานกลาง สีผ้าดิบขาวมีลายปัก ลายสัตว์ ดูเก่าแบบเชอร์ ผ้าดูยับๆ เครื่องประดับเป็นลูกปัดไม้ สีไม้สีธรรมชาติ รองเท้าบูตสีน้ำตาลดำ เท่ห์ระเบิดไปเลย แต่ถ้าเป็นผ้าชาตินเงาสวยเก๋ อาจจะใส่เสื้อผ้าแนววินเทจย้อนยุค ลายกราฟฟิก หรือลายดอกไม้ ให้ดูเบลอๆ ก็จะทำให้ดูดีและสามารถชุบชีวิตชุดเก่าให้ดูแปลกตา น่าสนใจแน่ค่ะ เหมาะสำหรับคนรูปร่าง มีสัดส่วนพอดี เล็กน้อย อาจจะเป็นคนตัวสั้นขายาว ก็แก้ไขได้ไม่แพ้กันค่ะ


รองเท้าแตะ (Sandle) แบบสีสันสดใส ราคาถูกมากก็ตามราคา คือ คุณภาพ มีทั้งแบบมีส้น และแบบไม่มีส้น
ถ้ามีส้นให้ใส่กับเสื้อผ้าแนวผู้หญิงเก๋ๆ ดูมีสไตล์ อาจจะดูคุณนายๆ ก็จะดูดีมากกว่า แต่อย่างสูงมาก เพราะ สวมใส่ทำงานเดินไม่คล่องตัว เอาไว้ใส่วันหยุดจะดีกว่า บางครั้งเวลาเดินจะได้คล่องตัวมากขึ้น ใส่ไปออกงานกลางวัน ชุดติดกันสีอ่อนชมพูใส ลายดอกไม้เล็กสีม่วง ผ้าฝ้ายเนื้อบางยับๆ ปกบัวกุ้นลูกไม้น่ารัก เสื้อทรง พอดีตัว กระโปรงทรงบานรูดยาวคลุมเข่า ต่อลูกไม้ชายกระโปรง เหมาะสำหรับคนรูปร่าง ช่วงขาสั้น สะโพกใหญ่ ใส่แล้วสุดจะดูเซ็กซี่เลยทีเดียว


รองเท้าส้นเข็ม ใส่ออกงานได้เลย หรูเลิศ ชุดดำกำมะหยี่ ทรงเข้ารูปยาวตรง ผ่าข้างหน้า ขายาวกลอมเท้า เครื่องประดับเพชรชุดใหญ่ รองเท้าส้นเข็มล้อมเพชร เหมาะสำหรับคนรูปสมส่วน มาตรฐาน ได้รูปทรงดี สวยเสริมเสน่ห์


รองเท้าส้นหนาเหมือนเตารีด ใส่แล้วสวยยาก แต่อยากใส่ให้สวยเซ็กซี่ด้วยรองเท้า ไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าอยากใส่มาก หาเสื้อกับกางเกงขาบานๆ ใส่ส้นหนาๆ ได้ แต่ไม่ให้เห็นส้นรองเท้า เห็นได้เล็กน้อยก็พอจะใส่ได้ แต่ถ้าอยากโชว์รองเท้าให้ใส่กระโปรง หรือกางเกงขาสั้นสามหรือสี่ส่วน หรือเหนือเข่าไปเลย แต่ขาต้องเล็ก


รองเท้าส้นเตี้ยติดพื้น แบบ สปอร์ต เป็นรองเท้าผ้าใบเป็นหนัง หรือผ้า หรือวัสดุอื่นๆ อยู่ที่สัดส่วนความยาวของเสื้อผ้า และเนื้อผ้าใส่แล้วให้ดูทะมัดทะแมง เสื้อยืด กางเกงยีนส์ เสื้อคลุมผ้าลูกฟูก สีสันตัดกันได้เลยอยู่ที่อารมณ์จะพาไป เหมาะกับทุกรูปร่างเพราะไม่ยึดติดกับโอกาส สวย เท่ห์ สมใจ


