ผิวสวยเปล่งปลั่งด้วยวิธีง่ายๆ

September 21st, 2009 by womenblogs

ผิวสวยเปล่งปลั่งด้วยวิธีง่ายๆ

น้ำผึ้ง


ลองใช้ส่วนผสมต่อไปนี้ที่หาได้ในบ้านของคุณเอง เพื่อเป็นเจ้าของผิวสวยเปล่งปลั่งอย่างที่คุณปรารถนา

1. น้ำตาลทราย ใช้น้ำตาลทรายผสมกับน้ำมันมะกอก เพื่อขัดผิว เกล็ดน้ำตาลทรายจะช่วยขัดลอกเซลล์ผิวเก่าและทำให้ผิวนุ่มขึ้น ขณะที่น้ำมันมะกอกจะทำให้ผิวชุ่มชื่น

2. ข้าวโอ๊ตและนม ผสมข้าวโอ๊ตกับนมแบบไม่พร่องมันเนยทาให้ทั่วใบหน้าและปล่อยให้แห้งราว 10-15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด

3. โยเกิร์ต ทาโยเกิร์ตแบบธรรมชาติลงให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ 15 นาที ไม่เพียงแต่ผิวจะรู้สึกสดชื่น มันยังทำให้ผิวของคุณนุ่มนวลและเรียบลื่นอีกด้วย

4. กล้วยหอม บดให้ละเอียดและผสมกับนมสด ทาทั่วใบหน้าและทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น แล้วรอดูผิวที่เปล่งปลั่งได้เลย

5. น้ำผึ้ง ทาให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ผิวคุณจะนุ่มนวลและเปล่งปลั่ง

6. ไข่ ผสมไข่ดิบกับน้ำผึ้ง ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

7. มะละกอ บดละเอียดแล้วพอกลงบนใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก

8. แป้งข้าวโพด ผสมกับไข่ขาวและทาทั่วใบหน้าเมื่อใบหน้าแห้ง ซึ่งใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง ใช้นิ้วจุ่มน้ำอุ่นและนวดให้ทั่ว ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด

women.mthai

การเสริม โหนกแก้ม

September 21st, 2009 by womenblogs

การเสริมโหนกแก้ม

บริเวณโหนกแก้มอยู่บริเวณหน้าส่วนกลาง ในกรณีคนที่มีโหนกแก้มแบนเมื่อมองด้านข้างจะเห็นหน้าแอ่น เว้า ทำให้มองดูมีอายุเศร้า
โหนกแก้มจะแบ่งเป็น ส่วน คือส่วนใน ส่วนกลาง ส่วนริม คนไทยส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าโหนกแก้มสูง บริเวณส่วนกลางที่เด่นสุดและส่วนริมแต่โหนกแก้มส่วนกลางจะแบน ทำให้มองดูหน้าส่วนกลางกว้าง
การที่โหนกแก้มส่วนกลางแบนเกิดจาก
1.พันธุ์กรรม
2.อายุมากขึ้น เนื้อเยื่อที่คลุมโหนกแก้มส่วนกลางจะหย่อนคล้อยลงทำให้คนสูงอายุ มองดูหน้าเศร้าและหน้ายาวแบน

การแก้ไขโดยศัลยกรรม
- การใช้แกน Silicon ก็ออกแบบตกแต่งให้เป็นรูปตามต้องการ
- การผ่าตัดโดยผ่าเข้าทางช่องปากบริเวณเหงือกด้านบน
- หลังการผ่าตัดบริเวณหน้าส่วนกลางจะมีความหนา มองด้านข้างจะเปลี่ยนจากหน้าเว้าเป็นแอ่ง เป็นส่วนโค้งมีมิติขึ้น มองดูอ่อยวัยขึ้น
- การผ่าตัดใช้เพียงยาชาก็ทำได้เลย

women.mthai

ศัลยกรรมคาง

September 21st, 2009 by womenblogs

ศัลยกรรมคาง

ศัลยกรรม คาง เสริมสวย ผ่าตัด ศัลยกรรมเสริมสวยส่วนคาง เช่น คางสั้น คางยื่น การผ่าตัดที่มีการทำมาก คือการเสริมคาง การตัดเลื่อนกระดูกในสภาพคางยื่น,ยาว
ส่วนการเสริมคางโดยการฉีดสารชนิดต่างๆ เข้าไปไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณลูกคางมีน้ำหนักมาก ต่อไปบริเวณที่ฉีดจะย้อยห้อยลงมาทำให้คางมีลักษณะคล้ายคางคนแก่ หรือคางแม่มดทำให้สัดส่วนความยาวของใบหน้าผิดไป

