12 เรื่อง แม่ต้องรู้… เมื่อเจ้าหนูถึงวัยเตาะแตะ

November 18th, 2009 by womenblogs


12 เรื่อง แม่ต้องรู้… เมื่อเจ้าหนูถึงวัยเตาะแตะ (Mother & Care)

          เมื่อเจ้าหนูเข้าสู่วัยเตาะแตะ เริ่มมีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง เริ่มเรียนรู้การเข้าสังคมแน่นอนว่าเรื่องวุ่น ๆ ย่อมเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่วนจะมีเรื่องใดที่ลูกคุณจะแสดงพฤติกรรมแบบไหนมากที่สุดกันบ้าง แล้วคุณแม่จะตั้งหลักรับกับสารพัดเรื่องของเจ้าหนูวัยเตาะแตะอย่างไร ความรู้ความเข้าใจ พร้อมเคล็ดลับเหล่านี้ช่วยคุณได้ค่ะ

          Checklist Top hit on Toddler

          1.    เรื่องลูกอาละวาดจนบ้านแตก

          ลูกวัยนี้ยังควบคุมอารมณ์โกรธเกรี้ยวไม่ได้ เมื่อไม่พอใจรู้สึกว่าตัวเองถูกบังคับให้ทำโน่นทำนี่ เช่น ใส่เสื้อผ้า เข้านอน นั่งกระโถนทั้งที่ไม่อยากทำ ก็มักอารมณ์บูดได้ง่าย หรืออยากได้อะไรแล้วไม่ได้ก็มักอารมณ์เสีย ไม่ได้ดั่งใจ จนต้องอาละวาดออกมาค่ะ

          วิธีแก้ไข

          ควบคุมตัวเองให้ได้ก่อน อย่าอาละวาดกลับใส่ลูกทำเป็นไม่สนใจ ใช้ท่าทีที่สงบ อย่าตามใจ ยอมแพ้ให้ในสิ่งที่ลูกต้องการ เมื่อลูกทุบ กัด ตีให้กอดลูกแน่น หรืออุ้มไปไว้ ในมุมเงียบๆ เพื่อให้ลูกอยู่กับตัวเอง ลูกจะค่อยๆ เลิกไปเอง เพราะรู้ว่าอาละวาดไปก็ไม่ได้ผลค่ะ

          2.    เรื่องลูกช่างปฏิเสธ

          การปฏิเสธไม่ได้หมายถึงลูกดื้อ แต่ถือเป็นพัฒนาการที่ลูกกำลังต้องการเป็นตัวของตัวเอง เป็นขั้นตอนที่เด็กต้องผ่านการทำในสิ่งตรงกันข้ามกับคำสั่ง ถือเป็นการแสดงออกซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กกล่าวว่าเด็กจะต้องมีการปฏิเสธเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นก็ถือว่าเด็กคนนั้นยังไม่ก้าวออกจากวัยทารกไปสู่วัยเตาะแตะค่ะ

          วิธีแก้ไข

          เมื่อลูกคอยปฏิเสธอยู่ร่ำไป ต้องอดทน ทำเป็นไม่ใส่ใจ เบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่ลูกปฏิเสธไปสู่สิ่งที่ลูกสนใจ ใช้วิธีชักชวนโน้มน้าวให้ลูกทำหรือทำเป็นแบบอย่างให้ลูกแทนการถามว่าลูกอยากจะเอาไหม ใช้คำสั่งให้น้อยที่สุด ยกเว้นเรื่องที่เป็นอันตรายต่อลูกจริงๆ โดยหาสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายให้ลูกมาทดแทนด้วยนะคะ

          3.    เรื่องลูกเป็นเด็กขี้อิจฉา

          อิจฉา เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของความต้องการความรัก ไม่ต้องการให้ความรักถูกแบ่งปัน เด็กทุกคนย่อมหวังจะได้รับความรักอย่างมากจากพ่อแม่ค่ะ การถูกแบ่งปันความรัก จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ได้ แถมยังทำให้เด็กมีพฤติกรรมถดถอย เช่น งอแงบ่อย ฉี่รดที่นอน ติดแม่มาก แล้วก็เรียกร้องความสนใจมากด้วยค่ะ

          วิธีแก้ไข

          บอกลูกให้รู้ว่าจะมีน้องตัวเล็กมาเป็นเพื่อนเล่น เช่น ให้ลูบท้องแม่ เมื่อน้องเกิดมาให้ลูกรู้ว่าน้องยังเล็กต้องดูแล เพราะน้องช่วยเหลือตัวเองเหมือนลูกไม่ได้ ให้ลูกมีส่วนร่วมในการดูแลน้อง ชี้ให้เห็นข้อดีของการเป็นพี่ที่ทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าน้อง และชมเมื่อลูกแสดงความช่วยเหลือน้อง ให้ลูกภูมิใจในความเป็นพี่ด้วยค่ะ

          4.    เรื่องลูกเป็นจอมขี้หวง

          ลูกมักยึดคำว่านี่ของหนู นั่นของหนู โน่นก็ของหนู เห็นอะไรในบ้าน ก็มักถือสิทธิ์เป็นของตัวเอง เพราะลูกชินกับการเป็นผู้รับมาตลอด จึงเป็นเรื่องธรรมชาติที่ลูกจะหวง ไม่ยอมแบ่งของ นักจิตวิทยา ชาวอเมริกันชี้ว่ามีเด็กวัย 3 ปี เพียง 50% เท่านั้นที่รู้จักยอมแบ่งปันของตนเองให้ ซึ่งถ้าบอกให้เด็กแบ่งของก็จะเสียความรู้สึกอยู่ไม่น้อย

          วิธีแก้ไข

          ให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่างในการให้ ทำด้วยใจจริง ไม่เร่งเร้า แต่คอยจนกว่าลูกพร้อมที่จะให้เอง ระหว่างนี้เล่นเกมแม่ให้หนู หนูให้แม่ เมื่อลูกถือขนมให้ขอจากลูก ถ้าลูกให้ก็ทำท่าดีใจแล้ว ขอบคุณลูก หรือมีสิ่งของติดมือไปฝากพี่น้อง ให้ลูกเป็นผู้นำไปมอบให้ เวลาผ่านขอทานก็หยิบเงินให้ลูกเป็นผู้ให้ ลองดูนะคะ

          5.    เรื่องลูกเป็นเด็กเหนียมอาย

          อาการนี้มักเกิดจากลูกขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ขาดความไว้วางใจในสังคมค่ะ ช่วงหนึ่งในชีวิตเขายังอาจเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าไม่มีใครรัก ไม่มีใครยกย่องเขาเลย มักเป็นกับเด็กที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่จ้ำจี้จ้ำไชให้ลูกทำ คอยตำหนิเมื่อลูกทำไม่ได้ ต้องรีบแก้ไขด่วน เพราะต่อไปอาจทำให้เข้ากลุ่มเพื่อนไม่ได้ด้วยค่ะ

          วิธีแก้ไข

          หลีกเลี่ยงวิธีคิด วิธีปฏิบัติที่ทำให้ลูกขาดความมั่นใจ เช่น อย่าป้อนข้าว อาบน้ำให้ทั้งที่ลูกก็ทำเองได้ อย่าตัดสินใจให้ลูกทุกเรื่อง อย่าคาดหวังว่าลูกจะทำได้ทุกอย่าง ไม่ต่อว่าลูกต่อหน้าคนอื่น เปิดโอกาสให้ลูกเล่นกับคนอื่นด้วยบรรยากาศสบายๆ แล้วอย่าลุ้นให้ลูกเข้าหาคนอื่นเพราะจะทำให้ลูกรู้สึกตกเป็นเป้าสายตาค่ะ

          6.    เรื่องลูกชอบฉี่รดที่นอน

          พฤติกรรมนี้มักเกิดกับลูกวัย 3 ขวบ เริ่มน้อยลงเมื่อ 4 ขวบขึ้นไป เพราะมีกระเพาะปัสสาวะเล็กไม่อาจเก็บฉี่ได้นานตลอดคืน อีกทั้งไม่ยอมตื่นเมื่อมีความรู้สึกปวดฉี่ ตอนกลางวันลูกจะไม่ฉี่รด แต่ตอนกลางคืนจะขับฉี่ออกมาโดยไม่รู้ตัว จากการศึกษาปัญหาฉี่รดที่นอนพบว่าปัญหานี้จะยุติลงได้ต่อเมื่อมีการฝึกขับถ่ายปัสสาวะค่ะ

          วิธีแก้ไข

          ให้ลูกเข้าห้องน้ำก่อนเข้านอน ให้ดื่มน้ำน้อยลงก่อนเข้านอนสัก 2 ชม. หากผ้ารองฉี่ปูไว้ที่บริเวณก้นลูกทุกคืน ถ้าวันไหนที่ลูกไม่ฉี่รดที่นอน ควรชมเชยหรือให้รางวัลด้วยการติดสติ๊กเกอร์ที่ลูกชอบลงปฏิทินในวันนั้น แล้วที่สำคัญอย่าว่าหรือตำหนิลูก แต่ควรเข้าใจแล้วก็เห็นใจ และให้เวลาลูกแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวเองนะคะ

          7.    เรื่องลูกไร้ระเบียบวินัย

          เด็กๆ ไม่ชอบถูกบังคับ แต่มักยอมทำถ้าพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี และใช้คำพูดีๆ นักจิตวิทยาเด็กกล่าวว่าถ้าจะสร้างระเบียบวินัยให้ลูก ควรใช้วิธีให้ลูกปรับตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ โดยไม่เสียความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง เช่น ลูกคิดว่าคนอื่นไม่ควรมาแย่งของเล่นลูก ลูกก็ต้องไม่แย่งของใคร นอกจากเป็นการยินยอมและแบ่งปันกันค่ะ

          วิธีส่งเสริม

          ตั้งกฎในบ้านที่ชัดเจน สามารถปฏิบัติได้สำหรับลูก ไม่มากจนเกินไป โน้มน้าวให้ลูกเข้าใจว่ากฎที่ตั้งขึ้นก็เพื่อให้ลูกเรียนรู้สิ่งที่ควรทำ และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ ให้ความรักและยอมรับลูก เพื่อให้ลูกมีความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ลูกเข้าถึงวินัย หรือมีความรู้สึกรับผิดชอบได้ดีค่ะ

          8.    เรื่องลูกช่างจินตนาการ

          อย่ามองว่าความคิดเพ้อฝันเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ ไร้สาระนะคะ ความคิดฝันและจินตนาการของลูกถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สติปัญญาเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ข้อมูลทุกอย่างที่ลูกได้พบได้เห็นได้ยินได้ฟังล้วนสั่งสมให้เกิดเป็นจินตนาการในสมองน้อย ๆ ช่วงวัยนี้จึงถือว่าเป็นช่วงหนึ่งของพัฒนาการความคิดที่กำลังก่อรูปขึ้นมาค่ะ