เท้ากับรองเท้าเป็นของคู่กัน ฉะนั้น เท้าสำคัญมาก ต้องสะอาด และสวย และหอม ไม่แตก (ส้นแตก) เสน่ห์อยู่ตรงนี้หละค่ะ บอกนิสัยได้อย่างชัดเจน สวยหอมสุขภาพดี ใส่รองเท้าสวยและสบายเท้าสุขภาพจิตดี แค่นี้ก็น่าจะมีความสุขแล้วค่ะ

เครดิต  women.mthai

10 วิธีการมีผมสีสดใสเป็นประกายเงางาม

August 13th, 2009 by womenblogs


10 วิธีการมีผมสีสดใสเป็นประกายเงางาม

ผม สีผม เส้นผม ทำสี ผมสวย ผมเสีย ป้องกัน ปกป้อง ดูแล

คุณรู้ไหมการมีเส้นผม ที่เป็นประกายและเงางามนั้นไม่ใช่เรื่องยาก หากเราหมั่นดูแลเส้นผมด้วยวิธีเหล่านี้ ไม่ว่าคุณจะมีผมเสียจากการทำสี หรือจากสาเหตุต่างๆ ลองทำตามทั้ง 10 วิธีนี้แล้วคุณจะมีผมที่กลับมาสวยเป็นประกายดั่งเดิม

1 ปกป้องด้วยน้ำดื่ม

ก่อน การว่ายน้ำทุกครั้ง คุณควรทำเส้นผมของคุณให้เปียกด้วยด้วยน้ำสะอาดเสียก่อน เพราะในสระน้ำมีคลอรีนอยู่มากมาย ซึ่งคลอรีนเป็นตัวการที่ทำให้ผมเสีย การทำให้ผมเปียกก่อนเล่นน้ำจะเป็นการช่วยเจือจางสารเคมีที่อยู่ในน้ำไม่ให้ มาจับตัวบนเส้นผมได้ง่ายๆ เมื่อเล่นน้ำเสร็จคุณต้องรีบล้างเส้นผมให้สะอาดทันที แล้วจึงสระผมได้ตามปกติ


2 ระวังแดด

อย่า ปล่อยให้เส้นผมโดนแดดโดยตรง เพราะแสงแดดจะทำร้ายสีผมของคุณ เพราะฉะนั้นก่อนออกจากบ้าน คุณควรสวมหมวก หรือผ้าพันศีรษะ เพื่อป้องกันเส้นผมไม่ให้ถูกทำร้าย การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาสรกันแดด เช่น ลีฟออน ก็จะช่วยป้องกันไม่หใส้นผมแห้งหือมีสีที่ซีดจาง


3 ใช้แชมพูพิเศษ

กา รูสระผมแรงๆ อาจทำให้สีผมหลุดลอก และทำลายความชุ่มชื้นบนเส้นผมได้ ควรสระผมเบาๆด้วยแชมพูที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับผมทำสี ลองใช้ Sunsilk Colour Shine System ซึ่งจะช่วยคืนความชุ่มชื้นและเป็นเงางามให้กับเส้นผมทำสีได้

4 บำรุงผมเป็นพิเศษ

ครีม บำรุงผมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผมทำสี เพราะนอกจากจะช่วยบำรุงเส้นผมที่ถูกทำลายจากสารเคมีในผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผม แล้ว ยังช่วยคืนความชุ่มชื้นให้เส้นผมนุ่มลื่นขึ้น ช่วยขับให้สีผมเปล่งประกายเงางาม และดูมีชีวิตชีวาขึ้น ลองใช้ครีมบำรุงผมของ Sunsilk Colour Shine System

5 อย่าใช้แปรง

ใน ทำนองเดียวกันก็อย่าใช้แปรงๆผมในขณะที่เส้นผมเปียก เพราะอาจทำให้เส้นผมหักขาดและสีผมหลุดลอกได้ ควรใช้หวีซี่ที่มีฟันซี่ห่างๆ ค่อยๆสางเส้นผมที่พันกันออกอย่างนุ่มนวล(อย่าใช้หวีกระชากเส้นผมที่พันกัน เด็ดขาด)

6 อย่าเผาเส้นผม

อย่า ใช้ไดร์เป่าผม(และอุปกรณ์ที่ใช้ความร้อนในการแต่งผมอื่นๆ)นานเกินไป เพราะอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ความร้อนคือตัวการร้ายที่ทำให้เส้นผมแห้ง และอาจทำให้สีผมซีดจางลง ทางที่ดีก็ใช้ไดร์เป่าผมแบบรวกๆ จนเส้นผมเกือบแห้งสนิท(อย่าให้ถึงกับแห้งสนิท) การทิ้งความชื้นเอาไว้นิดหน่อย จะช่วยป้องกันไม่ให้เส้นผมเกิดไฟฟ้าสถิตได้