การแก้ไขคางสั้น
การที่คางสั้น จะทำให้สัดส่วนหน้าส่วนล่างสั้นเมื่อมองด้านข้าง จะเห็น ปาก จมูก เด่นเป็นลักษณะปากอูม จึงทำให้มองด้านข้างหน้าสั้น

โดยการผ่าตัด
-โดยการเสริม บริเวณคาง โดยใช้แกน Silicon ซึ่งอาจจะหล่อสำเร็จ หรือแพทย์ตกแต่งให้เข้ารูป ซึ่งการออกแบบรูปคางก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล
-การผ่าตัดอาจผ่าเข้าทางปากหรือผ่าใต้คาง ขึ้นอยู่กับขนาดของแกนที่เสริม
-หลังการผ่าตัดแล้ว ไม่มีการติดเชื้อแกนที่เสริมก็สามารถอยู่กับเราไปตลอด

การจะดูเป็นธรรมชาติ โดยมองแล้วแนบไปกับกระดูกกราม โดยไม่เห็นเป็นระดับและจับไม่เคลื่อนขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1.การออกแบบและการตกแต่งแกน
2.เทคนิคการผ่าตัด
3.ประสบการณ์ของแพทย์

ถ้าเมื่อเกิดปัญหา เช่นบวมแดงขึ้นแล้วจะแก้ไขอย่างไร
- การแก้ไข โดยการเอาแกนที่ใส่ออกแล้วให้ยารักษาการติดเชื้อก็จะหายได้ไม่ยากเพราะแกนSilicon ที่ใช้เนื้อจะละเอียดมากแน่น ไม่เป็นที่เก็บกักเชื้อโรค
การแก้ไขคางยื่นยาว
การแก้ไขต้องใช้วิธีศัลยกรรมโดยการการตัดกระดูกส่วนที่เกินออกแล้วยึดติดกระดูกส่วนที่เหลือเข้าด้วยกันและอาจจะมีการเลื่อนกระดูกที่ยื่นให้ถอยเข้าไปการผ่าตัดชนิดนี้ต้องดมยาสลบ

women.mthai

ปัญหาฝ้า กับสาวนักกีฬา

September 21st, 2009 by womenblogs

ปัญหาฝ้า กับสาวนักกีฬา

เอมมี่ นางแบบ ผิว แสงแดด

สาวนักกอล์ฟทั้งหลายค่ะ คุณเคยประสบปัญหาเรื่องหน้าหมองคล้ำ ฝ้า กระ ขึ้นหลังจากไปออกรอบไหมค่ะ วันนี้เรามาเข้าใจถึงปัญหาเรื่องฝ้ากันนะค่ะ

ฝ้าเป็นปัญหาของเม็ดสีใต้ผิวหนัง ซึ่งเกิดจากมีการสะสมเซลล์เม็ดสีที่มีปริมาณมากกว่าปกติ และเซลล์เม็ดสีแต่ละตัวก็ทำงานมากกว่าปกติด้วย ฉะนั้นเมื่อมองจากภายนอกจะเห็นผิวเป็นลักษณะปื้นสีดำหรือน้ำตาล บริเวณที่พบบ่อยมักเป็นตำแหน่งที่นูนออกมาจากใบหน้า เช่น โหนกแก้ม สันจมูก หรือหน้าผาก

สาเหตุของฝ้านั้นอาจจะเกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น การกินยาคุมกำเนิด หรือสาวที่เข้าสู่วัยทอง ส่วนสาเหตุที่สำคัญมากๆ ที่ทำให้เกิดฝ้านั้น คือ แสงแดด นั่นเอง

แนวทางการรักษาฝ้านั้นแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

  1. แนวทางการป้องกัน

- เลี่ยงแสงแดด สำหรับสาวนักกอล์ฟนั้นอาจเลี่ยงการออกรอบในช่วง 11.00 13.00 น. เนื่องจากมีรังสี UV มากที่สุด การใส่หมวกหรือร่มป้องกันแสง UV นั้น จะช่วยลดปริมาณแสงที่กระทบโดนหน้าลงได้มาก