          วิธีส่งเสริม

          เปิดโอกาสให้ลูกสำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้มากที่สุด เพราะเป็นหนทางที่ช่วยทำให้ลูกเกิดจินตนาการ ชวนลูกฟังและจำแนกทุกเสีย เช่น เสียงรถ น้ำไหล นกร้อง คนผิวปาก ใบไม้ไหว กบร้อง หาของเล่นเสริมความคิดและจินตนาการ เช่น ไม้บล็อก แป้งโดว์ หากระดาษ ดินสอสี ให้ลูกได้เล่นได้ละเลงสีตามความพอใจ

          9.    เรื่องลูกสนใจเพศที่แตกต่าง

          เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกให้ความสนใจอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ลูกจะสนใจร่างกายของตนเอง ชอบสำรวจร่างกายตนเอง แล้วก็ชอบเปรียบเทียบกับพ่อแม่ จึงสามารถแยกความแตกต่างระหว่างเพศ รู้ว่าใครเป็นเพศหญิง ใครเป็นเพศชาย ส่วนจะแสดงบทบาททางเพศอย่างเหมาะสมหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่แล้วค่ะ

          วิธีส่งเสริม

          การปฏิบัติต่อลูกสาวและลูกชายที่ต่างกัน จะทำให้ลูกรู้บทบาททางเพศเพิ่มขึ้นได้ เช่น แม่ซื้อตุ๊กตาให้ลูกสาว หรือแต่งตัวให้ลูกสาวอย่างพิถีพิถัน พ่อจะเล่นกับลูกสาวอย่างนิ่มนวลกว่าลูกชาย แม่จะปล่อยให้ลูกชายเล่นโลดโผน ปีนป่าย เล่นเครื่องมือช่าง แต่ส่งเสริมให้ลูกสาวนั่งเล่นหม้อข้าวหม้อแกง ร้อยกระดุม เป็นต้น

          10.    เรื่องลูกกับสัตว์เลี้ยงเพื่อนซี้ 

          อาจเป็นเพราะสัตว์ต่างๆ เคลื่อนไหวได้เหมือนคน เมื่อเห็นเจ้าตูบ แมว หรืออื่นๆ ผ่านสายตาเมื่อใด เด็ก ๆ จึงมักตาโต ตื่นเต้นกระตือรือร้นสนใจเข้าไปหาเสมอ แล้วถ้าไม่ถูกเจ้าตูบข่มขู่ เจ้าเหมียวข่วนให้เกิดความกลัวซะก่อน ลูกก็อยากเล่นด้วย จึงไม่น่าแปลที่เรามักเห็นลูกสุนัขเติบโตมาพร้อมกับลูก แล้วเป็นเพื่อนเล่นที่ดีของลูกได้

          วิธีส่งเสริม

          คอยระวังความปลอดภัยให้ดี อย่าให้ลูกเล่นกับสัตว์ต่าง ๆ ที่วางใจไม่ได้ ให้ลูกอยู่ห่างไว้ดีกว่า ถ้าลูกรบเร้าอยากจะเล่นจริง ๆ ควรหาลูกสุนัขตัวเล็ก ๆ ให้ลูกเล่น แต่ก็ควรสอนให้ลูกปฏิบัติต่อสัตว์ให้ดีด้วย ไม่ให้ลูกดึงหางแมว เจ้าตูบ หรือทำให้เจ็บ สอนให้ลูกเมตตาสัตว์ ให้ลูกให้อาหารสัตว์ ลูกจะได้รู้จักรับผิดชอบด้วยค่ะ

          11.    เรื่องการขับถ่ายของลูก

          วัยนี้ลูกควบคุมการขับถ่ายได้ค่อนข้างดีค่ะ อึเป็นเวลา มักบอกหรือแสดงอาการบอกให้รู้ว่าต้องการจะอึได้ แต่ถึงอย่างนั้นนักจิตวิทยาและกุมารแพทย์ก็ให้คำแนะนำว่า พ่อแม่ไม่ควรคาดหวัง จริงจังกับการฝึกควบคุมการขับถ่ายของลูกจนกว่าจะอายุครบ 2 ขวบ การเร่ง บังคับ ถ้าลูกยังไม่พร้อม มีแต่จะยิ่งทำให้ลูกต่อต้านมากขึ้นค่ะ

          วิธีส่งเสริม

          ไม่บังคับให้ลูกนั่งกระโถนถ้ายังไม่พร้อม แต่ควรพูดโน้มน้าวให้ลูกฝึกการขับถ่ายด้วยท่าทีที่นิ่มนวล คอยเป็นกำลังใจให้ลูก ชมลูกเมื่อลูกสามารถบอกปวดอึ ปวดฉี่ได้ แล้วสามารถไปอึหรือฉี่ได้ทัน พยายามให้ลูกช่วยเหลือตัวเองในการขับถ่าย เช่น ใช้ห้องแล้วกดชักโครก หรือตักราดได้เอง ถอดเสื้อกางเกงได้เอง

          12.    เรื่องลูกห่วงเล่นเป็นที่สุด

          เรื่องเล่นเป็นชีวิตจิตใจของเด็กทุกคนค่ะ ลูกจึงสนใจการเล่นเช่นเดียวกับเด็กอื่น วัยนี้ชอบเล่นบทบาทสมมติเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น กิน นอน ลูกจะยึดตัวเองเองเป็นศูนย์กลาง แล้วพอใจของเล่นเป็นชุด เช่น เครื่องครัว เครื่องมือช่าง เครื่องมือหมอ เพื่อลูกจะได้ฝึกคิด ฝึกเล่น ฝึกปฏิบัติควบคุมสิ่งต่างๆ ค่ะ

          วิธีส่งเสริม

          หาของเล่นที่เป็นชุดให้ลูก เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสเลือกในสิ่งที่ลูกคิดว่าลูกทำได้แล้วเมื่อได้เล่นต่อจนสำเร็จลูกก็จะเกิดความภูมิใจ นอกจากนี้ควรจัดมุมเล่นให้ลูกโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกได้รู้สึกกว่าอยู่ในโลกของเขา ไม่มีผู้ใหญ่เข้าไปวุ่นวายหรือช่วยเหลือลูก พ่อแม่มีบทบาทเพียงจัดให้ลูกเล่นในที่ปลอดภัยก็พอแล้ว

อย่างไรที่เรียกว่า…ท้องนอกมดลูก

June 22nd, 2009 by womenblogs

อย่างไรที่เรียกว่า…ท้องนอกมดลูก

Article : พญ.นิศานาถ ธนะภูมิ สูติ-นรีแพทย์

การ ตั้งครรภ์หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า “ตั้งท้อง” โดยทั่วไปมักเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีของคนในครอบครัวที่คาดหวังว่าผู้เป็น แม่จะให้กำเนิดลูกน้อยคนใหม่ที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ครบสามสิบสอง แต่ในบางกรณีเราอาจพบได้ว่าทารกน้อยที่เกิดมาใหม่ก็อาจมีร่างกายที่ไม่สม ประกอบ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถให้กำเนิดทารกออกมาได้ หรือบางครั้งได้ลูกแต่ต้องเสียแม่ไปก็มี และก็มีที่การตั้งครรภ์ครั้งนั้นก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งตัวลูกและแม่…

สาเหตุส่วนใหญ่ของกรณีที่น่าเศร้าสลดใจนี้มักเกิดจากการ “ท้องนอกมดลูก” มันคืออย่างไรและทำไมจึงเป็นเช่นนั้นได้? ต้องลองอ่านต่อไปค่ะ

ผู้หญิงตั้งท้องได้อย่างไร?
ตามธรรมชาติของผู้หญิงนั้นเมื่อไข่ (ovum) ตกจากรังไข่ (ovary) แล้วบังเอิญมีตัวอสุจิ (sperm) ของผู้ชายเดินทางผ่านจากช่องคลอดเข้าไปยังมดลูกแล้วออกไปทางท่อนำไข่ไปพบกับ ไข่เข้า ก็จะเจาะไข่เข้าไปผสม (fertilization) กลายเป็นตัวอ่อน (embryo) จากนั้นตัวอ่อนจะเดินทางกลับมาตามท่อนำไข่ผ่านเข้าไปในมดลูก (uterus) ซึ่งเป็นที่ที่เหมาะจะเป็นที่ฝังตัว (implant) เพื่อการเจริญเติบโตต่อไป และเมื่อตัวอ่อนฝังตัวในตัวแม่แล้วนั้นจึงจะเรียกว่ามีการตั้งท้องหรือตั้ง ครรภ์เกิดขึ้น

ตั้งท้อง, ตั้งครรภ์

แล้วอะไรคือท้องนอกมดลูก?
บางครั้งการเดินทางของตัวอ่อนอาจไม่สะดวกหรือเดินทางเร็วเกินไป หรืออาจวกวนจนทำให้มันไม่อาจไปฝังตัวในที่ที่เหมาะสมในโพรงมดลูกได้ การที่มันฝังตัวในที่อื่นๆ นอกเหนือจากในโพรงมดลูกนี้เรียกว่า “ท้องนอกมดลูก” ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 1-2% และจะมีโอกาสเกิดมากยิ่งขึ้นหากผู้นั้นเคยตั้งท้องนอกมดลูกมาก่อนแล้ว

สาเหตุของการท้องนอกมดลูก
ก็คืออะไรก็ตามที่ทำให้การเดินทางของตัวอ่อนไม่สามารถเดินทางได้ดีตามระยะ เวลาที่เหมาะสมในการจะฝังตัว (โดยปกติการฝังตัวของตัวอ่อนมักจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 7 หลังจากการผสมของไข่และตัวอสุจิแล้ว) เช่น
• เคยมีการติดเชื้อที่ท่อนำไข่และอุ้งเชิงกรานซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้ท่อนำไข่อุดตัน
• มีแผลเป็นหรือพังผืดดึงรั้งในช่องท้องกับรังไข่และท่อนำไข่ เช่น การเป็นโรคเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญนอกโพรงมดลูก (endometriosis) ปฏิกิริยาแผลเป็นจากการผ่าตัด หรือเคยเกิดการอักเสบในอุ้งเชิงกราน ทำให้การเคลื่อนตัวของตัวอ่อนเป็นไปไม่สะดวก
• คนที่เคยรับการผ่าตัดที่ท่อนำไข่ ไม่ว่าจะเป็นการทำหมันแล้วบังเอิญเกิดการต่อกลับมาเองได้ตามธรรมชาติ หรือการผ่าตัดแก้ไขการอุดตันของท่อนำไข่เพื่อช่วยให้มีลูกได้
• คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสท้องนอกมดลูกสูงกว่าคนปกติมากถึง 5 เท่า อาจเป็นเพราะนิโคตินไปกระตุ้นให้ท่อนำไข่บีบรัดตัวทำให้ตีบตัน ยากแก่การที่ตัวอ่อนจะเดินทางโดยสะดวก
• การใช้ยาบางอย่าง เช่น ยากระตุ้นการตกไข่ หรือการใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน

