การทำ AHA และ Ionto

September 24th, 2009 by womenblogs

 

การทำ AHA และ Ionto

AHA

กรดอัลฟ่าไฮดร๊อกซี่ หรือกรด AHA ( Alpha Hydroxy Acid ) เป็นกรดที่ได้จากผลไม้ตามธรรมชาติ เช่น กรด แลคติค ในนมเปรี้ยว กรดทาร์ทาริก ที่พบบ่อยในไวน์ ที่บ่มนานๆ หรือกรด ไกลคอลิก ในอ้อย พบว่า กรด AHA มีคุณสมบัติในการ กระตุ้นเซลล์ ชั้นหนังกำพร้า ให้หลุดลอกออก แล้วเร่งให้มีการสร้าง เซลล์ผิวหนัง ใหม่ ขึ้นมาแทนที่ ผิวหนังใหม่จึงดูสดใส ขาวนวลกว่า เหมือนผลัดผิวใหม่
แม้กรด AHA
จะมีส่วนช่วยให้ผิวขาวขึ้น ทำให้ริ้วรอยด่างดำ จางลงได้ แต่ก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ ที่มีกรด AHA ในปริมาณความเข้มข้นของกรดต่ำ เพราะอาจทำให้ผิวหน้าลอกได้ หากไม่มั่นใจ ควรขอคำปรึกษา จากแพทย์ผิวหนัง
สามารถทำต่อเนื่องได้6 ครั้ง โดยเว้นระยะครั้งละ2-3 สัปดาห์ แต่จะใช้น้ำยาความเข้มข้นสูงหรือต่ำขนาดใด และลอกบ่อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนด้วยค่ะ
           ส่วนการทำ AHA เป็นการใช้กรดผลไม้ทาผิวหน้า เพื่อช่วยทำให้เซลล์ที่หมองคล้ำของผิวหน้าในชั้นหนังกำพร้าส่วนบนหลุดลอกออกง่ายขึ้น พร้อมกับกระตุ้นสร้างเซลล์ใหม่ที่สดใส ส่วนที่เป็นครีม Whitening ทั้งหลาย ส่วนประกอบจะมีครีมกันแดดและแป้งเป็นหลัก ก็เลยทำให้ผู้ใช้ดูขาวขึ้นค่ะ

 

 

 

Ionto

ไอออนโต ป็นการขับยาหรือวิตามินเข้าสู่ผิวหนังโดยการปล่อยกระแสไฟฟ้าปริมาณต่ำ ๆ เพื่อช่วยผลักตัวยาเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้เห็นผลเร็วกว่าทายาทั่วไป เพื่อทำให้หน้าขาวและลบริ้วรอย การที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากอัลคาไลน์ แบตเตอรี่ความแรงประมาณ 9 โวลท์ผลักดันโมเลกุลของยาเข้าสู่ชั้น หนังแท้ของเรา ส่วนตัวยาที่ใช้ก็ต้องเป็นยามีคุณสมบัติยินยอม ที่จะถูกผลักโดยกระแสไฟฟ้าให้เข้าสู่ผิวพรรณตรงนั้นได้ ที่ใช้ในปัจจุบัน คือ วิตามินซี ฟอร์มที่ไม่สลายง่าย โดยหวังว่าวิตามินซีจะช่วยลบรอยดำบนใบหน้าได้ ปฏิบัติการนี้นิยมทำสัปดาห์ละครั้งส่วนตัวยาวิตามินซีละลายในน้ำกลั่นดังนั้นสิ่งที่ทาบนผิวหน้าจะประกอบด้วย วิตามินซี น้ำกลั่นและกระแสไฟฟ้า 9 โวลท์ ทำครั้งละ 10-15 นาทีสัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา 2-3 เดือน
           เครื่องมือนี้ควรใช้โดยแพทย์เท่านั้น เนื่องจากในการใส่ยาเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผลข้างเคียงก็มีได้บ้าง เช่น เกิดการระคายเคืองที่ผิว แสบร้อน จุดแดงๆ ขนาดเล็กกระจายตรงบริเวณที่ขั้วไฟฟ้าสัมผัส แต่มักจะหายเองภายใน 2-3 วัน ถ้ามีอาการแสบร้อนตรงผิวขณะทำควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันทีเพื่อแก้ไข

 