- นักกอล์ฟควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 และมีค่า PA+++ ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ถ้าออกรอบนานเกิน 4 ชั่วโมง ควรมีการทาครีมกันแดดซ้ำเสมอ (อาจทาช่วงระหว่างพักเหนื่อยก็ได้) โดยทาก่อนออกแดดประมาณ ½ ชั่วโมง หากคุณเป็นคนมีเหงื่อระหว่างวันมากแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติกันน้ำด้วย

  1. แนวทางการรักษา

- การใช้ยา ซึ่งมีทั้งทายา กินยา หรือ ฉีดยาเข้าไปใต้ผิวตำแหน่งที่เป็นฝ้า ซึ่งการใช้กลุ่มยาในการรักษาอย่างเดียว ผลการรักษาจะเห็นช้าค่อยเป็นค่อยไป และการใช้ยาทุกประเภทควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่แนะนำให้ซื้อยามาใช้เอง เนื่องจากการใช้กลุ่มยาฝ้าที่ผิดวิธีจะเกิดปัญหารุนแรงตามมาได้

- การรักษาโดยการทำทรีตเมนต์ โดยการผลักยาแก้ฝ้าและยากลุ่ม Whitening ลงไปในตำแหน่งที่เป็นฝ้า

- การรักษาโดยการทำเลเซอร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นการรักษาที่เห็นผลเร็วที่สุด เลเซอร์ในการรักษาฝ้านั้นมีที่ได้ผลดีอยู่หลายตัว ดังนั้นการใช้เลเซอร์ตัวใดในการรักษาต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าสาวๆ มีปัญหาเรื่องฝ้า ควรรักษาควบคู่ทั้งแนวทางการป้องกันฝ้าที่จะเกิดขึ้นใหม่ และรักษาฝ้าเก่าให้จางลงด้วยค่ะ

women.mthai 

วิธีชะลอการแก่ของผิว

September 21st, 2009 by womenblogs

การชะลอการแก่ของผิว

การแก่เกิดขึ้นในวินาทีแรกของการมีชีวิต เซลจะเริ่มเสื่อมและตายลง และมีวิธี ชะลอ แก่ ผิว  ความสวยความงาม การแทนที่ด้วยเซลใหม่ เซลบางชนิดมีอายุสั้นมากเช่น เซลเม็ดเลือดแดงมีอายุเพียง เจ็ดวัน เซลผิวหนังมีอายุประมาณ หนึ่งเดือน เซลล์เนื้อเยื่อ และพังผืดมีอายุประมาณ สิบห้าปี มีเซลเพียงสองชนิดเท่านั้นที่มีอายุเท่ากับอายุจริงของเรา คือเซลสมอง และเลนส์ตา แล้วทำไมเราจึงดูแก่ขึ้นได้ หากเซลผิวหนัง และเนื้อเยื่อมีการสร้างทดแทนอยู่ตลอดเวลา

เหตุผลที่สำคัญคือ เซลที่สร้างใหม่ทดแทน จะมีการทำงานที่ลดน้อยลง หรือเปลี่ยนแปลงไป อย่างช้าๆ ตัวอย่างเช่น เซลไฟโบรไชท์ ที่สร้างเส้นใยคลอราเจน จะสร้างคลอราเจนใหม่แทนที่ของเดิม ในอัตราลดลงประมาณ 1 % ต่อปี เราจึงมีผิวหนังแท้ และเส้นใยพังผืด ซึ่งเป็นสิ่งที่ ทำให้ผิวดูเต่งตึง กระชับ ลดน้อยลง เมื่อการสูญเสียมากถึงระดับหนึ่ง เช่นเสียไป เกินสามสิบเปอร์เซ็นต์ เมื่ออายุมากกว่าสามสิบปี เราจะเริ่มเห็น ผิวหนังในหลายตำแหน่ง จึงเริ่มหย่อนคล้อยไปตามแรงดึงดูดของโลก