ถ้าไม่ใช่มดลูกแล้วจะเป็นที่ไหน?
ผู้หญิงที่ท้องนอกมดลูกส่วนใหญ่มากกว่า 95% พบว่าตัวอ่อนจะไปฝังตัวที่ท่อนำไข่ (fallopian tube) นอกนั้นอาจพบที่รังไข่ ปากมดลูก หรือในช่องท้อง ซึ่งล้วนไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของตัวอ่อน ในที่สุดก็ไม่สามารถพัฒนาและอยู่รอดได้ (ยกเว้นในบางรายแต่พบน้อยมากที่มีรายงานว่าตัวอ่อนไปฝังตัวในช่องท้องและ เติบโตจนครบกำหนดคลอด แต่แม่ก็มีปัญหาต่อเนื่องจากการที่รกไปฝังตัวที่อวัยวะอื่นๆ ในช่องท้อง เรียกได้ว่าถึงรอดมาได้ก็สะบักสะบอมทั้งแม่-ลูก และแพทย์-พยาบาล)

เมื่อ ตัวอ่อนฝังตัวได้แล้วก็จะเริ่มหยั่งรกลงไปในที่ๆ มันฝังตัว และเริ่มเจริญเติบโตขึ้น แต่เพราะที่อยู่ไม่เหมาะสมจึงไม่สามารถอยู่รอดได้ โตไม่ได้ ถ้ามันอยู่บริเวณปลายท่อนำไข่ก็อาจจะหลุดออกมา หรือจุดที่มันฝังตัวก็จะแตกและมีเลือดออกตั้งแต่เล็กน้อยและหยุดได้เองซึ่ง มีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเกิดเลือดออกอย่างรวดเร็วและมากจนทำให้ช็อกได้ และเลือดที่ออกนี้จะถูกขังอยู่ในช่องท้องไม่ไหลออกมาข้างนอกให้เห็น จึงเรียกกันว่าเลือดตกใน

ถึงตายได้เพราะเลือดตกใน
ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 19 อัตราการตายจากท้องนอกมดลูกมีมากถึง 50% แต่พอถึงปลายศตวรรษที่19 การพัฒนาทางแพทย์เจริญขึ้นมากจนทำให้ลดอัตราตายจากท้องนอกมดลูกลงเหลือเพียง 5% เท่านั้น นั่นเพราะเดิมเรายังไม่สามารถค้นพบว่ามีการตั้งท้องนอกมดลูกได้อย่างรวดเร็ว พอ กว่าจะพบว่าผิดปกติก็ตอนที่ท่อนำไข่แตก เกิดการเสียเลือดในช่องท้องอย่างรวดเร็วและมากจนไม่สามารถจะช่วยชีวิตได้ทัน

การลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ก็คือการค้นให้พบว่ามีการตั้งท้องนอกมดลูกได้เร็วที่สุด หรือถ้าพบในระยะที่ท่อนำไข่แตกเสียแล้ว การวินิจฉัยและการผ่าตัดเพื่อห้ามเลือดต้องทำให้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าวิธีการไหนต่างก็มีข้อจำกัดทั้งสิ้น

อาการน่าสงสัยว่าท้องนอกมดลูก
อาจเกิดอาการตั้งแต่ตอนที่ประจำเดือนยังไม่ทันจะขาด หรือเมื่อประจำเดือนเพิ่งเริ่มจะขาดหายไปเพียงไม่กี่วันก็ได้ เป็นต้นว่า
• อาจเริ่มมีอาการของคนตั้งท้อง เช่น คลื่นไส้ เต้านมคัดตึง หรือบางคนก็ไม่มีอาการเหล่านี้เลย
• หลังจากประจำเดือนขาดไป 1 สัปดาห์ หรืออาจเร็วหรือช้ากว่านั้น มักจะมีเลือดออกจากช่องคลอด มักเป็นสีน้ำตาลคล้ำคล้ายช็อกโกแลตเหลว ไม่มากมายนักโดยมักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นประจำเดือน
• ปวดท้องที่ท้องน้อยส่วนล่าง อาจบอกได้ว่าข้างไหน หรือบอกไม่ได้

ใน คนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการท้องนอกมดลูกดังที่กล่าวมาแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เมื่อเริ่มตั้งท้อง อย่างเร็วที่สุดที่จะตรวจพบว่าท้องก็คือ 7-8 วันหลังจากไข่ผสมกับอสุจิอันเป็นเวลาที่ตัวอ่อนเริ่มฝังตัวนั่นเอง หรือเมื่อเริ่มมีอาการเหล่านี้ อย่างไรก็ตามคนที่พบว่าท้องนอกมดลูกแม้จะมาหาแพทย์ได้ไวแต่ตัวอ่อนก็ไม่ สามารถจะเจริญเติบโตต่อไปได้ แต่การตรวจพบแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ท่อนำไข่จะแตก จะทำให้ไม่ต้องเผชิญกับการเสียเลือดมากจนแพทย์ต้องรีบห้ามเลือดโดยการสละ อวัยวะที่มันเกาะอยู่เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และแพทย์สามารถเลือกทางรักษาโดยพยายามเก็บท่อนำไข่หรือรังไข่ไว้เพื่อการ ตั้งท้องในครั้งใหม่ได้

ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ไปพบแพทย์ หรือเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องรวดเร็วมากไม่ทันสังเกต จนอวัยวะที่มันเกาะเกิดแตกขึ้นมา อาการที่เป็นก็คือ
• ปวดท้องน้อยอย่างมาก
• อาจปวดร้าวขี้นไปไหล่และหลัง เพราะเลือดที่ออกมากจะไปกดใต้กระบังลม
• หน้ามืดเป็นลมเพราะเสียเลือดมาก
• ความดันต่ำ หัวใจเต้นเร็ว ซีด ช็อก
อาการเหล่านี้เป็นภาวะฉุกเฉินถึงชีวิตเลยทีเดียว จึงจำเป็นต้องรีบไปโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วที่สุด

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นท้องนอกมดลูก?
ถ้าใครมีอาการที่น่าสงสัย สิ่งที่จะบอกว่าใช่ท้องนอกมดลูกหรือไม่ก็คือ การตรวจหลายๆ อย่างร่วมกัน

• ตรวจร่างกาย ถ้าคนนั้นมาพบแพทย์ในสภาพที่ท้องนอกมดลูกแตก เสียเลือดมากแล้ว ก็อาจพบว่าซีด และอยู่ในสภาพเกือบช็อกหรือช็อกแล้ว
• ตรวจหน้าท้อง อาจพบว่ามีท้องโป่ง กดและปล่อยเจ็บ
• ตรวจภายใน อาจพบเลือดสีคล้ำในช่องคลอด เมื่อโยกปากมดลูกจะรู้สึกเจ็บ อาจคลำพบก้อนผิดปกติที่ปีกมดลูกด้านใดด้านหนึ่ง ในส่วนลึกสุดของช่องคลอดด้านหลังอาจนูนโป่งจากการที่เลือดไหลไปกองอยู่ใน นั้น

การตรวจร่างกายแล้วพบสิ่งเหล่านี้ถือว่าค่อนข้างชัดแจ้งว่า น่าจะเป็นท้องนอกมดลูกในระยะที่มันแตกออกและเสียเลือดอย่างมากแล้ว (มีมากที่การเสียเลือดตกในช่องท้องไม่ใช่จากท้องนอกมดลูกแตก แต่อาจเป็นม้ามแตก ตับแตกได้โดยดูจากประวัติการถูกเตะ หรือถูกกระแทกจะช่วยให้รู้ว่าน่าจะเป็นจากอะไร แต่ในชีวิตการเป็นหมอมานานก็พบอยู่หลายครั้งที่คนไข้ช็อกสามีนำส่งโรงพยาบาล ไม่มีสามีคนไหนที่จะบอกนำร่องว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งๆ ที่ถามแล้วถามอีก จนผ่าตัดแล้วพบว่าเป็นเพราะม้ามแตก ออกมาถามหลังผ่าตัดเสร็จจึงได้รับคำสารภาพว่าเตะเขาเบาๆ เท่านั้น ยังนึกว่าเมียใจเสาะทำท่าปวดท้องหน้ามืดเป็นลม ยังดีที่นำส่งโรงพยาบาลไม่งั้นได้ติดคุกฐานฆ่าเมียแน่) บางครั้งการตรวจร่างกายก็ก้ำกึ่งไม่พบอะไรที่ชัดเจน จำเป็นต้องใช้วิธีอื่นช่วย อาทิเช่น
• ตรวจปัสสาวะพบฮอร์โมนที่บ่งว่ามีการตั้งครรภ์ ซึ่งจะพบได้เมื่อตัวอ่อนเริ่มฝังตัวนั้นเอง แต่บางครั้งก็มีข้อจำกัดที่ผลตรวจเป็นลบ ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ตั้งครรภ์ เพียงแต่ตรวจไม่พบฮอร์โมนที่บอกว่าตั้งครรภ์จากการแท้งหรือตัวอ่อนไม่พัฒนา แล้วจึงทำให้ระดับฮอร์โมนน้อยจนตรวจไม่พบในปัสสาวะได้
• ตรวจอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดหรือหน้าท้องส่วนล่าง เพื่อดูว่ามีการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกหรือที่ส่วนไหน แต่ข้อจำกัดก็คือ ช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 5 หากทำอัลตราซาวนด์จะยังไม่เห็นถุงน้ำที่บ่งบอกว่ามีการตั้งครรภ์ จะเห็นได้เร็วที่สุดต้องหลัง 5 สัปดาห์ขึ้นไปแล้ว
• ตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมน beta-HCG ก็ จะช่วยได้ถ้าฮอร์โมนอยู่ในระดับที่บอกว่าตั้งครรภ์ แต่การตรวจครั้งเดียวก็ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นท้องแบบไหน ต้องตรวจติดตามทุก 2 วัน เพื่อดูระดับถ้าสูงขึ้นเกินกว่า 2 เท่าตัวของแต่ละครั้งที่ผ่านมา ก็น่าจะไม่มีปัญหาการแท้ง แต่ถ้ามันสูงขึ้นน้อยกว่า 2 เท่าตัวหรือลดลง ก็แปลว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตของตัวอ่อน เช่น แท้งหรือท้องนอกมดลูกได้ ไม่อาจฟันธงว่าเป็นท้องนอกมดลูกเพียงอย่างเดียว
• ส่องกล้องทางช่องท้อง (laparoscopy) เป็นการส่องกล้องผ่านช่องท้องเข้าไปดูว่ามีปัญหาเช่นไร ท้องนอกมดลูกที่จุดไหน และทำการผ่าตัดแก้ไขไปด้วยได้เลย
• ใช้เข็มเจาะในช่องคลอด (culdocentesis) เพื่อ ตรวจพิสูจน์ว่ามีการตกเลือดในช่องท้องจริง เพราะบางครั้งสิ่งที่อยู่ในช่องท้องที่ทำให้มีอาการและผลการตรวจร่างกาย คล้ายกันอาจเป็นจากหนองหรือเซรั่มก็ได้