7 เลือกสีให้เหมาะ

ถ้า คุณไม่อยากแต่งเติมสีผมบ่อยๆ เพราะโคนผมโชว์สีผมจริงออกมา ก็เลือกสีผมอย่าให้อ่อนกว่าสีผมจริงเกินสามเฉดสี หรือถ้าจะให้ดีก็เลือกสีผมที่มีสีเข้ากว่าสีผมตามธรรมชาติของคุณแทน และถ้าคุณเป็นสาวที่ชื่นชอบเส้นผมสีแดงเป็นพิเศษ ก็จำไว้ด้วยว่าสีแดงเป็นสีที่จืดจางได้เร็วกว่าสีผมอื่นๆ ฉะนั้นถ้าคุณเลือกสีผมสีนี้ ก็ต้องทำใจไว้ด้วยว่า คุณอาจต้องแต่งเติมสผมบ่อยๆ

8 ไม่โพกศรีษะ

อย่า ใช้ผ้าขนหนูโพกศรีษะเวลาที่เส้นผมเปียก เพราะจะเป็นการเพิ่มความเสียดสีให้เส้นผมพันกันมากขึ้น และอาจสร้างความเสียหายให้กับเส้นผมทำสีที่เปราะบางในขณะเปียกได้ แทนที่จะทำอย่างนั้น ก็ใช้ผ้าขนหนูซับเบาๆให้แห้งจะดีกว่า

9 เติมน้ำมัน

ถ้า เส้นผมของคุณแห้งเพราะขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงบนหนังศรีษะ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากแสงแดด ความเครียด และกระบวนการทางเคมี(อย่างเช่นการเปลี่ยนสีผมหรือการดัดผม) ก็ลองนวดน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันอัลมอนด์ลงบนหนังศรีษะ ทิ้งไว้ 10 นาทีก่อนสระผม วิธีนี้จะช่วยให้เส้นผมยังดเป็นเงางามหลังสระผม ซึงก็หมายความว่า สีผมของคุณก็ยังสวยสดใสอยู่เหมือนกัน นอกจากนี ้การแปรงผมเป็นประจำก็จะช่วยกระตุ้นหนังศรีษะให้ผลิตน้ำมันออกมาอย่างสม่ำ เสมอด้วย

10 เบามือหน่อย

การ ใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผมไม่ว่าจะเป็นมูสครีม ขี้ผึ้ง เจล หรือสเปรย์ในปริมาณที่มากเกินไป ไม่เพียงแต่ทำให้เส้นผมขาดความพริ้วไหวเท่านั้น แต่ยังทำให้สีผมของคุณดูไม่มีชีวิตชีวาด้วย ฉะนั้นใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผมเท่าที่จำเป็นจะดีกว่า


Cosmopolitan Magazine Febuary, 2007

เครดิต  women.mthai

3 ลุคสวยในที่ทำงาน

August 13th, 2009 by womenblogs

3 ลุคสวยในที่ทำงาน


แต่งหน้าไปทำงานไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะแต่งอย่างไรเพื่อเสริมบุคลิกให้ดูดียิ่งขึ้น มาลองดูกันดีกว่า

Intent Meeting
* เกลี่ยอายแชโดว์สีเทาควันบุหรี่ให้ทั่วเปลือกตา แล้วกรีดอายไลเนอร์สีดำทั้งขอบตาบนและล่าง ช่วยให้ดูเป็นสาวมั่นและจริงจังในที่ประชุม แต่เพื่อไม่ให้ตาดูดุจนเกินไปอาจแตะอายแชโดว์สีขาวที่หัวตานิดๆด้วย
* ปัญหาริมฝีปากคล้ำแก้ไขได้ เพียงลงคอนซีลเลอร์สีโทนส้มบางๆให้ทั่วริมฝีปาก แล้วซับด้วยแป้งฝุ่น ก่อนทาทับด้วยลิปสติกสีนู้ดที่เข้มกว่าสีผิวสัก 1 - 2 เฉดสี
* ใช้แปรงแตะบลัชออนสีชมพู แล้วเคาะแปรงที่บริเวณหลังมือเบาๆ เพื่อให้ฝุ่นสีที่เกินหลุดออกไป ก่อนปัดแก้ม จะดูใสระเรื่อเป็นธรรมชาติ