ซึ่งทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกรองแสง อัลตร้าไวโอเลท และสารแปลกปลอม และมลพิษทั้งหลาย หลังจากเวลาผ่านไป จะเห็นการเปลี่ยนแปลง เกิดการบางตัว ผิวแห้งแตก มีรอยด่างดำ เกิดรอยย่นเล็กๆ และมีการขยายตัวของเส้นเลือดฝอย เกิดติ่งเนื้อ หรือเนื้องอก แม้กระทั่งมะเร็งผิวหนัง  การเปลี่ยนแปลงนี้จะเห็นได้มากบริเวณที่ถูกแสงแดด และ คนผิวสีขาว จะมีการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าสีผิวเข้ม การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นผลจากการเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดการเสื่อมลงของเซลแทบทุกชนิด

การลดการเกิดอนุมูลอิสระ ที่สำคัญ คือ

1.หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดจัด หากจำเป็นต้องออกแดด ควรสรวมหมวกปีกกว้าง หรือกางร่ม หากออกกำลังกลางแดด ควรใช้ครีมกันแดด ที่สามสารถกรองได้ทั้ง อัลตร้าไวโอเลท เอ (มีค่า PPD มากกว่า +++) และอัลตร้าไวโอเลท บี (ค่า SPF, Sun protecting factorมากกว่า มากกว่า 30) ต้องทาประมาณ สามสิบนาทีก่อนออกแดด และ ทาปริมาณที่เหมาะสม (บีบยา ประมาณ สองกรัม หรือหนึ่งข้อนิ้วชี้ ต่อแก้มหนึ่งข้าง)

2.ลดการแห้งแตกของผิว ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบ ด้วยการใช้ สบู่อ่อน หรือครีมอาบน้ำ และทา โลชั่นลดความแห้งหลังอาบน้ำอย่างสม่ำเสมอ

3. งดบุหรี่ และหลีกเลี่ยงสถานที่มีควันบุหรี่สูง

4. หลีกเลี่ยงบริเวณที่มี ควันรถยนต์ และมลพิษสูง เช่น ริมถนน ที่จราจรหนาแน่น

5. ลดอาหารที่มีอนุมูลอิสระสูง เช่นน้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำ

6.การรับประทานอาหารที่มีสารจับอนุมูลอิสระ ที่สำคัญคือ ไวตามินซีธรรมชาติ ในผลไม้และผักสีเขียว เช่น ฝรั่ง แอปเปิล ผักสลัด ฯลฯ ให้เพียง พอ และสม่ำเสมอ ไวตามินซี จะทำงานได้ดีร่วมกับไวตามินอี ซึ่งมีในไข่ เนื้อสัตว์ จึงควรรับประทานอาหารให้สมดุลทุกหมู่ ไวตามินซีถูกทำลายได้เร็วด้วยความร้อน จึงควรเลือกรับประทานเฉพาะผลไม้สด น้ำผลไม้ที่คั้นสด และผักสด

7. ลดความเครียด จากปัญหาต่างๆ ฝึกจิตให้สงบ เช่นการฝึกสมาธิ เล่นกีฬา หรือมีงานอดิเรกที่ผ่อนคลายทำ อย่างสม่ำเสมอ

8.การใช้เวชภัณฑ์ ลดอนุมูลอิสระ เช่น การกินไวตามินซี ไวตามินอี สารบางชนิด เช่น โคเอนไซย์คิวเทน ฯลฯ เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูง จึงเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลเร็วอย่างชัดเจน เวชภัณฑ์ที่อ้างว่าชะลอความแก่ได้นั้นมีมาก แต่มีการศึกษายืนยันว่ามีประโยชน์มีไม่มาก บางชนิด มีการกล่าวอ้างเกินจริง เช่น การรับประทานยาที่มีคลอราเจน โดยหวัวว่าจะไปทดแทนคลอราเจนที่ลดลง โดยหารู้ไม่ว่า กระบวนการย่อยสลายในระบบทางเดินอาหาร จะย่อยสลายคลอราเจนที่กินเข้าไปเป็นกรดอะมิโน ก่อนจะส่งไปทางกระแสเลือดเพื่อสร้างคลอราเจน การกินคลอราเจนจึงไม่ได้มีผลต่างจากการกินโปรตีนเช่น เนื้อสัตว์ ไข่ขาว นมถั่วเหลือง ฯลฯ

9. การทาเวชสำอาง ที่มีสารลดอนุมูลอิสระ เข่น ไวตามินซี หรือสารกระตุ้นการเจริญของเซลล์ เช่น อนุพันธ์ ไวตามินเอ (Retinoic acid) เป็นวิธีที่สิ้นเปลือง และ ควรได้รับการแนะนำจากแพทย์ เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงอาการแทรกซ้อน