การรักษา
• การใช้ยา สิ่งสำคัญต้องรู้ว่าการท้องนอกมดลูกไม่อาจจะทำให้ตัวอ่อนเติบโตต่อไป และไม่สามารถย้ายตัวอ่อนไปฝังตัวใหม่ให้ถูกที่ถูกทางในโพรงมดลูกได้ ดังนั้นถึงแม้จะวินิจฉัยพบได้เร็วตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก็จำเป็นต้องสละตัวอ่อนทิ้งเพียงอย่างเดียว โดยทางเลือกที่จะใช้ยา methotrexate แทนการผ่าตัดยังคงทำได้ ทำให้มันฝ่อลง พอจะช่วยรักษาสภาพของท่อนำไข่ไว้เพื่อการตั้งครรภ์ครั้งหน้าได้
• โดยการผ่าตัด ท้อง นอกมดลูกที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดรักษา แต่การจะตัดมากน้อยแค่ไหน เก็บซ่อมแซมท่อนำไข่และรังไข่ได้ดีขนาดไหน ก็ขึ้นกับสภาพความเสียหายที่มันเกาะหรือการแตกของท่อนำไข่นั้น
• ถ้ารังไข่หรือท่อนำไข่ที่แตกมีความเสียหายมาก ก็มักจะตัดท่อนำไข่ออกไปพร้อมๆ กับตัวอ่อนเลย
• ถ้าสภาพท่อนำไข่ยังดีอยู่ไม่แตกออก การพยายามรีดเอาตัวอ่อนออกมาโดยเก็บท่อนำไข่ไว้ก็อาจทำได้

แนวความคิดของการรักษานั้นคือ พยายามเก็บท่อนำไข่และรังไข่ไว้เพื่อการตั้งท้องในครั้งหน้า แต่ถ้ามีลูกพอเพียงแล้ว การตัดเอาส่วนที่มีการตั้งท้องนอกมดลูกออกก็จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
สำหรับการผ่าตัดนั้น มี 2 วิธีที่แพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสม
• การใช้กล้อง laparoscope ผ่านรูเล็กๆ ทางหน้าท้อง ซึ่งจะใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลน้อยลงและเจ็บแผลหลังผ่าตัดน้อยลง
• การผ่าตัดเปิดหน้าท้องตามปกติ ถ้า คนไข้เสียเลือดมาก หรือช็อก การผ่าตัดโดยเปิดแผลกว้างจะเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นในการหยุด เลือด ซึ่งย่อมสำคัญต่อการรักษาชีวิตไว้ได้มากกว่า

โอกาสท้องนอกมดลูกอีกในอนาคต
พบว่าคนที่เคยมีประสบการณ์ท้องนอกมดลูก มีโอกาสที่จะเป็นได้อีกถึง 12% ถ้าท่อนำไข่ยังคงสภาพดีก็มีโอกาสที่จะตั้งท้องปกติได้ แต่มีความเสี่ยงที่จะเป็นอีกสูงกว่าคนทั่วไป จึงควรเริ่มพบแพทย์โดยทันทีที่ประจำเดือนเริ่มขาดหายไป

จะป้องกันการท้องนอกมดลูกได้หรือไม่?
คำตอบคือไม่สามารถป้องกันได้ค่ะ แต่ทางที่จะช่วยไม่ให้ท่อนำไข่เสียหายจากการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานอันจะส่ง ผลต่อเนื่องให้ท่อนำไข่อุดตันอันเป็นโอกาสให้เกิดท้องนอกมดลูกนั้น อาจทำได้โดยหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์อย่างสำส่อน และควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แม้ไม่อาจป้องกันการท้องนอกมดลูกได้โดยตรง แต่การลดความเสียหายและสูญเสียชีวิตจากการท้องนอกมดลูกสามารถทำได้ ถ้าค้นพบและจัดการกับมันได้เร็วค่ะ

เครดิต  women.sanook

สนุกกับการแต่งตัว…สไตล์แม่ท้อง

June 22nd, 2009 by womenblogs

สนุกกับการแต่งตัว…สไตล์แม่ท้อง

ใน ช่วงที่กำลังตั้งครรภ์ นอกเหนือจากชุดคลุมท้องแล้ว คุณแม่ก็สามารถแต่งตัวสวยๆ ได้ค่ะ อย่ากังวลว่าจะแต่งตัวแบบนี้ได้ไหม คุณแม่สามารถแต่งตัวตามแฟชั่นได้เพียงแต่ต้องปรับให้เหมาะสมกับสรีระ แต่งตัวตามสไตล์และไอเดียของคุณแม่ เพราะการได้แต่งตัวสวยๆ จะช่วยให้มีความสุขและสดชื่นในระหว่างตั้งครรภ์ด้วยค่ะ

ชุดคนท้อง, คนท้อง, แม่ท้อง

แม่ท้องเลือกเสื้อผ้าอย่างไรดี?
ปัจจุบัน เริ่มมีแฟชั่นของคุณแม่ตั้งครรภ์ให้เลือกสวมใส่มากมาย อาจไม่มีรูปแบบจำกัดเฉพาะ ว่าควรสวมใส่แบบใด แต่ควรเน้นการเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วสบายตัว และถ้าเพิ่มเสื้อผ้า ที่มีความสวยงาม สีสันสดใสก็จะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับคุณแม่ท้องด้วย

ใน ช่วงตั้งครรภ์นั้น สรีระจะมีการเปลี่ยนแปลง มดลูกขยายใหญ่ขึ้น รวมต้องรับน้ำหนักเด็กในครรภ์ที่เพิ่มขึ้น คุณแม่จึงควรเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สะดวก ไม่รัดแน่นเกินไปจนอึดอัด เพราะจะทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก ปวดกล้ามเนื้อได้
นอกจากนี้ ควรเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วสบายตัว ระบายและถ่ายเทอากาศได้ดี เพราะในช่วงตั้งครรภ์อุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ ทำให้ร้อนง่ายและเหงื่อออกเยอะ สำหรับเสื้อผ้าที่ไม่แนะนำให้แม่ท้องใส่ ก็คือเสื้อผ้าที่ระบายอากาศลำบาก เช่น กางเกงยีนส์ เพราะการที่ระบายอากาศลำบากจึงทำให้อับชื้น ได้ง่าย มีโอกาสเสี่ยงที่จะเพิ่มการติดเชื้อราทางช่องคลอดได้ค่ะ

แม่ท้องแต่งตัวตามฤดูกาล อย่างไร?
ฤดูร้อน ควรเลือกเสื้อผ้าที่เนื้อผ้าบางเบา ใส่สบาย ถ่ายเทความร้อนและซึมซับเหงื่อได้ดี เช่น ผ้าคอตตอน ผ้าสแปนเดกซ์

ฤดูฝน ควร เลือกเสื้อผ้าที่แห้งเร็วอย่างเสื้อที่ตัดด้วยผ้าคอตตอน หรือผ้าชีฟอง เนื้อไม่หนาเกินไป เวลาถูกละอองฝนจะได้แห้งง่าย และควรดูแลเรื่องเสื้อผ้าไม่ให้อับชื้น เพราะจะก่อให้เกิดเชื้อราได้ค่ะ

ฤดูหนาว ควร เลือกเสื้อผ้าที่มีความหนาและเนื้อผ้าที่ใส่แล้วเพิ่มความอบอุ่นในร่างกาย มากขึ้น และในช่วงที่ตั้งครรภ์ ผิวของคุณแม่จะแห้งกว่าปกติ จึงควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าใส่แล้วระคายต่อผิวหรือก่อให้เกิด ผื่นคัน รวมถึงหมั่นใช้โลชั่นทาให้ผิวมีความชุ่มชื้นตลอดเวลา

แม่ท้องก็ แต่งสวย ได้
ถึง แม้จะเป็นช่วงตั้งครรภ์แต่ก็มีเสื้อผ้าหลากหลายประเภทให้เลือกใส่ได้ค่ะ อย่างเช่น ประเภทชุดแซค เอี๊ยม (ชุดหมี) แบบกระโปรงหรือกางเกงก็ได้ หรืออาจใส่เสื้อหลวมๆ กับกระโปรงหรือกางเกงแบบยางยืดก็สวยได้แล้วค่ะ

สำหรับคุณแม่ที่ต้องทำงาน การแต่งตัวก็ต้องแล้วแต่ข้อกำหนดของสถานที่ทำงานในแต่ละที่

คุณแม่ที่ทำงานราชการอาจมีข้อกำหนดว่าต้องสวมใส่กระโปรง ก็ต้องตัดหรือเลือกซื้อกระโปรงยืดที่หลวมและใส่ได้สบายตัวขึ้น

หาก สถานที่ทำงานของคุณแม่สามารถให้ใส่กางเกงไปทำงานได้ ก็จะมีกางเกงสำหรับคนท้องซึ่งเป็นกางเกงที่เป็นยางยืดสามารถขยายขนาดให้ใหญ่ ขึ้นได้ตามอายุครรภ์ เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นคุณแม่ก็สามารถขยับขนาดของกางเกงให้หลวมขึ้นได้ เวลาใส่ก็จะไม่รู้สึกแน่นอึดอัดและไม่ต้องซื้อใหม่บ่อยๆ ด้วยค่ะ

ส่วน การใส่ถุงน่องตอนที่ตั้งครรภ์มีข้อดีคือ จะช่วยลดการเกิดเส้นเลือดขอดได้ แต่มีข้อเสียคือทำให้เหงื่อออกเยอะ การระบายอากาศลำบาก ถ้าทำงานอยู่ในห้องปรับอากาศทั้งวัน ผิวไม่แห้งและทาโลชั่นสม่ำเสมอ ก็สามารถใส่ถุงน่องได้ค่ะ

สำหรับรองเท้าที่เหมาะกับแม่ครรภ์นั้น ไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูง ควรเป็นรองเท้าส้นเตี้ยที่ระดับส้นค่อนข้างเสมอกัน หนาประมาณ 1 นิ้ว นุ่ม สวมใส่สบายเท้า และไม่แนะนำรองเท้าที่มีพื้นรองเท้าบาง เพราะจะทำให้รับน้ำหนักส้นเท้าและฝ่าเท้าได้ไม่ดี เวลาที่ท้องใหญ่ขึ้น ตอนเดินฝ่าเท้าก็จะไปกดกับพื้นมากเกินไปซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบบริเวณฝ่า เท้า ทำให้มีอาการปวดเมื่อยได้ค่ะ

เครดิต  women.sanook

น้ำน่าดื่มสำหรับสุขภาพแม่ท้อง

June 22nd, 2009 by womenblogs

น้ำน่าดื่มสำหรับสุขภาพแม่ท้อง

อาหารคนท้อง, น้ำดื่มคนท้อง, สุขภาพคนท้อง

ขณะ ตั้งครรภ์ การได้รับสารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ในแต่ละวันเป็นเรื่องที่สําคัญต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกในท้องเป็นอย่าง มาก นอกเหนือจากอาหารที่คุณแม่รับประทานแล้ว เครื่องดื่มที่คุณแม่ดื่มก็ควรเป็นเครื่องดื่มที่ให้คุณค่าต่อร่างกายเช่น เดียวกัน เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างน้ำสมุนไพรน้ำธัญพืช หรือน้ำผลไม้ก็ให้ประโยชน์ต่อร่างกายของคุณแม่ ช่วยบรรเทาอาการบางอย่าง พร้อมเพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

น้ำขิง
การดื่มน้ำขิงร้อนๆ จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน รวมถึง แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยขับลม นอกจากนี้น้ำขิงยังมีสารอาหารประเภทแคลเซียมที่ช่วยสร้างกระดูกและฟันให้แก่ เด็ก ป้องกันโรคกระดูกพรุนในแม่ท้อง และยังมีสารเบต้าแคโรทีนซึ่งช่วยต้านโรคมะเร็งอีกด้วยค่ะ