Tip
การ ใช้อายแชโดว์สีเดียวก็ทำให้ดวงตาดูมีมิติได้ โดยการเอียงพู่กัน 45 องศาแล้วเกลี่ยอายแชโดว์ลงบริเวณชิดขอบตาให้มีสีเข้มที่สุด จากนั้นค่อยๆไล่สีให้อ่อนลงเรื่อยๆ เมื่อลืมตาแล้วจะเห็นเนื้อสีเหนือชั้นพับตาเพียงบางๆเท่านั้น

Laura Mercier
Illuminating Quad - Cheeck color (1,700.-)
Lip Stain # Shy Pink (850.-)
Mineral Eye Powder # Smolder Bronze (900.-)

Natural Look
* เวลาไปพบลูกค้าควรเลือกสีอายแชโดว์ที่ดูแล้วสบายตา เช่น สีเอิร์ทโทน หรือสีนู้ด จะช่วยให้บุคลิกดูนิ่งน่าเชื่อถือ แต่ไม่เข้มขรึมเกินไป
* เขียนขอบตาบนและล่างด้วยดินสอสีน้ำตาลอ่อน
* ปัดแก้มด้วยบลัชออนสีชมพูเบาๆ แล้วปัดบรอนเซอร์ปิดทับอีกครั้ง เพื่อให้ใบหน้าดูอบอุ่นสบายตา
* ปิดท้ายด้วยลิปกลอสสีน้ำตาลอมส้ม ให้ริมฝีปากดูอิ่มเอิบชวนมอง

Tip
เทคนิค ง่ายๆในการใช้ดินสอเขียนขอบตา เพียงค่อยๆใช้พู่กันจุดแทรกบริเวณขนตาไล่ไปเรื่อยๆจนทั่วทั้งขอบตา  นอกจากช่วยให้เส้นเป็นธรรมชาติยังดูไม่คมเกินไปอีกด้วย
Elizabeth Arden
Bronzing Shimmer Powder # Golden (1,450.-)
Color Intrigue Gel Eyeliner Duo # Deep Brown/Hot Bronze (980.-)
Sheer Tint Lip Balm # Sun Bronze (730.-)

Chic in the Office
* ลงอายแชโดว์สีน้ำตาลอ่อน เกลี่ยให้สีเรียบเนียนไปกับเปลือกตาอย่างเบามือ เหลือไว้เพียงประกายนิดๆที่ผสมอยู่ในเนื้ออายแชโดว์ ตามด้วยชิมเมอร์แตะที่หัวตาอีกเล็กน้อย
* ปัดแก้มด้วยบลัชออนสีพีชบางๆ หากเผลอลงสีหนักมือไปให้ใช้ฟองน้ำชุบรองพื้นเล็กน้อยเกลี่ยบางๆให้ทั่วแก้ม แล้วปัดแป้งฝุ่นทับอีกที
* ลุคนี้จุดเด่นอยู่ที่ริมฝีปากสีแดง สำหรับสาวผิวขาวควรเลือกสีแดงสดหรือแดงสว่างๆ จะทำให้ใบหน้าสดใส ส่วนสาวผิวคล้ำใช้สีแดงเข้มหรือแดงมะเหมี่ยวจะดีกว่า

Tip
ทำ งานในออฟฟิศก็เหนื่อยอยู่แล้ว ขอเปลี่ยนบรรยากาศให้ตัวเองดูเซ็กซี่ขี้เล่นสักหน่อยด้วยลิปสติกสีแดง ที่สำคัญควรลงสีตาและแก้มให้เบาสุดๆ ไม่อย่างนั้นอาจกลายเป็นสาวน่ากลัวแทน
YSL
Lip Twins #11 - Red Crystal (1,090.-)
Ombres Duolumieres-Eyeshadow #1 Heavenly Beige/ Astral Brown (1,500.-)
Touche Blush #4 - Apricot (1,640.-)