ประโยชน์ ลดรอยแผลเป็นจากสิว ลดรอยดำจากแผลทั่วไป ลดรอยดำหลังทำ Laser รักษากระ ฝ้า ทำให้ผิวหน้าขาวใส นุ่มเนียน หลังทำ Ionto ใบหน้าเป็นสีชมพูระเรื่อ เนื่องจากกระแสไฟฟ้ากระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น สามารถทำได้ทั้ง สุภาพบุรุษ และสุภาพสตรีที่ต้องการมีใบหน้าอ่อนใส สะดุดตา

 women.mthai

 

การปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วน

September 24th, 2009 by womenblogs

การปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วน

 

รูปหน้าผู้หญิงที่ยอมรับกันว่าเป็นใบหน้าที่สวยงามคือหน้ารูปไข่ โดยมี “ส่วนบน” (ระยะระหว่างขมับ) กว้างกว่า “ส่วนล่าง” (ระยะระหว่างมุมกราม) ส่วนใหญ่ที่ไม่สมดุลมักจะมีขมับแคบ  หน้าผากแบน สั้น ตั้งตรง

  women.mthai

 

การแก้ไขปรับปรุง


 

โดยใช้ไขมันตนเองมาเสริมบริเวณที่ต้องการและยังสามารถเสริมเติมในส่วนร่องต่างๆที่เกิดจากอายุมากได้ เช่น ร่องใต้ตา ร่องข้างแก้ม โหนกแก้ม

การเสริมสวยไขมันเป็นอย่างไร

- การเสริมไขมัน  เป็นการย้ายเซลล์ไขมันจากที่หนึ่งไปยังบริเวณที่ต้องการเสริมเติม เพื่อให้บริเวณนั้นเต็ม อิ่มขึ้น

 

- เซลล์ไขมันเมื่อถูกย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เนื่องจากเป็นเซลล์มีชีวิตต้องการอาหารมาเลี้ยง เพื่อให้เซลล์อยู่รอด  ในระยะแรกจะดูดซึมอาหารจากบริเวณรอบๆ หลังจากประมาณ 72 ชั่วโมงก็จะเริ่มมีเส้นเลือดใหม่เกิดขึ้นเพื่อจะดูดอาหารมาเลี้ยงเซลล์ หลังจากนั้นประมาณ 2-6 อาทิตย์ เซลล์ไขมันก็จะแข้งแรงสามารถคงอยู่ได้ สำหรับเซลล์บางส่วนจะตายไป ก็จะถูกเม็ดเลือดขาวกำจัด

 

- เมื่อผ่านไปประมาณ 6 อาทิตย์  แล้วบริเวณที่ย้ายไขมันไปอยู่ก็จะยุบลงไปบ้างเนื่องจากเซลล์บางส่วนตายไป และเซลล์ที่บวมจากการฉีดน้ำยาเข้าไปเพื่อดูดออกมา มันเริ่มยุบลง จะเห็นได้ว่าบริเวณที่มีการเสริมไขมันนั้นจะยุบลงไปบ้าง บริเวณใบหน้าที่เสริมจะยุบลงประมาณ 20-30%ซึ่งจะต้องมีการปรับเติมแต่งอีกครั้ง หลังจาก 6 อาทิตย์ไปแล้ว

 

- การเสริมไขมันจะดูเป็นธรรมชาติ ไม่มีการไหลไปจากที่ และเมื่อหลังจาก 6 อาทิตย์ไปแล้ว เซลล์ที่เหลืออยู่ก็จะคงสภาพแต่ก็อาจจะมีจากการเสื่อมของเซลล์ตามอายุลงไปบ้าง ก็อาจจะต้องมีการเติมเป็นครั้งคราว แต่จากการติดตาม ภายใน 5 ปี ก็ยังคงมีเซลล์ไขมันที่เสริมเข้าไปอยู่  ไขมันที่ฉีดเข้าไปจะไม่มีการปฏิเสธของร่างกายเพราะเป็นของคนคนเดียวกัน

  women.mthai

ตีนกา (wrinkle)

September 24th, 2009 by womenblogs

 

 