หากคุณแม่ไม่ชอบดื่มน้ำขิงเปล่าๆ อาจเลือกทานเต้าฮวยน้ำขิง หรือบัวลอยน้ำขิงก็จะได้ประโยชน์จากเต้าหู้หรืองาดําเพิ่มขึ้น

น้ำลูกเดือย
น้ำลูกเดือยต้มจะช่วยแก้อาการร้อนใน รักษาอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย ช่วยบํารุงเลือดลม ทั้งยังช่วยลดอาการปวดตามข้อในแม่ท้อง นอกจากนี้ น้ำลูกเดือยยังให้แร่ธาตุฟอสฟอรัสที่ช่วยบํารุงกระดูก และมีวิตามินเอช่วยบํารุงสายตาด้วย

น้ำมะเขือเทศ
น้ำมะเขือเทศคั้นสดอุดมด้วยวิตามินซีที่ช่วยสร้างกระดูกและฟันให้ลูกน้อย ทั้งยังช่วยในการเผาผลาญอาหาร ลดอาการเส้นเลือดขอด ลดไข้ และลดอาการข้อบวมในแม่ท้อง นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งและทําให้ผิวพรรณดี

หรือคุณแม่จะลองดื่มน้ำมะเขือเทศคั้นผสมกับแครอทก็ได้รสชาติดี แถมในแครอทยังมีวิตามินเอที่จําเป็นต่อสายตาและป้องกันการติดเชื้อ เรียกได้ว่าดื่มแก้วเดียว แต่ได้ประโยชน์ยกกําลังสองเลยค่ะ

ถึงอย่างไร คุณแม่ก็อย่าลืมดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว และดื่มนมสดทุกวันด้วยนะคะ

เครดิต  women.sanook

ไม่ถึงตาย…แต่ก็ ทุกข์ ปัสสาวะเล็ด อีกปัญหา หลังคลอด

June 22nd, 2009 by womenblogs

ไม่ถึงตาย…แต่ก็ ทุกข์ ปัสสาวะเล็ด อีกปัญหา หลังคลอด

เป็น เรื่องน่าตกใจ และน่าเห็นใจทางครอบครัวมาก สำหรับกรณีที่หญิงตั้งครรภ์รายหนึ่งเสียชีวิตพร้อมลูกในครรภ์เพราะ “มดลูกแตก” ทั้ง ๆ ที่อยู่ในห้องคลอดของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ เรื่องของโรคหรือปัญหาอันสืบเนื่องจากการตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรนั้น มีหลายรูปแบบ ทั้งหนัก-เบา จึงเป็นสิ่งที่ต้องตระหนัก ต้องทำความเข้าใจ ต้องใส่ใจกันให้ดี

บางโรค-บางปัญหาอาจไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิต…
แต่ก็ทำให้ทุกข์กาย-ทุกข์ใจมาก เช่น “ปัสสาวะเล็ด”

“ปัสสาวะเล็ด” เป็น ปัญหาที่พบได้บ่อย ทั้งในผู้หญิง-ผู้ชาย คือภาวะที่มีการไหลของปัสสาวะออกมาอย่างนอกเหนือการควบคุม เมื่อเกิดการ เพิ่มของความดันในช่องท้อง เช่นตอน ไอ จาม หัวเราะ ยกของหนัก ซึ่งเป็นปัญหาที่ “ส่งผลกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม” อาจทำให้สมาธิการทำงานหมดไปกับการเข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง รวมถึงเกิดความกังวลในการที่จะต้อง เดินทางไปในที่ต่าง ๆ ทั้งนี้ มีผลการวิจัยพบว่า หญิงไทยวัยหมดประจำเดือนกว่า 80% เจอปัญหานี้ และหลายคนรู้สึกอาย ไม่ยอมรักษา เก็บตัว

ตั้งครรภ์, ท้อง

ปัญหานี้เกิดจากการที่ “อุ้งเชิงกรานหย่อนสมรรถภาพ”
ซึ่งหลายคนถึงขั้นซึมเศร้า และถึงกับปิดตัวเองจากสังคม

รศ. กรกฎ เห็นแสงวิไล หัวหน้าโครงการวิจัย “สร้างเสริมสุขภาพ บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานในสตรีด้วยตัวเอง” ให้ความรู้ความเข้าใจผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า…การที่อุ้งเชิงกรานหย่อนสมรรถภาพนั้น มาจากหลายปัจจัย อาทิ การตั้งครรภ์และคลอดบุตร ซึ่งจะทำให้มีการยืดขยายของ กล้ามเนื้อและพังผืดรอบอุ้งเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง นอกจากนี้ยังเป็นในผู้สูงอายุ สตรีวัยหมดประจำเดือน คนอ้วน หรือคนยกของหนักเป็นประจำ ซึ่งมักทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหย่อนยานได้ง่าย รวมไปถึงมาจากโรคเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง ไอเรื้อรัง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กล้ามเนื้องอก เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดปัญหา “ปัสสาวะเล็ด” ได้

“ใน การวิจัย ได้มีการเสนอวิธีการให้ความรู้และสร้างเสริมสุข ภาพสตรีวัยหมดประจำเดือน เริ่มมีอาการปัสสาวะเล็ด และสตรีมีครรภ์ โดยบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกต้องด้วยตัวเอง ซึ่งจากการทดลอง การฝึกขมิบอุ้งเชิงกรานต่อเนื่อง ทำให้คนที่มีปัสสาวะเล็ดบ่อย ๆ ลดความรุนแรงของอาการลง กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแข็งแรงและกระชับตัว ซึ่งส่งผล ให้การมีเพศสัมพันธ์ดีขึ้นด้วย”

อย่างไรก็ตาม รศ.กรกฎยังได้บอกอีกว่า…ไม่ว่าจะเกิดปัสสาวะเล็ดหรือไม่ วิธีการป้องกันและบรรเทาอาการ ทำได้โดยการขมิบอุ้งเชิงกรานแรง ๆ ค้างไว้ 10 วินาที แล้วปล่อยประมาณ 5 นาที ทำซ้ำจนครบ 5 ครั้ง แล้วขมิบ-ปล่อยแบบแรงเต็มที่ อีก 5 ครั้ง ซึ่งวันหนึ่ง ๆ ควรทำอย่างน้อย 4-5 ครั้ง คือ เช้า สาย บ่าย เย็น และก่อนนอน โดยต้องฝึกขมิบในขณะทำกิจวัตรประจำวันจนเป็นนิสัย จะส่งผลดีในระยะยาว

“และ ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า การรักษาโดยใช้วิธี กระตุ้นกล้ามเนื้อเชิงกรานด้วยไฟฟ้า ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ” …หัวหน้าโครงการวิจัยสร้างเสริมสุขภาพบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ระบุ

ด้าน รศ.นพ.นพดล สโรบล อาจารย์ แพทย์ด้านสูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เล่าผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า… เคยมีหญิง ตั้งครรภ์ชาวฝรั่งเศสมาทำคลอดในไทย โดยก่อนคลอดได้ขอให้โรงพยาบาลเตรียมทำเรื่องส่งตัวไปพบนักกายภาพบำบัดเพื่อ รับการกระตุ้นช่องคลอด ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่เข้าใจ

“จนผม ได้รับการบอกเล่าจากเธอ ว่าที่ฝรั่งเศสผู้หญิงทุกคนที่คลอดลูกทางช่องคลอดจะได้รับสวัสดิการจาก รัฐบาลไปพบนักกายภาพบำบัดให้กระตุ้นกล้ามเนื้อช่องคลอดด้วยไฟฟ้า หลังคลอดแล้วประมาณ 6 สัปดาห์ เพื่อป้องกัน ปัสสาวะเล็ด ในอนาคต เนื่องจากหญิงวัยหมดประจำเดือนกว่า 80% จะเจอปัญหานี้”

รศ. นพ.นพดลบอกต่อไปว่า… การกระตุ้นดังกล่าวนี้จะใช้เวลา 1/2 ชั่วโมงต่อครั้ง สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ประมาณ 15 ครั้ง เพื่อให้กล้ามเนื้อกลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว ไม่ให้หย่อนยาน ซึ่งเป็นสวัสดิการพิเศษให้หญิงหลังคลอดโดยรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด วิธีการขั้นแรกคือ สอดใส่เครื่องมือกระตุ้นกล้ามเนื้อเข้าไปในช่องคลอด โดยใช้ไฟฟ้าเป็นตัวกระตุ้นเพื่อให้เกิดความหดเกร็งของกล้ามเนื้อช่องคลอด เป็นระยะ ๆ ซึ่งความถี่ในการกระตุ้นสามารถปรับตามความเหมาะสม และมีการป้องกันการติดเชื้อโดยจะไม่ใช้อุปกรณ์ร่วมกัน

ทั้งนี้ นี่เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่อยากผ่าตัด ค่าใช้จ่ายไม่สูง หลายคนคิดว่าวิธีนี้ยังอยู่ในขั้นวิจัย ซึ่งจริง ๆ มีมานานแล้ว ช่วยให้ช่องคลอดกระชับตัว และผลพลอยได้คือทำให้คู่สามีภรรยามีความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ โดยเท่าที่ทราบขณะนี้ในไทยก็กำลังใกล้จะมีคลินิกกระตุ้นกล้ามเนื้อช่องคลอด -อุ้งเชิงกรานโดยตรง

“ที่สำคัญคือควรขมิบกล้ามเนื้ออุ้ง เชิงกรานเองอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับการออกกำลังกาย รวมถึงหลังจากกระตุ้นไฟฟ้า และการไปหานักกายภาพบำบัดด้วยก็เปรียบเสมือนการไปออกกำลังกายที่โรงยิม ที่มีการแนะนำการออกกำลังกายให้อย่างถูกวิธี”…อาจารย์แพทย์ด้านสูตินรีแพทย์ระบุ

“ปัสสาวะเล็ด” อาจจะไม่ร้ายแรงเท่ากรณีมดลูกแตก
แต่ใครเป็นเข้าก็ต้อง “ทุกข์ทั้งกายทั้งใจ-อายสังคม”
ใส่ใจกับการป้องกันไว้ก่อน…ดีกว่าแก้ไขภายหลัง !!.