Column: Beauty U Can Touch No.589 (16 August 2007)

ขอขอบคุณ
สุดสัปดาห์ โลโก้

เครดิต  women.mthai

แต่งหน้ารับปริญญาอย่างไรให้สวย

August 13th, 2009 by womenblogs

แต่งหน้ารับปริญญาอย่างไรให้สวย

Q:ใกล้ถึงวันรับปริญญาแล้วค่ะ ตื่นเต้นมาก ต้องเตรียมตัวอย่างไรจึงจะออกมาดูดีที่สุดค่ะ

A : ก่อนอื่นต้องยินดีกับความสำเร็จของน้องๆทุกคนด้วยนะคะ และพี่เชื่อว่า ทุกคนต่างก็ต้องการให้วันรับปริญญาเป็นวันหนึ่งที่จะเก็บไว้เป็นความทรงจำไปได้นานเท่านาน ย้อนกลับมาดูรูปอีกกี่ครั้งก้ยังคงดูดีทันสมัย
ไม่เชย ขอแนะนำเทคนิคในการเตรียมตัวให้ดูดีได้ตลอดวัน ไม่ใช่ว่าตอนเช้ายังดูดี ตอนบ่ายกลายร่างเป็นเพิ้งเพราะความร้อนไปเสียแล้ว

ขั้นแรก:เตรียมพร้อมผิวหน้า
อย่างแรกต้องเตรียมผิวหน้าให้ดีที่สุด อย่าให้ใบหน้าหมองหรือเป็นสิว ข้อนี้สำคัญอันดับต้นๆเลยค่ะ ต้องนอนพักผ่อนให้เต็มที่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และอย่าเครียด

Tips
คนที่ใต้ตาคล้ำ ให้นำมันฝรั่งมาฝานเป้นแผ่นบางๆแปะไว้ใต้ตา ทิ้งไว้สัก 10  นาทีแล้วล้างน้ำออก ทำก่อนนอนหรือตอนตื่นนอนก็ได้
สำหรับคนที่ใบหน้ามัน ให้นำมะเขือเทศสับละเอียดมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10  นาทีก่อนนอน ถ้าใครเป้นผิวอักเสบ ให้เอาน้ำผึ้งทาทิ้งไว้ 10  นาทีแล้วล้างออก
สำหรับคนผิวแห้ง ให้เอาโยเกิรืตมาทาทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออกค่ะ

อีกอย่างที่อยากจะเตือน คืออย่าได้ไปเข้าคอร์สบำรุงหน้าหรือทำอะไรกับใบหน้าก่อนวันงาน เพราะอาจจะเกิดการแพ้จนหน้าเห่อ บวม ทางที่ดีควรลองทำก่อนที่จะถึงวันงานสักระยะหนึ่งจึงจะปลอดภัยค่พ

การแต่งหน้า


ให้แต่งหน้าแล้วดูเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ต้องเน้นสีสันหรือแต่งหน้าแนวแฟชั่นอย่าเลือกสีลองพื้นหรือแป้งที่เข้มหรืออ่อนกว่าผิวจริง เพราะเวลาถ่ายรูปจะดูหลอก หน้าลอย อย่าลืมลงรองพื้นหรือทาแป้งที่ลำคอด้วย
เลือกลองพื้นแบบกันน้ำ หรือแบบที่ติดทนนานเป็นพิเศษ เพราะอากาศร้อน และเหงื่อจะอกมามาก
เน้นโทนสีน้ำตาล ซึ่งเหมาะกับสีผิวคนเอเชียที่สุด พวกสีชมพูอมน้ำตาลหรือส้มอมน้ำตาลก้ใช้ได้เช่นกัน หรืออาจจะใช้เครื่องสำอางที่มีประกายมุกช่วยในจุดที่ต้องการเน้น เช่น ดวงตาหรือโหนกแก้ม แต่
ต้องระวังอย่าให้ลิปสติกที่เป็นกลอสมากจนเกินไป เพราะเวลาถ่ายรูปออกมาแล้วดูไม่สวย และติดไม่ทนด้วย
สาวผิวคล้ำไม่แนะนำให้ใช้รองพื้นหรือแป้งสีอ่อนเพื่อให้หน้าดูสว่างขึ้น แต่ให้เล่นที่สีแต่งเปลือกตาหรือทาปาก เช่น ใช้สีส้มโทนสีพาสเทลประกายมุก หรือพวกน้ำตาลประกายทอง ก็สวยดี
ถ้าไม่มั่นใจและไม่อยากแต่งหน้าเอง ควรติดต่อมืออาชีพมาช่วยโดยด่วน แนะนำให้ใช้เคาน์เตอร์เครื่องสำอางตามห้างสรรพสินค้าแต่ต้องจองล่วงหน้า และควรแต่งหน้าหรือแต่งตาอย่างที่เราเคยแต่งเป็นประจำ
ไปก่อน เพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าเราชอบแบบไหน หรือจะติดแป้งสีที่ใช้ประจำหรือรองพื้นที่ชอบไปให้เขาดูด้วย ก็ไม่ผิดกติกา