การลดการสะสมไขมัน ได้แก่

1.การรับประทานอาหาร ให้ได้พลังงานเหมาะสมสำหรับ แต่ละวัย อายุมากขึ้นความต้องการพลังงานจะลดลง และการกระจายพลังงานให้เหมาะสมในแต่ละวัน อาหารเช้า เป็นมื้อสำคัญ ควรได้พลังงาน ประมาณ 40% มื้อกลางวัน 40% และ มื้อเย็น 20% คนส่วนใหญ่จะรับประทานอาหาร สวนกับความต้องการพลังงานในแต่ละช่วง การรับประทานอาหารมื้อเย็นมากเกินไป ทำให้เกิดการสะสมของไขมันทำให้อ้วน และมีปัญหาสารพัดตามมา

2. ลดการรับประทานไขมันจากพืช และน้ำมันพืชที่มีไขมันอิ่มตัวสูงเช่นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันรำ

3. เพิ่มปริมาณอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ข้างกล้อง ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด

4. ลดอาหารประเภท แป้งและ น้ำตาลลง เช่น ขนมหวาน เครื่องดื่มหรือ ชากาแฟผสมน้ำตาล

5. การออกกำลังกาย อย่างน้อย สามสิบนาทีสัปดาห์ละสามครั้ง

สำหรับการแก้ไขปัญหา จากความแก่ เช่น รอยย่น ความหย่อนยานของผิว ไขมันสะสม และสีผิวผิดปกติ ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ด้านเวชสำอางในปัจจุบัน สามารถทำให้ เราดูอ่อนวัยลงได้ โดยไม่ยุ่งยากและสิ้นเปลืองเกินไปจะได้กล่าวถึง เป็นเรื่องๆไปตอนต่อๆไป

women.mthai

แก้ปัญหาฟันเหลือง ด้วยตัวเองอย่างไรให้ถูกวิธี

September 21st, 2009 by womenblogs

แก้ปัญหาฟันเหลือง ด้วยตัวเองอย่างไรให้ถูกวิธี

::ฟันเหลืองเกิดจากสาเหตุใด::

ฟันขาว
ฟันคนเราปกติจะมีสีขาวเป็นมันวาว แต่บางคนจะมีฟันเหลือง หรือดำคล้ำ แลดูไม่สวยงาม โดยอาจจะเป็นเพียงบางซี่ หรือทุกๆซี่ก็ได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ฟันคนเราไม่ขาวก็จะมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน คือ

1. การรับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีสี เป็นประจำ เช่น ชา กาแฟ
2. การสูบบุหรี่
3. การจัดฟัน เนื่องจากแปรงฟันไม่สะอาดพอ จึงทำให้มีคราบอาหาร คราบแบคทีเรีย และหินปูน มาเกาะติดสะสมทีละน้อย ๆ จนเห็นเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีดำติดตามซอกฟัน
4. จากการรับประทานยาเตตราซัยคริน ซึ่งการกินยาตัวนี้ จะมีผลต่อสีของฟัน

เจลฟอกฟันขาวในท้องตลาด เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ด้วยสูตรเฉพาะของทางสินค้า ซึ่งการฟอกฟันขาว เป็นที่นิยมกันในต่างประเทศมาก โดยมีอิทธิพลมาจากดาราฮอลลีวูด ในเมืองไทยมีจำหน่าย 2 ยี่ห้อด้วยกันคือ บีแดซเซิล นำเข้าจากออสเตรเลีย  และ สปาร์คเคิล นำเข้าจากอเมริกา สูตรหลักมใช้ Carbamide Peroxide ในการฟอกสีฟัน โดยการปล่อยออกซิเจนให้ซึมเข้าสู่รูพรุนของฟันในธรรมชาติ และขจัดคราบต่าง ๆ จากภายใน โดยไม่ทำลายเนื้อฟัน


ข้อดี สีฟันขาวสดใสจากภายในขาวนาน  ปลอดภัยต่อเคลือบฟัน ทำซ้ำได้
ข้อควรระวัง ควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีแผลในช่องปาก ผู้ที่ใส่อุปกรณ์จัดฟัน

