June 19th, 2009 by womenblogs
จี๊ด แสงทอง มองให้มากกว่าที่เห็น
อย่าง น้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ที่ต้องเห็นหน้าเธอตามสื่อบันเทิง รู้หรือไม่ว่า หลายครั้ง…ก่อนขึ้นรันเวย์ เธอมักหลบมุมอ่านหนังสือธรรมะ

จี๊ด-แสงทอง เกตุอู่ทอง
บ่ายอ่อนๆ ในวันที่ปลอดคิวงาน จี๊ด-แสงทอง เกตุอู่ทอง นั่งคุยกับเราในชุดสบายๆ เสื้อขาวกางเกงยีนส์ ที่เธอบอกว่า เป็นตัวเองมากที่สุด ส่วนชุดว่ายน้ำ…ปีนี้เธอขอผ่าน ไม่อยากเซ็กซี่ อยากสวนกระแส เธอตอบยิ้มๆ

จี๊ด-แสงทอง เกตุอู่ทอง
สำหรับชุดเซ็กซี่ซึ่งคล้ายๆ ว่าจะเป็นโลโก้ของเธอไปแล้ว แสงทองกลับบอกว่า “การเป็นนางแบบก็คือการเป็นหุ่น หุ่นที่ตั้งอยู่ตามหน้าร้าน เหมือนเป็นไม้แขวนเสื้อ” และอีกเหตุผลที่ปีนี้ไม่อยากวาบหวิว…
” เบื่อด้วยแหละ ถึงใส่เสื้อผ้ามิดชิดแค่ไหน ช่างภาพก็ถ่ายให้โป๊ได้ เห็นไหมคะ ปกหนังสือสมัยนี้หว่อวี้หว่อๆ เต็มไปหมด” เธอประชดประชันด้วยเสียงหัวเราะ
บทสนทนาเพิ่งออกตัวไปไม่กี่นาที แต่เราเริ่มรู้สึกแล้วว่า แสงทอง เกตุอู่ทอง ไม่ได้แค่สวย หุ่นดี เซ็กซี่ และเป็นเพียงหญิงสาวของอนันดา…
ที่ผ่านมาไม่ค่อยเห็นคุณจี๊ดให้สัมภาษณ์ยาวสักเท่าไหร่นะคะ
มัน เป็น โมโนโทน ไดอะล็อก (หัวเราะ) ที่เราสร้างขึ้น จริงๆ ทำไปเพื่อที่จะไม่เพิ่มคำถาม ไม่เพิ่มคำตอบ เช่น ช่วงนี้จี๊ดเป็นไงบ้าง ก็โอเค เขาก็ไม่ได้ถามต่อ คือทุกอย่างตอนนี้มันก็ปกติ ถ้าไม่ได้คิดเยอะและมองโลกในแง่ดี มันก็จะไม่มีอะไรหวือหวามาก
เหมือน พระท่านชอบพูดคำหนึ่งว่า ถ้าเสวนากันแล้วไม่มีประโยชน์จะเสวนาไปทำไม บางทีเราพูดไป เหมือนคนตรงข้ามไม่ได้ฟัง ก็ไม่พูดดีกว่า บางทีมันไร้สาระเปลืองน้ำลาย (ยิ้ม)
แค่กินอยู่แบบนี้ หรือได้นั่งคิดว่าจะไปต่างจังหวัดมันก็มีความสุขได้แล้วกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ

จี๊ด-แสงทอง เกตุอู่ทอง
ความสุขเล็กๆ น้อยๆ คืออะไรบ้าง
เช่น เรื่องการกินปลาทู แค่มีปลาทูอยู่ข้างหน้าตัวหนึ่งจี๊ดก็มีความสุขโคตร (ลากเสียงยาว) หรือแค่ได้ซื้อปากกา ดินสอ กระดาษ วาดรูป ก็โอ้โห สุดยอดแล้ว เหมือนเรารีแล็กซ์ตัวเองได้ทุกเวลา จะอยู่ตรงไหนก็ได้ที่สบายใจ
เหมือนที่พระท่านบอกว่าเราต้องอยู่กับปัจจุบันขณะใช่ไหม
อืม ใช่ คือ อยู่กับวันนี้พรุ่งนี้ บางครั้งคนชอบคิดไกลไป มันทำให้เครียด บางทีถ้าวันนี้เครียดก็นอนหลับ พรุ่งนี้ค่อยตื่นมาใหม่
ขอย้อนถามประวัติเล็กน้อย อย่างเรื่องการเรียน
จริงๆ แล้วไม่จบค่ะ จบม.6 ก็อยากเรียนด้านศิลปะกับถ่ายรูป คุยกับแม่ ขอเรียนแบบเทคคอร์สดีกว่า แม่ก็ไม่ว่า บอกว่าจะเรียนอะไรก็ได้ที่เลี้ยงตัวเองได้ในอนาคต เพราะบางทีคนเรียนจบ ก็ตกงานเยอะมาก
พยายามคิดว่า มีปริญญาตรีแต่ไม่มีความฝัน ไม่มีความสุข จะดีเหรอ สู้ได้ดีไซน์ชีวิตเองแล้วเรามีความสุขกับมัน ทุกคนก็เห็นด้วย เรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ก็พอแล้ว