          เมื่ออายุมากขึ้นนอกจากประสบการณ์ ความรู้ ความรับผิดชอบและโรคจะมากขึ้นแล้ว ก็จะมี ตีนกาโผล่ขึ้นมาซึ่งสร้างความกังวลให้กับคุณผู้หญิง มีคำกล่าวว่าก่อนอายุ 40 ปีหน้าตาจะเหมือนแม่ แต่หลังอายุ 40 ปีหน้าตาจะบ่งบอกวิถีทางการดำรงชีวิต หากการดำเนินชีวิตดี สุขภาพ หน้าตาก็จะดี หากดำเนินชีวิตไม่ดีก็จะมีโรคหรือปัญหาตามมา ผิวหนังเราก็เหมือนอวัยวะอื่นเมื่อมีอายุมากขึ้นก็จะเกิดการเสื่อมโดยเฉพาะผิวหนังส่วนที่ต้องเจอแสงแดดมาก ผิวหนังของเราจะมี collagen  elastin  รวมทั้งไขมัน เมื่ออายุมากขึ้นไขมันและ collagen ลดลง หากร่างกายถูกแสงแดดมากก็จะมีการทำลายทั้ง collagen elastin ทำให้ผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่น กล้ามเนื้อใบหน้าก็จะอ่อนแรง น้ำในเซลล์ก็จะลดลงทำให้เกิดรอยย่นบนใบหน้าที่เรียกว่า “ตีนกา” หรือ “wrinkle” ซึ่งมีสองชนิดคือ ชนิดที่เป็นรอยย่นเล็กน้อย และชนิดที่เป็นรอยลึก ชนิดที่เป็นรอยตื้นจะตอบสนองดีต่อการรักษา ตีนกาจะพบมากบริเวณที่ถูกแสงมากเช่น หน้า คอ หลังมือ แขน

 

 

 

 
 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดรอยย่น


• อายุ เมื่ออายุมากเซลล์จะแบ่งตัวน้อยลง จำนวนเซลล์ในชั้นหนังแท้ลดลง เซลล์ไขมันและเซลล์ที่สร้าง elastin collagen ลดลง
• ผู้ที่สูบบุหรี่จะเป็นตีนกาได้ง่าย
• ผู้ที่มีผิวขาวตาสีฟ้า
• กรรมพันธุ์
• ทรงผมผู้ที่มีทรงผมเปิดรับแดดจะเกิดรอยย่นที่หน้าได้ง่าย
• การแต่งตัว หากใส่เสื้อผ้ารับแสงก็เป็นได้ง่าย
• ผู้ที่ต้องทำงานกลางแสงแดด

ปัจจัยที่ป้องกันได้ คือ การทาครีมกันแสงหรือการหลีกเลี่ยงแสงแดดและการงดการสูบบุหรี่

 
 

การรักษา

การใช้ยาทา
• Vitamin A Acid เป็นยาทาที่นิยมใช้มากที่สุดและได้ผลดีที่สุดโดยเฉพาะผิวหนังที่เริ่มแสดงถึงความชรา เช่น ผิวตกกระ ผิวย่น เริ่มแรกจะมีการระคายผิวหลังจากนั้นจะเริ่มดีขึ้น
• Alpha-hydroxy acids หรือที่เรียกว่า AHA เป็นกรดอ่อนที่ได้จากผลไม้ยาทาชนิดนี้ค่อยข้างจะปลอดภัย
• Antioxidants เป็นครีมที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระเช่นวิตามิน เอ อี ซี ยาทานี้มีผลป้องกันมากกว่าการรักษา
• Ordinary moisturizers เป็นครีมที่ให้ความชุ่มชื้นแกผิวหนังทำให้รอยย่นไม่เด่นชัด
• การฉีดสารเข้าใต้ผิวหนัง เช่น botox collagen fat


 

 