1. เจลฟอกฟันขาว (ชนิดป้าย) ยี่ห้อสปาร์คเคิลเพ้นท์ออน


มีขายทั่วไปตามร้านบู๊สท์ วัตสัน และร้านขายยา มีส่วนผสมจาก Carbamide Peroxide 8% ซึ่งคิดเป็นปริมาณของ Hydrogen Peroxide 2.9% ซึ่งได้มาตฐานปลอดภัย มีอย. (เลขที่ ผ.129/2551)
วิธีใช้
1. ทำความสะอาดฟัน
2. ใช้พู่กันจุ่มที่เนื้อเจลพอประมาณทาที่ฟันในบริเวณที่ต้องการฟอก
3. คลอบด้วยถาดโฟม ทิ้งไว้ 15-30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
4. ใช้เป็นประจำติดต่อกัน 1 – 3 สัปดาห์ ควรเริ่มที่ที่ฟันบนก่อน แล้วจึงทำฟันล่าง
5. หลังการใช้ผลิตภัณฑ์ควรปิดฝาให้สนิท ล้างพู่กันและที่ครอบฟันให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า แล้วผึ่งไว้ให้แห้งเพื่อนำมาใช้ในครั้งต่อไป
6. หลังจากที่ฟันขาวอย่างที่ต้องการแล้ว ให้ใช้ Booster Gel ต่อเนื่องเป็นประจำเพื่อคงความขาวสม่ำเสมอของฟัน

ใช้วิธีนี้จะทำให้ฟันค่อย ๆ ขาวขึ้น ทันทีที่ใช้ และสามารถใช้ได้ทุกวัน เช้า-เย็น จนกว่าจะพอใจในความขาวของฟัน

เจลฟอกฟันขาวเจลฟอกฟันขาว

2. เจลฟอกฟันขาว (ชนิดใช้คู่กับยาสีฟัน) ยี่ห้อสปาร์คเคิลบูสเตอร์เจล
มีขายทั่วไปตามร้านบู๊สท์ วัตสัน และร้านขายยา มีส่วนผสมจาก Carbamide Peroxide 8% ซึ่งคิดเป็นปริมาณของ Hydrogen Peroxide 2.9% ซึ่งได้มาตฐานปลอดภัย และยังมี อย. ด้วย (เลขที่ ผ.86/2551)
วิธีใช้
1. ป้ายสปาร์คเคิล บูสเตอร์เจล ทั้งฟันบนและล่าง
2. แล้วแปรงฟันตามปกติ เช้า เย็น
Tips:
เพื่อความสะดวกอาจบีบสปาร์คเคิล บูสเตอร์เจล และยาสีฟันปกติอย่างละครึ่ง แล้วแปรงฟันตามปกติ
หมายเหตุ:
ใช้เป็นประจำเพื่อคงความขาวสม่ำเสมอของฟัน
Sparkle Booster Gel จะช่วยขจัดคราบที่สะสมอยู่ในฟันได้ดีขึ้น ช่วยให้ฟันขาวขึ้นจากภายใน

การใช้วิธีนี้จะรักษาสีฟันหลังจากที่ใช้ สปาร์คเคิลเพ้นท์ออนฟอกฟัน ให้ขาวได้ระดับ ถึงแม้ว่าจะรับประทานอาหารที่มีสีเช่น ชา กาแฟ

3. ปากกาฟอกฟันขาว บีแดสเซิล
เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับฟอกฟันขาวที่สามารถใช้ได้ด้วยตัวเองที่บ้าน และทุก ๆ สถานที่ ที่ต้องการฟอกฟันขาวแบบเร่งด่วน มีส่วนผสมหลักประกอบด้วย เจลไฮโดรเจน เพอร์ออกไซด์ 9.5%  ใช้แล้วฟันจะคงขาวได้นาน 6 - 12 เดือน ขึ้นอยู่กับนิสัยการรับประทานอาหารและการดูแลรักษาความสะอาดฟันประจำวันของคุณ ปลอดภัยได้มาตรฐานมีอย. (เลขที่ น.258/2550)

วิธีใช้
2 วันแรก ให้ใช้วันละชั่วโมงครึ่ง ต่อจากนั้นให้ใช้วันละ 30 นาที อีก 3 – 5 วัน เพื่อผลของฟันที่ขาวได้ยาวนานยิ่งขึ้น