เริ่มสนใจศิลปะตั้งแต่เมื่อไหร่คะ
15-16 เริ่มทำงาน เจอคนมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าโลกมันเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลย โลกของความเป็นเด็กหายไป รู้สึกว่ามันโหดร้าย
คือ ตอนทำงานแรกๆ กลับบ้านไปก็คิดว่า เฮ้ย ทำไมคนนั้นเป็นอย่างงั้น รับไม่ได้! กลับบ้านไปปิดประตูแล้วร้องไห้ คุยกับแม่ว่าทำไมคนนั้นต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมคนนี้ต้องเป็นอย่างนี้ แม่ก็บอกว่าเป็นปกติของชีวิตมนุษย์ ที่มีสิทธิปรุงแต่งความคิดและทำอะไรออกมาก็ได้ แม้เราอาจจะไม่ชอบแต่ก็ต้องเฉยๆ

จี๊ด-แสงทอง เกตุอู่ทอง
คนนี้ทำอย่างนั้น คนนั้นทำอย่างนี้ เช่นอะไรบ้าง
การ นินทาว่าร้าย การเสียดสีชาวบ้าน การเสแสร้ง การพูดไม่จริง ตอแหล (หัวเราะ) คือ ตอนเด็กๆ มันรับไม่ได้ ไม่ได้กระแดะนะ แต่ไม่เข้าใจ แล้วจะมีคำถามเพราะตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่าการปล่อยวางคืออะไร พอคุยกับแม่ แม่จะบอกว่า มันเป็นอย่างนี้แหละ เล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมาประกอบ เราก็เริ่มรู้สึกว่ามันจริง ค่อยๆ ยอมรับว่ามันปกติ
สิ่งที่ไม่เข้าใจตอนนั้นแล้วตอนนี้เราเข้าใจมันว่าคืออะไร
คือการไม่ยึดติดในสิ่งที่รอบข้างเป็น สุดท้ายแล้วความสุขอยู่ที่ตัวเราเอง เพราะชีวิตของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครเลย
ความคิดของคุณดูไม่ค่อยเข้ากับงานนางแบบที่ทำอยู่เลย
อืม เคยคิดเหมือนกัน (หัวเราะ) แต่ตอนนี้คิดว่า เราทำอย่างหนึ่งเพื่อไปสู่อีกอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่งอาจจะได้เงินดี แต่ก็เพื่อไปสู่ความเป็นศิลปินไส้แห้งของจี๊ด (หัวเราะ) แต่ความจริงแล้วการเป็นนางแบบ มันเป็นอาชีพของเรา มันอาจจะไม่เข้ากับเราหรืออาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่ได้มีความสุขจริงๆ แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ในเมื่อมันเข้ามาแล้วเราก็ต้องทำให้มันเต็มที่
ถ้าถามว่าอาชีพปัจจุบันของคุณคืออะไร
ถ้า เป็นเมื่อก่อนก็จะบอกว่าเป็นฟรีแลนซ์เดินแบบ แต่พออยู่กับมันมาสิบปีแล้วเลยคิดว่ามันเป็นอาชีพไปแล้ว (หัวเราะ) แล้วก็จะคอยบอกตัวเองว่าเราไปทำอาชีพที่เรารัก (ทำเสียงน่ารัก) มันเป็นการ บิวท์ตัวเองอย่างหนึ่งค่ะ
ดูเหมือนไม่รักเท่าไหร่นะคะ
มัน เหมือนการทำงานในออฟฟิศอะค่ะ ทำงานเป็นระบบ ไหนๆ เมื่อมีโอกาสแล้วเราก็มีความสุขกับมันดีกว่าไหม แล้วหลังๆ แต่เราก็เอนจอยกับมัน ก็คิดซะว่าสนุกดี ไปแต่งตัวสวย เจอเพื่อนเยอะๆ