การใช้การเสริมสวย


• การลอกหน้าหรือการทำ baby face โดยใช้สาร  Gycolic acid peels ใช้ลอกหน้ากรณีที่เป็นรอยย่นชนิดตื้นๆ
• การลอกหน้ารอยย่นชนิดลึกโดยใช้ salicylic acid และ trichloroacetic acid ใช้ได้ดีกับรอยย่นชนิดตื้น หากใช้กับรอยย่นยิ่งลึกก็ยิ่งเกิดโรคแทรกซ้อนมากขึ้น เมื่อลอกเซลล์เก่าไปก็เกิดเซลล์ใหม่ขึ้น เซลล์ที่เกิดใหม่จะไวต่อแสงมากดังนั้นต้องทาครีมกันแสง
• การขัดหน้า Dermabration โดยใช้เครื่องมือที่มีผิวหยาบเหมือนกระดาษทรายขัดหน้า จะต้องวางยาสลบให้กับผู้ป่วย ผลข้างเขียงอาจจะทำให้เกิดแผลเป็น
• การใช้ Laser ในการขัดผิวได้ผลดีเหมือนการขัดด้วยกระดาษทราย ไม่ต้องวางยาสลบเพียงฉีดหรือทายาชาร่วมกับยานอนหลับ
• การทำศัลยกรรมตกแต่ง เช่นการดึงหน้า เป็นต้น
• การฉีดสาร Botox เพื่อให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นอ่อนแรงรอยย่นจึงหายไป


• การฉีดสารสังเคราะห์เข้าไปบริเวณตีนกาได้แก่สาร collagen  Artecol   hyaluronic acid  Restylaneเข้าบริเวณรอยย่น

 

  women.mthai

มาทำความรู้จัก CO2 กันดีกว่า

September 24th, 2009 by womenblogs

 

สาวสวย พลอย สาว หน้าใส

 

 

มาทำความรู้จัก CO2 กันดีกว่า

Laser CO2 คือเลเซอร์สำหรับผ่าตัดรักษาโรคผิวหนังประเภทหูด เนื้องอกผิวหนัง ชนิดต่างๆ ได้ผลดีและแม่นยำ พบผลข้างเคียงน้อยและสามารถทำการรักษาได้ในครั้งเดียว เหมาะสะหรับใช้รักษา หูดไฝ กระเนื้อ ติ่งเนื้อ เนื้องอกของต่อมเหงื่อบริเวณใต้ตา เนื้องอกต่อมไขมัน และสิวหัวปิดที่ยากต่อการรักษา

 

 

 

 คำแนะนำสำหรับผู้ที่รับการรักษาด้วย  CO2

 

ข้อควรทราบก่อนและหลังทำการรักษา

-     ก่อนการรักษา ต้องทายาชา หรือฉีดยาชาบริเวณผิวหนังที่ทำการรักษา ในกรณีที่ทายาชาต้องรอให้ยาชาออกฤทธิ์ประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง

-          หลังการรักษาจะเกิดแผลคล้ายรอยถลอก  หรือแผลหลุมตื้นๆ เป็นอยู่นานประมาณ 1-2 สัปดาห์

-          ในช่วงสัปดาห์แรก แผลอาจแฉะมีน้ำเหลืองซึมบ้างเล็กน้อย หลังจากนั้นแผลที่เป็นหลุมจะค่อย ๆ ขึ้นมาเต็มและเป็นสีแดงจางๆ

-          เมื่อรอยแดงหายไปผิวจะกลับมาเป็นปกติ แต่ผู้ที่มีสีผิวเข้มมาก รอยแดงอาจจะเปลี่ยนเป็นรอยคล้ำและจะค่อย ๆ จางลงไปใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน มีน้อยรายที่รอยคล้ำจะคงอยู่นานกว่า 1 ปี

-          รอยแผลเป็นมีโอกาสเกิดได้เช่นกันแต่น้อยมาก ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของผู้ป่วย เพื่อลดการเกิดแผลเป็นควรดูแลแผลตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาล

-          อาจมีอาการปวดแสบบริเวณแผลประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังทำ ถ้าปวดมากสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ ถ้าทำการรักษาที่บริเวณใต้ตาหรือหน้าผาก อาจมีอาการบวมได้ หากบวมมากให้ใช้น้ำแข็งประคบเย็นได้ (โดยทั่วไปอาการบวมจะทุเลาลงได้เองในเวลา 3-5 วัน

 

การดูแลแผลหลังการรักษา

-          หลังทำการรักษาไม่ให้แผลถูกน้ไประมาณ 24 ชั่วโมง

-          ในวันรุ่งขึ้นให้ทำความสะอาดแผลโดยใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผล (0.9% NSS) หรือน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้ให้เย็นเช็ดบริเวณแผล ซับแผลให้แห้งด้วยผ้าก๊อสที่ผ่านการฆ่าเชื้อ หลังจากนั้นทายาตามที่แพทย์สั่งวันละ 1-2 ครั้ง