เครดิต  women.sanook

3 เรื่องกังวลของคนท้อง

June 22nd, 2009 by womenblogs

3 เรื่องกังวลของคนท้อง

ท้อง, ตั้งครรภ์

ความ เครียดและความกังวลช่วงตั้งท้องเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ ซึ่งคุณแม่อาจกังวลเกี่ยวกับการทำงาน รูปร่าง หรือลูกในท้อง คุณแม่จึงควรรับมือกับความกังวลเหล่านี้และหาวิธีผ่อนคลายอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพของคุณแม่และลูกในท้องค่ะ

1. กังวล เรื่องการทำงาน
ใน ช่วงที่ตั้งท้อง คุณแม่ที่ต้องทำงาน อาจต้องพบกับภาวะกดดันและความเครียดจากการทำงาน แต่คุณแม่ก็ต้องแบ่งเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัว และแบ่งเวลาสำหรับตัวเองให้ดีเพื่อที่จะได้ไม่กระทบกระเทือนต่อลูกน้อยใน ท้อง เพราะความเครียดนอกจากจะทำให้คุณแม่ไม่สบายใจแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพทางกาย เช่น ทำให้อ่อนล้า ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร เป็นต้น การหยุดพักจากการทำงานชั่วคราว และออกไปเดินเล่น ดูหนังหรือฟังเพลงจะช่วยคลายความเครียดลงได้

ท้อง, ตั้งครรภ์
2. กังวล เรื่องรูปร่าง
ช่วง ตั้งท้อง ร่างกายและฮอร์โมน ในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้อารมณ์ของคุณแม่แปรปรวนและเกิดความกังวล ทั้งเรื่องการแพ้ท้อง รอบเอวที่ขยายขึ้น รูปร่างและผิวที่เปลี่ยนแปลงไป และกังวลว่าหลังคลอดลูกแล้วรูปร่างจะไม่เหมือนเดิม ดังนั้น ในช่วงตั้งท้องต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ควรกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์หรือกินมากจนเกินไปเพราะจะทำให้เกิดไขมัน สะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ลดน้ำหนักยากในช่วงหลังคลอด

โดย ปกติแล้ว ถ้าน้ำหนักตัวที่เพิ่มในขณะตั้งครรภ์อยู่ในภาวะสมดุล น้ำหนักตัวจะกลับสู่ภาวะเดิมภายใน 2 เดือนหลังคลอด ซึ่งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยให้น้ำหนักตัวกลับสู่ภาวะเดิมได้เร็วขึ้น อีกด้วย ดังนั้น ควรคำนึงถึงการรักษาสุขภาพและหลักการกินอาหารที่ ถูกต้องทั้งระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดแล้ว เพื่อคุณแม่จะได้มีความสุขกับการตั้งครรภ์และลูกจะได้แข็งแรงเติบโตสมวัย

3. กังวล เรื่องลูก
คุณ แม่ท้องเกือบทุกคนมักจะกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของลูกในท้อง เช่น กังวลว่าลูกจะไม่สมบูรณ์ ลูกจะไม่โตตามอายุครรภ์ เป็นต้น หรือบางครั้งคนรอบข้างอาจแนะนำหรือเตือนเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวระหว่างท้อง ด้วยความหวังดีแต่กลับทำให้วิตกกังวลมากขึ้น ซึ่งคุณแม่สามารถกำจัดความกังวลเหล่านี้ได้โดยการปรึกษาคุณหมอที่ฝากครรภ์ ด้วย เพื่อขอ คำแนะนำและการช่วยเหลือที่เหมาะสม และคุณหมออาจตรวจความผิดปกติของทารก ในครรภ์ด้วยเครื่องอัลตร้าซาวนด์ ก็จะช่วยให้คลายความกังวลได้

รับมือกับความกังวลอย่างไร?
หากมีความกังวลนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ลองใช้วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คลายความกังวลระหว่างตั้งครรภ์ได้ ดังนี้

ท้อง, ตั้งครรภ์
พูดคุยอย่างเปิดเผย การ เล่าความกังวลหรือปัญหาให้คนที่ไว้ใจ เช่น สามี ครอบครัว หรือเพื่อนสนิทฟัง อาจทำให้รู้สึกดีและสบายใจขึ้น และอาจได้รับคำแนะนำที่ดีในการแก้ปัญหาด้วย

หาสาเหตุของความเครียด เช่น ปัญหาในครอบครัว ปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งบางครั้งคุณแม่อาจรับภาระหน้าที่เกินกำลังที่จะทำได้ ดังนั้น ควร แบ่งเบางานบางอย่างให้คนอื่นบ้าง หรืออาจจัดลำดับความสำคัญของงาน เพื่อจะได้ค่อยๆ ทำงานเหล่านั้นให้เสร็จตามลำดับก่อน-หลัง

อาบน้ำลดความเครียด จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย หลังอาบน้ำ อาจนอนหลับหรืองีบพักผ่อนก็จะทำให้คุณแม่ได้พักทั้งร่างกายและจิตใจ

นอกจากนี้ การกินอาหารเต็มที่และครบถ้วนจะช่วยเสริมพลังให้ร่างกาย ต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และในการทำงานต่างๆ ด้วย

TIP
การ ผ่อนคลายโดยการฝึกสมาธิ เป็นอีกวิธีง่ายๆ ที่คุณแม่ท้องสามารถปฏิบัติได้ทุกที่และทุกเวลา โดยการนั่งหลับตา พยายามปล่อยกล้ามเนื้อทุกส่วนให้ผ่อนคลาย กำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ หายใจเข้าจนหน้าท้องป่องออก แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อไหล่และคอพร้อมกับปล่อยลมหายใจออกช้าๆ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนรู้สึกผ่อนคลายความกังวล

เครดิต  women.sanook

อาหารธรรมชาติจากแม่สู่ลูก

June 15th, 2009 by womenblogs

อาหารธรรมชาติจากแม่สู่ลูก

อาหารคุณแม่, อาหารคนท้อง, ตั้งครรภ์

อาหาร จานโปรดใดที่คุณอาจเผลอไผลแวบไปคิดถึง เพราะอยากลิ้มรสอันแสนอร่อยให้สุขใจ และเมื่อถึงเวลาจ่ายตลาดก็มักพบว่ายั้งใจตัวเองไม่ได้ เผลอตัวซื้อติดมือกลับมากินที่บ้านทุกที ลองนึกดูให้ดีๆ แล้วลองติ๊กคำตอบของโปรดที่อยากกินให้ตรงกับใจเลยนะคะ

ขีด / ลงในรายการอาหารจานโปรดของคุณ

……. มักกะโรนี ……. พิซซ่า

……. มัฟฟิน ……. แฮม
……. พาสต้า ……. ขนมปังขาว

……. บิสกิต ……. พาย
……. สปาเก็ตตี้ ……. เค้ก

……. หมูหยอง …… ช็อกโกแลต
……. โดนัท …… น้ำชา

……. พุดดิ้ง …… เบคอน
…… น้ำอัดลม …… ลาซานญ่า

…… เฟรนช์ฟรายส์ …… บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
…… แฮมเบอร์เกอร์ …… ไก่ทอด

……. ข้าวโพดคั่ว …… ไอศกรีม
….. ไส้กรอก …… กาแฟ

…… ลูกชิ้น …… ชีสเบอร์เกอร์
….. คุ้กกี้ …… ข้าวเกรียบทอด

…… ฮ๊อตด็อก …… กล้วยทอด
…… แซนวิสใส่ชีส …… สเต็กหมู

…… บาร์บีคิว …… กุนเชียง

อาหารคุณแม่, อาหารคนท้อง, ตั้งครรภ์
ความลับที่คุณอาจไม่เคยรู้
อาจกำลังกลืนกินชีวิตโดยไม่รู้ตัวทีละน้อย

เพราะเบื้องหลังอาหารจานโปรดรสชาติถูกปาก มีความลับของการแปรรูปอันซับซ้อนซ่อนอยู่จนทำให้อาหารนั้นขาดคุณค่าทาง โภชนาการ เพราะเหลือแต่แป้ง น้ำตาล ไขมัน เกลือมากเกินขนาด ซึ่งนอกจากจะทำให้คุณแม่ขาดสารอาหารแล้ว ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คุณแม่เกิดโรคเบาหวาน หัวใจ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด มะเร็ง และโรคอื่นๆอีกมากมาย

ดังนั้นขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ที่ห้ามใจตัวเองได้ ไม่กินอาหารดังกล่าว ส่วนท่านที่ยังกินอยู่เพราะอดใจไม่ไหว ขอเป็นกำลังใจให้พยายามควบคุมอาหารเหล่านี้ให้ได้ค่ะ

การกินอาหารที่ผ่านการแปรรูปมักทำให้เกิดโรคต่างๆง่าย โดยเฉพาะเบาหวาน ถ้าแม่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายลูกได้รับน้ำตาลเกินปกติ ทำให้ลูกอ้วน เกิดปัญหาคลอดยากได้ แถมร่างกายลูกยังถูกกระตุ้นให้สร้างอินซูลินมากเกินขนาด เมื่อใดที่คุณแม่กินน้อย ลูกก็จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจนเกิดอันตรายต่อชีวิตได้ง่าย

คิดถึงการทำงานของหัวใจลูก คิดถึงภาวะขาดอาหารของแม่
จากงานวิจัยพบว่าภาวะขาดสารอาหารของแม่ ทำให้ลูกมีความเสี่ยงที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นโรคต่างๆในอนาคตได้ โดยเมื่อแม่ได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย ลูกในท้องก็พยายามเอาอาหารเข้าร่างกายตัวเองมากขึ้น ทำให้หัวใจลูกต้องทำงานหนักขึ้น ขณะเดียวกันแม้ร่างกายลูกจะทำงานหนักขึ้น แต่สารอาหารที่ร่างกายได้รับกลับไม่เพียงพอ ทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายเติบโตไม่ดี ไม่สมบูรณ์แข็งแรง ดังนั้นหลังคลอด หัวใจลูกก็จะปัญหา และเสื่อมสภาพเร็ว ส่งผลให้กลายเป็นโรคหัวใจ โรคความดันเลือดสูง และโรคเบาหวานได้ง่ายขึ้นด้วย

Short note Nutrient
คุณแม่ควรปรุงอาหารเอง ถ้าทำไม่ได้ทุกวัน ลองทำในวันหยุด สร้างความรู้สึกสนุกกับการทำครัว เริ่มตั้งแต่คิดเมนู จ่ายตลาดซื้อเครื่องปรุงที่สดใหม่ ดัดแปลงสูตรอาหารให้แปลกใหม่บ้าง แต่ยังทรงคุณค่าอาหาร ส่วนอาหารที่กินเหลืออาจแช่ไว้บ้างถ้าเสียดาย แล้วค่อยนำมาอุ่นกินในยามที่เหนื่อยจากงานมาแล้วเข้าครัวไม่ไหวจริงๆ

อาหารคุณแม่, อาหารคนท้อง, ตั้งครรภ์

กินอาหารธรรมชาติ เพิ่มคุณค่าโภชนาการ
โภชนาการที่ดีเสมือนเกราะป้องกันโรคให้ลูกในอนาคต คุณแม่ควรกินอาหารสดใหม่จากธรรมชาติให้มาก ความตั้งใจอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องใช้ความอดทนด้วย ไม่ว่าจะอยากกินเพียงใด แต่ถ้าดูแล้วมีแต่แป้ง น้ำตาล ไขมัน เกลือ ต้องหลีกเลี่ยงให้ได้เพื่อลูกในท้อง แล้วหันมาปกป้องร่างกายให้ห่างไกลจากมลพิษ สารเคมี หรือสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ที่มาจากอาหาร ด้วยการเข้าสู่วิถีธรรมชาติให้ร่างกายสะอาดมากที่สุด