เรา เป็นคนที่โชคดี โอเค เรามีสรีระที่เป็นผู้หญิง แล้วก็เหมือนเราให้โอกาสตัวเอง โอกาสมันเข้ามาแล้วเราไม่ได้ปฏิเสธ เสร็จแล้ว งานที่เราทำ มันก็ค่อยๆ มีความเป็นเราเข้าไปครอบคลุม เช่น สไตล์การเดิน การโพสต์
บิวท์ตัวเองยังไงคะเวลาทำงาน
ชอบเอาหนังสือไปอ่าน ถ้าเบื่อมากๆ ก็จะเอาหนังสือธรรมะไปนั่งอ่าน
มีเพื่อนอ่านด้วยไหม
ไม่มีค่ะ เขาก็คุยเรื่องแฟชั่น กระเป๋าโน่น นี่
ชอบอ่านหนังสือแบบไหน
ปรัชญา อ่านแล้วเพลินดี สนุกดี (ยิ้ม) หนังสือธรรมะก็ชอบ หนังสือเด็กก็มี บางครั้งยังหยิบต้นส้มแสนรักกับเจ้าชายน้อยขึ้นมาอ่าน บางทีก็โดนอนันดาด่าว่า ให้ต้นส้มแสนรักไปอ่าน 3 เดือนแล้วเนี่ย อ่านจบหรือยัง เราก็บอก เหลือ 5 หน้าสุดท้าย ไม่จบสักที ไม่รู้ทำไม (หัวเราะ)

จี๊ด-แสงทอง เกตุอู่ทอง
ชอบนักเขียนไทยคนไหนบ้าง
ชอบความสุขของกะทิ (ผู้แต่ง : งามพรรณ เวชชาชีวะ)
แล้วหนังสือธรรมะล่ะคะ ชอบอ่านแนวไหน
หนังสือ แจกตามวัดค่ะ คือบางทีทุกอย่างเรารู้อยู่แล้วล่ะแต่เราอ่านแค่จะเอามาจรรโลงใจแล้วก็ย้ำๆ ตัวเอง จี๊ดคิดว่า หนังสือตามแผงก็เป็นสิ่งที่พระท่านสอนอยู่แล้ว
รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีความทุกข์มากหรือเปล่าคะ
จริงๆ ก็ไม่ได้มีความทุกข์เยอะหรอกค่ะ แต่เป็นคนชอบสร้างความทุกข์ สร้างความลำบากให้กับตัวเองมากกว่า บางทีก็คิดว่าสิ่งที่เราได้ทุกวันนี้มันง่ายไปหรือเปล่า ขณะที่คนอื่นกว่าจะได้อะไรมามันยากลำบากเหลือเกิน
บางทีเราก็หลงลืม ความรู้สึกของตัวเอง ลืมคนรอบข้าง แล้วเราไม่ชอบ ก็เลยมาไตร่ตรองตัวเองว่าทำอะไรไปบ้าง อะไรที่เราไม่ชอบ ก็จะไม่กลับไปทำอีก แล้วดีไซน์ชีวิตใหม่ คิดว่าจะทำยังไงดี ที่ไม่เครียดกับสังคม หรือสภาวะแวดล้อม
เริ่มคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
ประมาณ 18 ถามตัวเองว่าเราโตเป็นผู้ใหญ่จริงหรือเปล่า เราโตแล้วจริงๆ เหรอ หรือการเป็นผู้ใหญ่จริงๆ มันเป็นยังไง พอ 20 ก็อยากกลับไปเป็นเด็กอีก มันก็มีคำถามกับตัวเองตลอด ก็จะคอยไปถามคนโน้นคนนี้
ถึงตอนนี้เราก็ ยังรู้สึกว่าเราเป็นเด็ก แต่เรามีความคิดที่รู้จักดัดแปลงแล้วนำไปใช้กับอนาคต แล้วก็ไม่หมกมุ่นว่า เป็นผู้ใหญ่มันเป็นยังไง แต่ทำอะไรให้ชัดเจนมากขึ้น เรื่องอนาคตมันเป็นเหมือนปัญหาโลกแตก คิดแล้วเครียด เลยเป็นคนที่คิดอะไรแล้วทำเลย แล้วอนาคตจะชัดขึ้นเอง
ตอนนี้ชีวิตยุ่งมากไหมคะ
ไม่ ค่อยยุ่งเท่าไหร่ มีวางแผนว่าจะทำโน่นทำนี่ เช่น ทำเกสต์เฮาส์ที่ปราณบุรีกับพี่ชลิต (นาคพะวัน) อยากให้เป็นที่ชุมนุมของคนทำงานศิลปะ ทำบริษัทผลิตสื่อกับเพื่อน แล้วก็คิดว่าจะช่วยอนันดาเขียนหนังสือ ก็ค่อยๆทำไป สลับกับการเทคคอร์สศิลปะและถ่ายรูป

จี๊ด-แสงทอง เกตุอู่ทอง
ชอบงานศิลปะแบบไหน
แอบสแตร็ค (Abstract) ค่ะ ชอบเรื่องสีและการใช้สีบ่งบอกอารมณ์
มันเริ่มจากการได้ถ่ายรูป แล้วการวาดรูปมันเป็นการฝึกคอมโพส (Compose)
ชอบถ่ายรูปแสดงว่าชอบเดินทาง?