-          เปลี่ยนผ้าปิดแผลใหม่เมื่อมีเลือดซึมหรือเปียกน้ำ (ถ้าแผลมีลักษณะถลอกตื้นๆ ไม่ต้องปิดแผล)

-          ถ้ากรณีทำการรักษาบริเวณใบหน้าเมื่อหลุมแผลหายแล้ว จึงเริ่มทาครีมบำรุงหรือแต่งหน้าได้ตามปกติ

-          หลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุดอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ หลังการรักษเพื่อป้องกันการเกิดรอยคล้ำ

 women.mthai

ผลศึกษา ผู้หญิงดื่มกาแฟ ลดความเสี่ยง มะเร็งมดลูก

September 23rd, 2009 by womenblogs

ผลศึกษา ผู้หญิงดื่มกาแฟ ลดความเสี่ยง มะเร็งมดลูก

กาแฟ

 

    ผลการศึกษาของนักวิจัยจากศูนย์มะเร็งแห่งชาติญี่ปุ่นระบุผู้หญิงที่ดื่มกาแฟปริมาณมาก จะมีความเสี่ยง เป็นมะเร็งมดลูกน้อยลง


    การศึกษาครั้งนี้ได้ติดตามกลุ่มผู้หญิง 5 หมื่น 4 พันคน อายุระหว่าง 40- 69 ปีนาน 15 ปี และในช่วงเวลาที่ทำการศึกษา มีผู้หญิง 117 คน ที่ป่วยเป็นมะเร็งมดลูก
     นักวิจัยได้แบ่งผู้หญิงออกเป็น 4 กลุ่มตามปริมาณกาแฟที่พวกเธอดื่ม และพบว่า กลุ่มผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละมากกว่า 3 ถ้วย มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งมดลูกน้อยกว่ากลุ่มที่ดื่มกาแฟน้อยกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ถึงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์

 women.mthai

ผิวขาวสวยหน้าใสด้วย IPL

September 23rd, 2009 by womenblogs

 

 

หน้าใส IPL ความสวยความงาม เสริมสวย หน้าขาว ผิวขาว 


 

คำแนะนำสำหรับผู้รับการรักษาสภาพผิวด้วย Intense Pulsed Light (IPL)

          การรักษาฟื้นฟูเพื่อความงามบนใบหน้าของตัวเอง คนเราก็มีอยู่หน้าเดียวจะสวยทั้งทีก็ต้องปรึกษาคุณหมอกันดีกว่า แสนเสน่ห์จะมาบอกว่า IPL มันเป็นยังไง ใครไม่รู้จักลองมาฟังดู

 

 
         อย่างแรกเรามารู้จัก
IPL กันก่อนว่ามันคืออะไร IPL เป็นลำแสงชนิกหนึ่ง เหมาะกับการรักษาผิวแดงจากเส้นเลือดฝอยขยาย รักษาปัญหาผิวหนังหมองคล้ำ ฝ้า กระลึก กระตื้น ปัญหาแผลนูน กำจัดขน ทำให้สิวแห้งลงชะลอภาวะชราของผิวพรรณ ลดริ้วรอย จุดด่างดำ กระ ฝ้า จางลง รูขุมขนกระชับขึ้น ผิวเรียบเนียนขึ้น รอยแดง หรือเส้นเลือดที่ผิดปกติลดลง ผิวกระชับขึ้น ทำให้ผิวเนียนใส ดูอ่อนกว่าวัย

 
       ฟังแล้วก็รู้สึกอยากทำขึ้นมาทันใด แต่คิดดูอีกทีจะทำที่ไหนล่ะ หลักง่ายๆ

1.   หาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด จะรู้ได้ไงล่ะ ก็ลองศึกษาข้อมูลดูก่อนและลองนัดคุยกับคุณหมอดูก่อนก็ได้

2.   เรื่องของสถานที่ บางแห่งอาจใช้เพียงพนักงานที่เคยฝึกอบรมมาก่อน มาทำให้ มันก็เสียงกับใบหน้าสวยๆของเรานะจ๊ะ ดูสถานที่ดีๆจะไปปลอดภัยไว้ก่อน

3.   คราวนี้ถ้าสงสัยข้องใจอะไร ขอคำปรึกษาจากแพทย์ให้ละเอียด เช่น ทำแล้วจะเจ็บไหม  ต้องทำกี่ครั้ง เห็นผลกี่เปอร์เซ็นต์ ถามให้หายข้องใจไปเลยจะได้มั่นใจเวลาไปทำ