Do
* กินอาหารออร์แกนิค หรือผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่สด สะอาด ซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติที่ไม่ผ่านการแปรรูป ปลอดจากสารเคมี หรือยาฆ่าแมลง
* กินพืชผักสีเขียวให้ได้ทุกวัน เพราะสีเขียวนั้นก็คือคลอโรฟีล ซึ่งเป็นสารที่ช่วยสร้างโลหิตแดง ควบคุมความดันโลหิต ลดน้ำตาล ช่วยรักษาแผลให้หายเร็ว
* กินข้าวซ้อมมือ ผักผลไม้ เมล็ดพืช อาหารที่มีไขมันต่ำ อาหารที่ยังสดและใหม่
* ล้างผักและผลไม้ให้สะอาด และควรดึงใบชั้นนอกทิ้งก่อน ปรุงผักให้สุกเพียงเล็กน้อย
* เลือกทำอาหารที่ผ่านการนึ่งดีกว่าอาหารที่ผ่านการต้ม และการทอด โดยเฉพาะการทอดด้วยไฟร้อนจัด
* กินโปรตีนจากพืชชนิดต่างๆ เช่น ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วฝักสด และเมล็ดพืช ซึ่งมีคุณค่าเทียบเท่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และมีข้อดีตรงที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีเส้นใยอาหาร และไม่มีไขมันอิ่มตัว
* กินขนมปังชนิดที่ทำจากธัญพืช เช่น โฮลวีต หรือน้ำตาลที่ไม่ได้ผ่านการฟอก
* ดื่มน้ำกรองหรือน้ำบรรจุขวดดีกว่าการดื่มน้ำประปาโดยตรง

Don’t
* งดของหวาน ของกินเล่นจุกจิก เครื่องดื่มชา กาแฟ ถ้าอดไม่ไหวจริงๆ ควรเลือกอาหารที่มีน้ำตาลต่ำ ชาหรือกาแฟที่ปราศจากคาเฟอีน
* หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ อาหารแปรรูปที่ผ่านการกรรมวิธีการผลิตที่ซับซ้อน อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่ไม่สะอาด อาหารที่เจือสีหรือสารกันบูด ขัณฑสกร หรือสารเจือปนต่างๆ
* หลีกเลี่ยงข้าวที่ขัดสีจนขาว ขนมปังขาวทุกชนิด อาหารที่มีสารเคมี อาหารกระป๋อง อาหารสุกๆ ดิบๆ ไข่ดิบ อาหารค้างคืนบูดเสีย
* หลีกเลี่ยง เช่น น้ำตาล เครื่องดื่มที่มีฟอง ขนมพุดดิ้งหวาน เค้ก อาหารกระป๋องทุกชนิด อาหารที่มีไขมัน เกลือและอาหารรสเค็ม
* หลีกเลี่ยงอาหารที่ขัดสีจนขาว เช่น ข้าวสาร น้ำตาลทราย มักถูกทำให้ขาวสะอาดจนส่วนประกอบที่มีคุณค่าหายไป ทำให้ไม่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ นอกจากแคลอรีที่เพิ่มขึ้น กระบวนการขัดสีในการผลิตข้าวสาร แป้ง และน้ำตาล ทำให้สูญเสียเส้นใยและวิตามินไป

5 วิถีธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมร่างกายสะอาด
1. หลีกเลี่ยงภาชนะหุงต้ม หรือใส่อาหารที่ทำจากทองแดง อะลูมิเนียมจากกระทะ อะลูมิเนียมฟอยล์ที่ใช้ห่ออาหาร ผงชูรส ซึ่งเป็นต้นเหตุของการสูญเสียเกลือแร่ในระยะยาว และทำลายวิตามินหลายชนิดที่อยู่ในร่างกาย บางรายที่แพ้อาจมีอาการปวดหัว มึน ริมฝีปากบวม
2. หลีกเลี่ยงสารเคมีที่เป็นอันตราย เช่น การใช้น้ำยาทำความสะอาด ยาระงับเกลิ่นเหงื่อ ยาฆ่าแมลง
3. ตรวจดูผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้าน เพื่อความปลอดภัยควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุธรรมชาติ ไม่มีสารเคมี
4. ไม่ควรขับรถเข้าไปในที่ที่มีการจราจรหนาแน่น ถ้าจำเป็นควรดูให้ดีว่าปิดกระจกหน้าต่างรถสนิทแล้ว
5. ไม่ยืนใกล้ด้านหน้าเตาไมโครเวฟขณะกำลังใช้งานอยู่

Short note Nutrient
เมื่อออกจ่ายตลาดควรเลือกอาหารที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เลือกอาหารที่สดที่สุด เช่น ผลไม้ ควรซื้อตามฤดูกาล เลือกผลไม้ที่มีผิวเต่งขั้วไม่แห้งเหี่ยว เนื้อสัตว์ ปลาควรซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้ว่าสะอาด ปราศจากสิ่งแปลกปลอมที่เป็นพิษต่อร่างกาย รองลงมา คือ อาหารที่แช่ไว้ในตู้เย็น หลีกเลี่ยงอาหารบรรจุกระป๋อง ทั้งผักสดและผลไม้ ควรระวังสารเคมี ยาฆ่าแมลงที่ตกค้าง ล้างให้สะอาดก่อนกินทุกครั้ง ถ้าไม่มีเวลาไปจ่ายของที่ตลาด หลีกเลี่ยงอาหารบรรจุกระป๋องทุกชนิด อ่านฉลากอาหารทุกครั้งที่เลือกซื้อเพื่อดูส่วนประกอบ และคุณประโยชน์ที่จะได้รับ รวมทั้งสารต่างๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ด้วย

เครดิต  women.sanook

เสียงดีๆ ที่ลูกน้อยอยากฟัง

June 15th, 2009 by womenblogs

เสียงดีๆ ที่ลูกน้อยอยากฟัง

ลูก มีต้นทุน ทักษะการฟังหรือได้ยินมาตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่ สิ่งสําคัญคือ เสียงที่ลูกรับรู้ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมากมาย และเพื่อให้หายข้องใจเรื่องเสียง เรามาอ่านข้อมูลต่อไปนี้กันค่ะ

เสียง, ลูกน้อย, ฟังเพลง

เสียงเพลง
เสียง แม่ที่ร้องเพลงกล่อมลูก แม้เป็นเสียงที่คุ้นเคยมาก่อนแล้ว ถึงตอนนี้ก็ยังชอบฟังมากที่สุดโดยเฉพาะเสียงเพลง ที่มีเนื้อร้อง คําคล้องจอง อย่างเพลงกล่อมเด็ก ก็ช่วยปูพื้นฐาน เรื่องภาษาให้กับลูก และหากสังเกตคุณแม่จะพบว่า

• เสียงเพลงที่มีจังหวะตื่นเต้น สนุกสนาน ลูกจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแขนขา
• เสียงเพลงที่มีจังหวะเบาๆ ช้าๆ ลูกจะอยู่สงบนิ่ง อารมณ์ดี รู้สึกสบาย ผ่อนคลาย

นอก จากเสียงเพลงแล้ว เครื่องเล่นที่มีเสียง ก็ช่วยกระตุ้น ทักษะการฟัง ทําให้เกิดการเรียนรู้ที่จะใช้สายตาประสานกับกล้ามเนื้อมัดเล็ก อย่างนิ้วมือเพื่อกดหรือเคาะเป็นจังหวะ

เสียงดนตรี
คือ เสียงที่เกิดจากเครื่องดนตรี ประกอบกันเป็นทํานองเพลง เสียงดนตรีสําหรับเด็กเล็ก แนะนําว่าควรเป็นเสียงที่มีจังหวะ ท่วงทํานองเบาๆ ช้าๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลายความรู้สึก เสียงดนตรีที่รู้จักในวงกว้างแวดวงพ่อแม่ ก็คือดนตรีคลาสสิก

ในงาน วิจัยพบว่า คลื่นเสียงดนตรีคลาสสิก ซึ่งเป็นคลื่นเสียงที่มีระเบียบ เมื่อเข้าไปกระตุ้นอวัยวะการรับเสียง ต่อเนื่องไปยังสมองส่วนการรับรู้ เกิดการรับ-ส่งและเชื่อมโยงส่งถึงสมอง เซลล์สมองจะเกิดการแตกตัวมากขึ้น สมองจึงเปิดรับสิ่งต่างๆ เรียนรู้ได้ดีเพราะมีสมาธิจากการฟัง หรือหากไม่เกี่ยง เสียงดนตรีไทยที่มีมานานในบ้านเรา ก็มีจังหวะ ท่วงทํานองสบายๆ ฟังได้ง่าย เลือกเปิดให้ลูกฟังได้เช่นกันค่ะ

เสียงต้องห้าม
คือ เสียงที่มีระดับความดังเกิน 70-80 เดซิเบล ร่วมกับการได้ยินบ่อยครั้ง เช่น เสียงเครื่องจักรในโรงงาน ถือเป็นเสียงต้องห้ามควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจส่งผลทําให้ประสิทธิภาพการได้ยินลดลง หรือเสียงบางประเภท เช่น เสียงแตรรถยนต์ เสียงดนตรีที่มีจังหวะรุนแรง จังหวะไม่แน่นอน ออกแนวอึกทึก สับสนวุ่นวาย จัดเป็นเสียงที่ไม่พึงประสงค์ที่ทําให้เด็กอาจไม่ชอบ ที่สําคัญ ส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจ กลายเป็นเด็กหงุดหงิด งอแงได้ง่าย มีทัศนคติกับเสียงนั้นๆ

DO
• ร้องเพลงหรือพูดคุยกับลูกอยู่บ่อยๆ สอนให้รู้ด้วยว่า เสียงนั้นเป็นเสียงอะไร
• ฝึกทักษะการฟังเสียงผ่านการเล่น เช่น การเคาะ ตี ของมีเสียงเป็นจังหวะ เช่น โมบาย กระดิ่ง มีเสียงกรุ๊งกริ๊ง
• เสียงจากธรรมชาติ ก็ช่วยให้ลูกเรียนรู้ เพิ่มประสบการณ์ การฟังที่หลากหลาย เช่น เสียงน้ำไหล เสียงลม

เสียง มีอิทธิพลส่งต่อถึงอารมณ์และจิตใจ โดยเฉพาะเสียงของพ่อแม่ ที่ทําให้ลูกอบอุ่นและปลอดภัย ที่สําคัญ เป็นจุดเริ่มต้นต่อยอดไปถึงพัฒนาการทางภาษา และการพูดในอนาคต ถ้าการฟังของลูกดี การสื่อสาร ใช้ภาษาก็ย่อมดีไปด้วย

เครดิต  women.sanook

3 ข้อควรรู้ ก่อนพาลูก ไปหาหมอ

June 15th, 2009 by womenblogs

3 ข้อควรรู้ ก่อนพาลูก ไปหาหมอ

เมื่อ คุณแม่มีความจําเป็นต้องพาลูกไปพบคุณหมอ อย่างน้อยควรมีการตระเตรียมอุปกรณ์ สิ่งของจําเป็นระหว่างการเดินทาง รวมถึงข้อมูลเรื่องสุขภาพที่จดบันทึกเอาไว้ เพื่อนํามาสอบถาม พูดคุยกับคุณหมอในประเด็นความสนใจข้อมูลเรื่องสุขภาพของลูกค่ะ