ใช่ ค่ะ (ตอบทันที) สมัยก่อนชอบไปทะเล ไปสมุยทุกเดือนเลย เริ่มจากไปคนเดียว แล้วก็ได้รู้จักคนเยอะขึ้นเรื่อยๆ เราชอบคุยกับคนแปลกๆ ใหม่ๆ สนุกมาก เราได้ความรู้ ความคิดใหม่ๆ มันน่ารัก เป็นอะไรที่ใสมาก มีความสุข
จะเป็นนางแบบไปเรื่อยๆ ไหมคะ
ดอกไม้มันจะมีอายุของมันที่ค่อยๆ บานจนเต็มที่แล้วโรยเหี่ยวร่วงไป….. ก็คงอีก 2-3 ปีค่ะ ช่วงนี้ก็งกไว้ก่อน (หัวเราะ)
เปรียบเทียบงานวาดรูปที่เป็นกิจกรรมคนเดียว กับงานเดินแบบที่ต้องอยู่กับคนเยอะๆ มันขัดแย้งกันไหม
มัน มีคำว่า Face to face กับ Inside มันคนละเรื่องกัน เวลาเราทำงาน ไม่ค่อยมีอะไรที่ deep ลงไปข้างในอยู่แล้ว ไม่เหมือนเวลาที่เราอยู่กับตัวเอง
แล้วบนแคทวอล์ค นั่นใช่ตัวคุณหรือเปล่า
การเป็นนางแบบคือการเป็นหุ่น หุ่นที่ตั้งอยู่ตามหน้าร้าน หรือเป็นไม้แขวนเสื้อ
แต่การทำงานแบบไม่มีความสุข จะทำได้หรือ
เหมือน การสร้างลิ้นชักให้ตัวเอง แยกเก็บส่วนที่เราชอบกับไม่ชอบได้ เพื่อนเคยบอกว่า ถ้านั่งๆ กันอยู่ แล้วมีคนพูดอะไรที่ไม่อยากฟัง เราจะปิดปุ่มรับฟังได้ทันที (หัวเราะ) แต่ก็นั่งอยู่ตรงนั้นได้
ไม่ใช่ว่ารู้มาก แต่เราแค่เลือกที่ฟัง เลือกที่จะพูด เลือกที่จะเรียนรู้ ยังมีเรื่องอีกมากมายในโลกที่เรายังต้องเรียนรู้
เคยคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์ประหลาดไหม ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ?