ที่พูดมาก็บอกแค่คร่าวๆนะค่ะ อยากรู้ลึกรู้จริงต้องถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดีกว่า จะได้สบายใจ 100%

 

 

       โดยทั่วไปวิธีนี้จะเห็นผล 80-90% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถทำได้บ่อยทุก 2-4 สัปดาห์ จะเห็นผลชัดถ้ารักาอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 3-10 ครั้ง หลังจากได้ผงเต็มที่แล้วเพื่อรักษาสภาพผิวให้ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอควรทำซ้ำปีละ 1-2 ครั้ง ส่วนเรื่องของราคา ใบหน้า ประมาณ 4000 / ครั้งคอร์สละประมาณ 20000 บาท  รอยดำ รักแร้   ประมาณ 3000/ครั้ง   คอร์สละประมาณ 10000 บาท

 

 

ข้อควรทราบก่อนและหลังรักษา

ก่อนการรักษา

-           ควรหลีกเลี่ยงการตากแดดจนทำให้ผิวคล้ำอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนรับการรักษา

-           ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าถ้าท่านมีประวัติดังนี้

1.       มีประวัติแพ้แสงหรือเกิดผื่นคันระคายเคืองเมื่อถูกแดด

2.       มีประวัติเกิดแผลเป็น (Keloid) ง่าย

3.       มีประวัติเป็นโรคเริมบริเวณริมฝีปากมาก่อน

4.       กำลังรับประทานยา Reaccutane หรือหยุดยามาน้อยกว่า 6 เดือน ก่อนทำการรักษา

5.       กำลังรับประทานยาที่ทำให้เกิดการแพ้แสงได้ง่าย เช่น ยา Tetracycline, Bactrim, Zithromax หรือ Azitromycin

6.       กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในระหว่างการวางแผนตั้งครรภ์

 

หลังการรักษา

-           อาจมีใบหน้าแดงเล็กน้อยภายใน 1-2 ชั่วโมง ก็จะหายไป

-           อาจมีตกสะเก็ดบางแห่ง ประมาณ 5-10 วัน สะเก็ดจะหลุดเอง

 

การดูแลผิวหลังการรักษา

-           ล้างทำความสะอาดผิวหน้าได้ตามปกติ ควรหลีกเลี่ยงน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน เพราะอาจทำให้ระคายเคืองผิวหน้า

-           ควรทาครีมบำรุง ยากันแดด อย่างสม่ำเสมอ และสามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ

-           ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดประมาณ 1 สัปดาห์หลังการรักษา       

                     women.mthai          

อะโวคาโด , ผลไม้ , สุขภาพ

September 23rd, 2009 by womenblogs

โยเกิร์ต อาหาร สุขภาพ

 

โยเกิร์ตระงับกลิ่นปาก

 

 

ใครทราบบ้างว่าโยเกิร์ตสามารถระงับกลิ่นปากได้ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาฝาก…

คุณ เคนอิชิ โฮโจ และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสึรูมิ ในเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการวิจัยพบว่า แบคทีเรียที่อยู่ในโยเกิร์ต โดยเฉพาะแบคทีเรียชนิด Streptococcus thermophilus และ Lactobacillus bulgaricus อาจมีผลต่อแบคทีเรียที่ เป็นเหตุให้เกิดกลิ่นเหม็นในปากได้

จากการทดลองพบว่า การกินโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวัน วันละ 6 ออนซ์ (ประมาณ 1 ถ้วย) จะช่วยลดปริมาณสารที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในปาก อย่างเช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์

นอกจากนี้ ผู้ที่ชอบกินโยเกิร์ตนั้น มักจะมีปริมาณคราบแบคทีเรียบนผิวฟัน (plaque) และอาการของโรคเหงือกอักเสบน้อยกว่าคนทั่วไป

ถ้าไม่อยากปากเหม็น โยเกิร์ตช่วยได้!

 women.mthai

“อโวคาโด” ผลไม้เเหล่งไขมันชั้นดี

September 23rd, 2009 by womenblogs

 

อโวคาโด” ผลไม้เเหล่งไขมันชั้นดี

 