การเลี้ยงลูก, ลูกน้อย

1. เตรียมพร้อมเรื่องของลูก
สมุดบันทึกสุขภาพ
จําเป็นต่อการไปพบหมอทุกครั้ง เพื่อให้คุณหมอสามารถจดบันทึกข้อมูลเรื่องสุขภาพต่างๆ เอาไว้อย่างต่อเนื่อง เช่น ชื่อยา หมายเลขตัวยา วันที่ใช้ยา หรือชื่อวัคซีนที่ได้รับ รวมถึงการประมวลผล ให้คําแนะนําเกี่ยวกับสุขภาพลูกน้อย ให้คุณรับรู้ถึงการเจริญเติบโต และการดูแลลูกอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย

ของเล่นชิ้นโปรด
ช่วยสร้างความเพลิดเพลิน เบี่ยงเบนความสนใจค่ะ เพราะการอยู่ในบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย การพบคุณหมออาจไม่ใช่เรื่องถูกใจเด็กๆ ทุกคนเท่าไรนัก ดังนั้น การมีของเล่นสักชิ้นสองชิ้น ก็มีส่วนช่วยให้เสียงร้องของลูกหยุดลงหรือบรรยากาศดีขึ้น

ชุดที่สวมใส่
ควรเป็นชุดที่สะดวกต่อการถอดและสวมใส่ เพราะเวลาตรวจเด็กเล็กๆ คุณหมอต้องตรวจดูร่างกายลูกน้อยอย่างละเอียด ฉะนั้นชุดติดกัน หรือชุดที่ถอดยาก ใส่ยาก ไม่แนะนําค่ะ

ช่วงเวลา
หากไม่ใช่กรณีฉุกเฉินหรือเร่งด่วนเกินไป คุณอาจเช็กด้วยว่า เป็นช่วงที่ลูกเหนื่อย ง่วง หรือหิวอย่างไร เพื่อจะได้จัดเตรียมอาหาร อุปกรณ์เรื่องนอนของลูกให้พร้อมก่อนออกเดินทางไปพบคุณหมอ
กรณีมีความจําเป็น ไม่สามารถพาลูกไปพบคุณหมอได้ตามนัด ก็ควรติดต่อหรือพูดคุยกับพยาบาลหรือคุณหมอทราบก่อนล่วงหน้าค่ะ

2. เตรียมพร้อมเรื่องข้อมูล
เป็นข้อมูลที่เกิดจากการบันทึก จดรายละเอียดเอาไว้ ในระหว่างที่ลูกเกิดการ เจ็บป่วย ไม่สบาย ไม่ว่าเรื่องอาหารการกิน การนอน ความเป็นอยู่ต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการวินิจฉัย ประมวลผลของคุณหมอ เช่น
• ลูกมีไข้สูงเท่าไร มีอาการมากี่วัน
• กินอาหารเป็นปกติ กินน้อยลงหรือไม่ยอมกิน
• ลูกถ่ายกี่ครั้ง ลักษณะเป็นอย่างไร เช่น ถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือมีมูกเลือด
• พฤติกรรมร่าเริง เล่นได้ หรือร้องกวน ซึม งอแงมากกว่ากว่าปกติ
• มีอาการชัก แขน-ขา เกร็ง หรือหายใจติดขัด อาเจียนหรือเปล่า
• ตัวยาที่ลูกกินก่อนมาพบคุณหมอ ก็ควรจดด้วยว่าลูกกินยาอะไรบ้าง

สําหรับการพาลูกน้อยมารับวัคซีน คุณควรจดคําถาม ความสงสัยต่างๆ ที่คิดว่า จะถาม เพื่อขอข้อมูล คําแนะนําจากคุณหมอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่องให้กับลูกน้อยของคุณ เช่น การเลือกใช้วัคซีนเผื่อเลือก ราคา ค่าใช้จ่ายต่างๆ

3. เตรียมพร้อมเมื่อพบคุณหมอ
นอกจากข้อมูลทั้งหมดที่คุณจดไว้ถามคุณหมอแล้ว ในระหว่างการสนทนา ประเด็นที่ลืมไม่ได้ก่อนกลับบ้านก็คือ ข้อมูล วิธีการต่างๆ ในการดูแลลูกในเรื่องต่อไปนี้
• วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น หากอาการกลับมาอีกครั้ง
• ลูกมีอาการอาเจียนเมื่อกินยาหรืออาการไม่ดีขึ้น
• อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการรับวัคซีน หรือการได้รับวัคซีนในครั้งต่อไป

หากมีเวลาพอ คุณอาจพูดคุยเรื่องสุขภาพทั่วไป เช่น เรื่องพัฒนาการ อาหารเสริมกับคุณหมอ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลลูกอย่างถูกวิธีค่ะ

เครดิต  women.sanook

สารพัดวิธีไม่ควรมองข้ามป้องอุบัติเหตุใกล้ตัวลูก

June 15th, 2009 by womenblogs

สารพัดวิธีไม่ควรมองข้ามป้องอุบัติเหตุใกล้ตัวลูก

งาน ครบรอบ 10 ปี “รักลูกเฟสติวัล” ได้มีการชูประเด็นเกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติภัยให้ลูก น้อย ภายใต้หัวข้อเสวนา “ห่างไกลอุบัติเหตุ… รู้จัก First Aids เพื่อลูกน้อย” โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญนำโดย รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

คุณหมอได้ชี้ให้เห็นถึงอัตราการเสียชีวิตของเด็กทารก (น้อยกว่า 1 ปี) จากการบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุปีละ 122 ราย และเด็กอายุขวบปี 280 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดกับเด็กชาย และการจมน้ำถือเป็นสาเหตุหลัก ตลอดจนการขาดอากาศหายใจในแบบต่างๆ และจากกระแสไฟฟ้า สารพิษ การหนีบทับ ชนกระแทก และพลัดตกจากที่สูง ดังนั้น เพื่อการป้องกันจึงเน้นให้คุณพ่อคุณแม่ และคนในครอบครัวหันมาใส่ใจกับเรื่องอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวินาที โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็กวัยขวบปีแรกที่ไม่สามารถพูดหรือช่วยเหลือตัวเองได้ เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน…

สำหรับการจัดการความปลอดภัยให้เด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีนั้น สามารถทำได้ 3 แนวทาง คือ 1.จัดสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กให้ปลอดภัยทั้งในบ้าน นอกบ้าน และการเดินทาง โดยแยกเด็กออกจากจุดอันตราย เช่น ตู้ ประตู บันได ปลั๊กไฟ ของมีคม สารพิษ และแหล่งน้ำ 2.เฝ้าดูแล ปกป้องคุ้มครองเด็กโดยผู้ดูแลให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา และควรมีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น 3.สอนเด็กให้หลีกเลี่ยงจุดอันตราย หรือทักษะการช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งในเด็กอายุ 18 เดือน สามารถเรียนรู้คำสั่งง่ายๆ ได้

การเลี้ยงลูก, พัฒนาการลูกน้อย

สำหรับสิ่งของติดคอ ควร ระวังกับสิ่งของชิ้นเล็กที่มีขนาดเล็กกว่า 3.2×6 ซม.(ทดสอบกับแก้ววัดขนาด) ซึ่งเด็กสามารถนำเข้าปากและสำลักอุดตันหลอดลมได้ ซึ่งถ้ามองไม่เห็นของที่ติดคออยู่ในปากลูก ไม่ควรเอามือล้วงเข้าไป เพราะอาจจะดันให้สิ่งของลึกลงไปอีกได้ มีวิธีช่วยลูกได้คือ

1.วางเด็กคว่ำลงบนท้องแขน โดยให้มือรองศีรษะในลักษณะที่ลำตัวอยู่สูงกว่าศีรษะ

2.ใช้ฝ่ามือเคาะหลังระหว่างกระดูกสะบักสองข้าง 4 ครั้งติดต่อกัน

3.พลิกเด็กนอนหงายบนท้องแขน และรองท้องแขนด้วยตัก โดยให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าลำตัว

4.กดกลางหน้าอกด้วยนิ้ว 2 นิ้ว (บริเวณกึ่งกลางระหว่างหัวนมทั้ง 2 ข้างลงมา) และทำซ้ำ 2 ขั้นตอนจนกว่าของที่ติดอยู่จะหลุดออกมา

5.สังเกตการหายใจอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา หาก เด็กหมดสติ ให้เป่าปากสลับกับเคาะหลัง และกดหน้าอก ซึ่งถ้าทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้วยังไม่ได้ผล ควรนำตัวลูกส่งโรงพยาบาล หรือแจ้งหน่วยฉุกเฉิน 1669

ส่วนอุบัติเหตุจากการจมน้ำ โดยเฉพาะในอ่างอาบน้ำในบ้านตอนที่คุณแม่เผลอ หรือไม่ทันระวัง ลูกอาจลื่นจนจมน้ำได้ อย่ามัวแต่ตกอกตกใจ รีบอุ้มลูกขึ้นจากน้ำแล้วปฏิบัติดังนี้

1.ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง

2.ให้เด็กนอนราบ กดหน้าผากและเชยคางขึ้นอย่างเบามือ เพื่อเปิดทางเดินหายใจ

3.หากเด็กหยุดหายใจ หรือหายใจผิดปกติ ควรช่วยหายใจด้วยการใช้ปากของพ่อหรือแม่ครอบจมูกและปากของเด็ก เป่าลมเบาๆ นานครั้งละ 1-2 วินาที ประมาณ 2 ครั้ง พร้อมกับสังเกตดูว่าหน้าอกของเด็กขยายเมื่อเป่าลมหรือไม่

4.ถ้าเด็กไม่หายใจแต่มีชีพจร ให้เป่าปากต่อประมาณ 20 ครั้งต่อนาที

5.กรณีที่ไม่หายใจและไม่มีชีพจร ต้องกระตุ้น การเต้นของหัวใจ โดยใช้วิธีการปั๊มหัวใจ โดยส่วนใหญ่เด็กวัยขวบปีแรก ให้ใช้นิ้ว 2 นิ้วกดกึ่งกลางระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง จนกระดูกหน้าอกยุบลงประมาณ 1-1.5 นิ้ว กดหน้าอก 5 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 1 ครั้ง

6.เอาน้ำออกจากกระเพาะอาหาร ด้วยการ ใช้มือสอด และพยุงบั้นเอวของเด็กแล้วยกเอวขึ้นให้อาเจียนน้ำออกมา เพื่อกระตุ้นการหายใจ การไหลเวียนเลือด และฟื้นฟูสภาพหลังจมน้ำ ขั้นตอนนี้ทำเมื่อลูกฟื้นแล้วหรือหลังจากการกระตุ้นการหายใจด้วยการปั๊ม หัวใจ

7.เมื่อเด็กหายใจเป็นปกติแล้ว ควร เปลี่ยนเสื้อผ้า และเช็ดตัวให้แห้ง ให้เด็กนอนคว่ำแล้วตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันการอาเจียนจนสำลัก จากนั้นจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล

หากทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้วลูกยังไม่มีอาการตอบสนอง ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล และระหว่างทางควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นไปพร้อมกัน.

เครดิต  women.sanook

« Previous Entries