เรา เป็นมนุษย์ต่างดาว (หัวเราะชอบใจ) จี๊ดไม่แคร์หรอก จี๊ดแคร์แค่คนรอบข้างไม่กี่คนเท่านั้น ที่เข้าใจเราที่อยู่ในวงจรของเรา คนที่ด่าเขาไม่ได้ให้เงินเราหรือทำให้เรารู้สึกสบายใจ อย่ายึดติดสังคมรอบข้างจนมันเข้าไปในตัวเรา สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่ตัวเราเอง
อย่างขนบธรรมเนียมประเพณี คุณเคารพเรื่องไหนบ้าง
การ ไหว้ การทำความเคารพ การนับถือคน การให้เกียรติกัน แต่เราไม่เชื่อว่า ผู้หญิงต้องเป็นช้างเท้าหลัง เพราะเราโตมาจากการหาเลี้ยงตัวเอง ไม่ใช่ขบถนะ มันคือความเสมอภาค ความภูมิใจในตัวเองและการให้เกียรติตัวเอง
การแต่งงานล่ะคะ
แต่อยากมีคนอยู่ด้วยไปเรื่อยๆ อยากมีเพื่อนคู่คิดมากกว่า พิธีหรือกระดาษ 1 ใบมันไม่สำคัญ
จริงๆ น่าจะมีกฎหมายว่า พิธีแต่งไม่ต้องจัด แต่ให้จัดตอนเลิกกันเนอะ (หัวเราะ) น่าจะดีนะ อาจทำให้คนกลับมารักกันหลายคู่ก็ได้ กลัวเสียตังค์ (ยิ้ม)
แล้วคุณจี๊ดยึดอะไรเป็นสิ่งสำคัญ
ความเชื่อ ความดี คนเราทุกคนมีความเชื่อและความดี เชื่อในสิ่งที่กำลังจะทำ เชื่อในวิจารณญาณ ความคิดของตัวเอง
เชื่อศาสนาไหม
เชื่อ (ตอบทันที) เชื่อในศาสนาพุทธ เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ต้องเชื่อตัวเองด้วย
ทุกอย่าง รอบตัวเราเป็นสสารก็จริง แต่เราเชื่อว่ามีเทวดาคุ้มครองตัวเรา (หัวเราะอายๆ) แต่ไม่เชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ว่าบนบานแล้วจะได้ เราอาจจะโดนปลูกฝังมาให้ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ผีบ้านผีเรือน บางทีก็งงนะ ว่าทำทำไม แต่ทำแล้วสบายใจ เย็น
กลับมาเรื่องงาน…’การถ่ายแบบ’ แบบธรรมชาติของคุณจี๊ดเป็นอย่างไร
เป็น ต้นไม้ เป็นต้นไผ่ลู่ลม (หัวเราะ) มันก็ไม่ได้เป็นธรรมชาติขนาดนั้นหรอก แค่ดูไม่เกร็ง ไม่เครียด บอกให้ยิ้มก็ยิ้ม เป็นหุ่น เหมือนเล่นละครมั้ง ไม่รู้เหมือนกัน ก็มองไปทางโน้นนิด ทางนี้หน่อย
ถ้าอยากได้ภาพถ่ายที่เป็นตัวคุณจี๊ดจริงๆ เลย จะเป็นภาพแบบไหน ใส่ชุดอะไร
ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ แบบนี้ (ชี้ไปที่ตัว) ถ่ายที่ต่างจังหวัด ทะเล ป่า ที่ไหนก็ได้ที่ไปเที่ยวกัน

จี๊ด-แสงทอง เกตุอู่ทอง
ระหว่างเที่ยวกับงาน เลือกอะไรก่อนคะ
ดูหลักของมัน แล้วค่อยเลือกค่ะ
เนื้องานเหรอคะ
ดูเนื้อเงิน (หัวเราะ) พูดเล่น บางทีเราก็เลือกเนื้องาน เลือกงานที่เราสบายใจ แต่เศรษฐกิจแบบนี้ ทำอะไรได้ก็ทำไปเถอะ
งานแบบไหนไม่รับเลย
ใน คอกเทลเลาจน์ รีสอร์ท รำคาญคนไปเที่ยว กับโป๊มากๆ จะไม่ใส่ชุดว่ายน้ำตัวเดียว ไม่ใส่บิกินี่ ทูพีซ แล้วไปเดินแบบ แล้วคงไม่แหวกถึงขั้นนมหก ซีทรู ถ้าจำเป็นจริงๆ ใส่ชุดว่ายน้ำก็ต้องมีผ้าพัน ไม่ให้ดูโป๊มาก
ถ้าตัดเรื่องเงินออกไป ภูมิใจไหมได้เป็นนางแบบ
ภูมิใจไหม (นิ่งคิดนาน) เป็นคำถามที่ตอบยากมากเลย …ภูมิใจก็ได้ เหมือนรู้สึกว่าเราโชคดี มันอันเดียวกับความภูมิใจมั้ย
เอา อย่างนี้ เราภูมิใจที่มีโอกาสมาสัมผัสกับสังคมที่ใครๆ ก็อยากจะสัมผัส ได้เห็นโลกอีกแบบหนึ่ง เราไม่รู้หรอกว่า ถ้าเราไม่ได้เป็นนางแบบ ไม่ได้พบเจอผู้คน ความคิดแตกต่าง ร้อยพ่อพันแม่ สังคมมากมายด้วยสิ่งล่อตาล่อใจ เราจะมีความคิดแบบนี้หรือเปล่า มีวิธีหาทางออกของความสุขได้เท่านี้หรือเปล่า
โดย : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
เครดิต women.sanook