อะโวคาโด ผลไม้

 

 

      หลายๆ คนคงเคยได้ลองลิ้มรสผลไม้จากดินแดนอเมริกาใต้อย่าง “อโวคาโด” ผลไม้รูปทรงรีสีเขียวเข้ม เนื้อในสีเหลืองอ่อนกันมาบ้างแล้ว ซึ่งก็อาจจะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบเนื้อเนียนๆ และรสชาติที่ออกจะมันๆ ของผลอโวคาโด

        ที่รสชาติของผลอโวคาโดออกจะมันๆ นั้น ก็เนื่องจากในเนื้อของอะโวคาโดนั้นมีปริมาณไขมันสูง แต่ไขมันนั้นเป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย เพราะเป็นกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ชื่อว่า “กรดไขมันโอเมก้า 9″ มีอยู่ในปริมาณสูงเช่นเดียวกับในน้ำมันมะกอก

 

         เมื่อกินผลอะโวคาโดเป็นประจำ ก็จะช่วยลดโดคเลสเตอรอลในเส้นเลือดลงได้ด้วย รวมทั้งยังให้พลังงานสูง แต่มีน้ำตาลต่ำ ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจึงสามารถกินได้อย่างปลอดภัย

 

        นอกจากนี้ยังมีโปรตีนสูงซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย วิตามินสูง ทั้งวิตามินอี วิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี และยังให้กากใยมาก จึงเป็นประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายอย่างมากเลยทีเดียว

       ต้นอโวคาโดนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศหนาว ดังนั้นในตอนนี้ทางภาคเหนือของประเทศไทยเราก็เริ่มมีการส่งเสริมให้ปลูกอะโวคาโดกันมากขึ้น เพราะถือว่าเป็นอาหารสุขภาพ และเริ่มเป็นที่รู้จักของนักกินมากขึ้น โดยสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะกินสดๆ หรือนำไปใส่ในสลัด หรือทำเป็นซอสอะโวคาโดก็อร่อยได้เช่นกัน

women.mthai

1 นาทีเพื่อการลดน้ำหนัก

September 23rd, 2009 by womenblogs

ขนม เค้ก cake  ของหวาน อาหาร

 

1 นาทีเพื่อการลดน้ำหนัก

สิ่งเดียวที่คุณต้องการก็คือเวลาหนึ่งนาที เพื่อเริ่มการกำจัดน้ำหนักส่วนเกิน และต่อไปนี้คือกลยุทธ์แสนง่ายดาย ในการตัดลดแคลอรี่และเผาผลาญไขมันอย่างได้ผล ซึ่งใช้เวลาเพียง 60 วินาที หรือน้อยกว่านั้น

         1. เจือจางน้ำผลไม้ ผสมน้ำผลไม้ที่คุณโปรดปราน (ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่คุณเคยดื่ม) กับน้ำเปล่าหรือน้ำแร่แบบมีฟอง คุณสามารถตัดลดแคลอรี่ลงไปได้อย่างน้อย 85 แคลอรี่ ต่อแก้ว ซึ่งหมายถึง 2 กิโลในหนึ่งปี

         2. เคี้ยวหมากฝรั่ง งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ ค้นพบว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาลตลอดทั้งวันเพิ่มอัตราการผลาญได้ราว 20 % ที่สามารถช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าปีละ 10 ปอนด์

         3. จิบชาเขียวก่อนออกไปเดิน คาเฟอีนช่วยปลดปล่อยกรดไขมันของคุณ จึงเผาผลาญไขมันได้ง่ายกว่า และโพลีฟีนอล (ที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์) ในชาเขียวก็ดูจะทำงานร่วมกับคาเฟอีนในการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่ (ถ้าคุณความดันโลหิตสูง อย่าใช้เคล็ดลับนี้)

         4. หลอกต่อมรับรส การจิบยาแก้ไอรสเมนธอลหรือยูคาลิปตัสจะช่วยระงับอาการอยากอาหารได้อย่างชะงัดในทันที

         5. เพิ่มรสชาติเผ็ดร้อน การเติมพริกลงในอาหารจะทำให้คุณทานอาหารช้าลง และพริกยังช่วยเพิ่มการผลาญพลังงานอีกด้วย