เครื่องประดับ


เล็บ  : ควรเลือกสีธรรมชาติหรือเคลือบมันด้วยสีชมพูอ่อนๆ แต่ถ้าอยากต่อเล็บ ไม่ควรเกินเบอร์สอง และห้ามทาสีเข้มๆสดๆอย่างสีแดงหรือส้มเด็ดขาด
เครื่องประดับ: ถ้าทางมหาวิทยาลัยให้ใส่ต่างหูได้ ก็ควรใส่ขนาดเล็กสีเงินจะเหมาะที่สุด สวมแหวนได้ 1-2 วง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ทรงผม


ทีนี้มาถึงปัญหาใหญ่อีกเรื่อง หลายครั้งที่เราตั้งใจไปเกล้าหรือไปทำผมที่ร้าน แต่กลายเป็นว่าทรงผมที่ออกมาดูตั้งใจเกินไป หรือประดิดประดอยเสียจนกลายเป็นเจ้าสาวจะไปงานแต่งงานเสียนี่ ทางที่ดีควร
เลือกทรงผมที่ทำให้เรามั่นใจ นั่นคือทรงที่ไม่ทำให้เราแปลกไปจากเดิมมากนัก ทรงที่รับประกันว่าไม่ผิดหวังคือ ทรงรวบครึ่งศรีษะ แล้วปล่อยปลาย อาจจะเพิ่มลูกเล่นตรงปลายผมด้วยการทำงุ้มหรือจะม้วนโรลให้เ
เป็นลอนก็ได้ แต่ไม่ควรปล่อยผมยางสยายตามธรรมชาติเพราะอากาศร้อน หรือถ้าลมแรงก็จะพัดผมปลิวมาบังหน้า พานทำให้เสียบุคลิกเปล่าๆ
ส่วนคนผมสั้น คุณโชคดีแล้วค่ะ แค่เซตให้เป็นทรง เปิดใบหน้าให้เห็นชัดเจน ใส่ต่างหูคู่เล็กๆ(ถ้าทางมหาวิทยาลัยอนุญาต)เท่านี้ก็สวยเก๋แล้ว

ทรงที่ควรทำคือ


รวบครึ่งศรีษะ และบิดผมด้านหลังที่รวบมาให้เป็นเกลียวสวยๆ
รวบมวยต่ำๆแล้วปล่อยปอยผมด้านหน้าตามธรรมชาติ
หนีบผมด้วยโรลให้ม้วนเป็นลอน จากนั้นรงบเป็นหางม้า
เกล้าผมแบบเป็นธรรมชาติคือไม่ต้องประดิษฐ์มาก และให้มีปอยผมเบาๆรอบใบหน้า
ถักเปี่ยเดี่ยว ให้เอียงปลายมาอยู่ที่ด้านใดด้านหนึ่งด้านหน้า

ทรงผมที่ไม่ควรทำ  คือ


- เกล้ามวยและทัดดอกไม้
ไปดัดให้เป็นผมหยิกโดยที่ไม่เคยลองดัดมาก่อน
ทำทรงเจ้าหญิง คือเกล้าสูงแล้วติดเครื่องประดับไว้บนศรีษะ
ปล่อยสยายยาวไปเลย
คาดผมด้วยผ้าลูกไม้หรือที่รัด
- ถักเปียหรือรักแกละทั้งสองข้าง