         6. อย่าอยู่เฉย การขยับแข้งขยับขาหรืออยู่ไม่สุขตลอดเวลาจะช่วยคุณเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น ซึ่งอาจมากถึงวันละ 700 แคลอรี่เลยล่ะ

         7. เช่าหนังผีมาดู คุณมีความอยากอาหารน้อยลงเวลาที่กลัว แต่จะกินมากขึ้นถ้าโกรธหรือมีความสุข

         8. มองตัวเอง งานวิจัยบอกว่า การมองตัวเองในขณะกินอาหาร อาจทำให้คุณกินน้อยลงได้ 22-32 เปอร์เซ็นต์

         9. วิดพื้น ก่อนที่คุณจะเปิดถ้วยไอศกรีม วางมันลงก่อนแล้วก็ทำท่าวิดพื้นซัก 10 ครั้ง การทำกิจกรรมทางกายบางอย่างจะทำให้คุณสำนึกถึงเป้าหมายของคุณขึ้นมาได้

         10. ดมกลิ่น เวลาที่อยากกินขนมเค้กหรือคุกกี้หอมกรุ่นพวกนั้นเหลือเกิน ลองทำแบบนี้ดู สูดกลิ่นมันสัก 30 วินาที ก่อนกิน มันจะเป็นการตอบสนองต่อความอยากที่จะช่วยให้คุณหยุดกินได้แค่คุกกี้ชิ้นเดียว

         11. กินปลา ปลาที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น ทูน่า แม็กครีล และแซลมอน อาจช่วยคุณลดน้ำหนักได้ด้วยการเผาผลาญไขมันให้ดีขึ้น คนที่น้ำหนักเกิน ซึ่งกินอาหารแคลอรี่ต่ำที่มีปลาด้วยทุกวัน ลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ได้กินปลาเลยราว 20 %

 women.mthai

อาหารที่ช่วยเผาพลาญไขมัน

September 23rd, 2009 by womenblogs

 

   สารอาหารบางสิ่งที่ช่วยเผาพลาญไขมันอาจช่วยทำให้เราผอมได้ แต่บางอย่างก็ยังไม่สามารถบอกได้อย่างแท้จริงว่า มีสรรพคุณต่อร่างกายอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น

       หน่อไม้ฝรั่ง กรดแอสพาราจีนในหน่อไม้ช่วยทำให้ผอมได้ แต่กรดเหล่านี้เพียงช่วยขับน้ำออกเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาพลาญไขมัน 

       สาหร่ายและชาสาหร่าย ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับกรดแอสพาราจีน คือขับน้ำและของเสียออกจากร่างกาย ส่วนการเผาพลาญไขมันนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า สามารถเผาพลาญได้จริงหรือไม่ 

       พริก ในพริกมีสารรสเผ็ดร้อนที่ชื่อแคปไซซิน ช่วยเพิ่มความร้อนในร่างกาย “เพลิงร้อน” ตัวนี้สามารถช่วยเผาพลาญไขมัน ฉะนั้นถ้าใครกินเผ็ดได้ ก็เหยาะพริกป่นลงไปหน่อย หรือรับประทานพริกสดที่ซอยบางๆ ร่วมกับอาหารด้วยก็ดี 

       กาแฟ กาเฟอีนช่วยกระตุ้นเอ็นไซม์ซึ่งมีหน้าที่เผาพลาญไขมัน ดังนั้น เราควรจะดื่มกาแฟเป็นประจำ แต่ไม่ควรดื่มมาก แค่มื้อเช้าดื่มหนึ่งแก้ว หลังอาหารเที่ยงดื่มอีกหนึ่งแก้ว ก็พอแล้ว 

       ไวน์แดง หากดื่มในปริมาณน้อย สารบางอย่างในไวน์แดง ก็อาจจะช่วยขัดขวางการดูดซึมไขมันได้บ้าง อย่างไรก็ดีไม่ควรดื่มมากเกินไป เพราะไวน์แค่ครึ่งแก้วสามารถให้พลังงานได้ถึง 72 แคลอรี่ 

       ชาเขียว จากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก ประเทศเยอรมนี ยืนยันว่าการดื่มชาเขียวเป็นประจำในปริมาณวันละสี่แก้ว สามารถช่วยกระตุ้นการเผาพลาญไขมันได้ และดีต่อสุขภาพอีกด้วย

 women.mthai

« Previous Entries Next Entries »