เมื่อเตรียมพร้อมและแต่งตัวทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว ลองถ่ายภาพตัวเองด้วยกล้องดิจิทัลดูค่ะ จะได้รู้ว่าเวลาถ่ายจริงแล้วจะดูเยอะหรือน้อยไปไหม รวมทั้งจะได้เตรียมจัดท่าทางให้ดูสวยสง่า วิธีการยืนวางมือวางไม้
ให้เหมาะสม และเมื่อถึงวันรับปริญญาสุดพิเศษของเราก็อย่าลืมติดอุปกรณ์แต่งหน้าระหว่างวันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระดาษซับหน้า พัดหรือพัดลมอันเล็กๆ กระจกส่องหน้า คอตต้อนบัด หวี สเปรย์ ไปจนถึงรองเท้า
สำรองเผื่อรองเท้ากัด หรือถ้าใครมีคนไปช่วยถือของ ให้เตรียมผ้าขนหนูผืนเล็ก ชุบน้ำเย็น หรือบิดให้แห้ง นำมาวางบนใบหน้าเบาๆเพื่อซับเหงื่อ ช่วยให้หายเหนี่ยวหน้า และยังทำให้สะอาดสดชื่นโดยที่เมคอัพ
ไม่หลุดติดออกมาด้วย ที่สำคัญ อย่าลืมยิ้มเข้าไว้นะคะ วันพิเศษของเราทั้งที ยินดีด้วยค่ะ

สุดสัปดาห์

Look Good&Feel Good
Inspired by Experts
text : Gemini
นิตยสาร สุดสัปดาห์
16 December 2006 No.573

เครดิต  women.mthai

สูตรรักษาฝ้า ทำให้ผิวหน้าเนียนใส

August 13th, 2009 by womenblogs

 ความสวย ความงาม บิวตี้ เสริมสวย  หน้าใส  ผิวหน้า

สูตรรักษาฝ้า ทำให้ผิวหน้าเนียนใส

ฝ้า ถือได้ว่าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เกิดจากการผิดปกติของเม็ดสีใต้ผิว เลือดลม แสงแดด ความร้อน เครื่องสำอางการขาดสารอาหาร ความเครียด ฮอร์โมนผิดปกติ เช่น การตั้งครรภ์ การใช้ยาคุมกำเนิด พบในหญิงมากกว่าชายในวัย 30-40 ปีเป็นต้นไป

ลักษณะของฝ้าจะเห็นเป็นปื้นสีดำ หรือน้ำตาล ที่เกิดบนผิวหนัง อาจพบบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก จมูก เหนือคิ้ว และเหนือริมฝีปาก

การ รักษาฝ้าบางคนคิดว่าการใช้ครีมทาฝ้าเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในช่วงแรกฝ้าจะดูจางลง ผิวหน้าจะดูใสขึ้น แต่เมื่อใช้ไประยะหนึ่งจะโดนแดดไม่ได้ ผิวจะเห่อ ไหม้ กลายเป็นฝ้าหนากว่าเดิม เนื่องจากสารที่เคมีที่เป็นส่วนผสมทำปฏิกิริยาต่อผิว และอาจเป็นอันตรายได้

เราจึงมีวิธีรักษาฝ้าโดยใช้สมุนไพรใกล้ตัวมาแนะนำกัน เหมาะสำหรับคนที่เริ่มเป็นฝ้าหรือไม่อยากใช้สารเคมี

สูตรแรกเป็นสูตรมะขามเปียก
แค่คั้นน้ำมะขามเปียก ให้ค่อนข้างใสสักหน่อย ตั้งไฟอ่อนรอจนสุก
จึงใส่น้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้ต้องทำพร้อมกันคือมือหนึ่งเท อีกมือก็คนให้ทั่ว นำมาทาหน้า วันละ 1 ชั่วโมงช่วยรักษาฝ้า และทำให้ผิวหน้านวลใสขึ้น

สูตรผสมข้าวโอ๊ตบดกับเมล็ดมะม่วงหิมพานต์บด
น้ำอย่างละ
1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ใช้ทาผิวหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก ทำเป็นประจำฝ้าจะจางหายไป

การป้องกันไม่ให้เกิดฝ้ามีความสำคัญมาก พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุดจะช่วยคุณได้เยอะค่ะ

เครดิต  women.mthai

« Previous Entries