ใช้แล้วจะไม่มีอาการปวด แต่สำหรับผู้ที่เคยมีประวัติของการเสียวฟันอันเนื่องมาจากไวต่อความร้อนหรือความเย็น อาจเกิดอาการเสียวฟันเล็กน้อย 1-2 วันหลัง จากการใช้ แต่อาการนั้นจะหายไป

หลังจากการฟอกฟัน ต้องเว้นจากการสูบบุหรี่ ดื่มชากาแฟ หรือไวน์แดง เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ที่ฟันของเราจะมีรูเล็กๆเหมือนรูขุมขุนของผิว หลังจากทำการฟอกเสร็จสิ้นใหม่ๆ ไม่ควรปล่อยให้คราบต่างๆ เข้าไปติดชั่วคราว

การใช้ B’Dazzled Express แตกต่างกับการทำเลเซอร์ตามคลินิก คือ ใช้ไฮโดรเจน เพอร์ออกไซด์ 35% และใช้เวลาประมาณ 1 – 1-1/2 ชั่วโมง เพื่อให้เพอร์ออกไซด์ทำกระบวนการออกซิไดซ์ ขจัดฟอกคราบต่างๆบนฟัน แน่นอนว่ามันเป็นวิธีที่ได้ผลอย่างรวดเร็ว และดีกว่า แต่ค่าใช้จ่ายแพงมากกว่าหลายร้อยเท่า

เท่านี้ก็จะทำให้ฟันขาวเหมือนดาราฮอลลีวูดได้อย่างง่าย ๆ และราคาก็สมเหตุสมผล ลองกลับไปทดลองใช้ตามความชอบเลยนะคะ

women.mthai

“ยางรัดผม” ลดพุง

September 21st, 2009 by womenblogs

“ยางรัดผม” ลดพุง


พุง ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการดูแลรักษารูปร่างของผู้หญิง ดังนั้นเราจึงเห็นผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการลดพุงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ว่าจะเป็นการซิตอัพ หรืออดอาหารก็ตามที

แต่ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น การลดพุงได้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ สบายๆ ไปเสียแล้ว ในเมื่อพวกเขาสามารถที่จะมีหน้าท้องที่แบนราบได้ โดยที่ไม่ต้องอดอาหารหรือออกกำลังกายกันอย่างหนัก พวกเขาเพียงแค่มีหนังยางเส้นเดียวเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

ง่ายๆ เลยจากการที่เราทิ้งตัวลงนั่ง เหยียดขาให้ตึง โดยที่เท้าทั้งสองข้างแนบชิดกัน และยกปลายเท้าตั้งขึ้น จากนั้นก็นำยางรัดผมแบบหนา (อาจจะมีส่วนผสมของไหมพรมเพื่อไม่ให้รัดจนเจ็บเกินไป) มาคล้องลงไปในหัวแม่เท้าทั้งสองข้างที่ติดกัน (อย่าพยายามให้ส้นเท้าแยกจากกัน) เสร็จแล้วก็นอนราบลงกับพื้น เพียง 5 นาทีต่อวัน พุงของคุณก็จะสามารถแบนราบได้โดยที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย

ซึ่งวิธี “‘ยางรัดผม” ลด “พุง” นี้ คนที่คิดค้นเขาบอกว่า เมื่อกระดูกบั้นเอวเกิดอาการเบี้ยว โย้เย้ อยู่ไม่ตรงที่แน่นอนนั่นเอง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กล้ามเนื้อบั้นเอว และหน้าท้องของเรานั้นหยุดการทำงานที่ดีไป

ดังนั้นเมื่อเราได้ใช้หนังยางรัดลงไปที่นิ้วหัวแม่เท้า ซึ่งเป็นจุดสำคัญของร่างกายที่จะไปช่วยบังคับการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้ทำงานดีขึ้นและตรงเป้าหมาย ช่วยให้กระดูกบั้นเอวของเรากลับคืนมาสู่ในที่ตั้งอันมั่นคง เป็นปกติ คือไม่เบี้ยวโย้เย้ กล้ามเนื้อหน้าท้องและรอบบั้นเอวก็จะค่อยๆ แบนราบลง

โอ้โห…สุดยอดไปเลยใช่มั้ย น่าทึ่งจริงๆ ขอยกนิ้วให้พี่ยุ่นเขาเลย

women.mthai

สารพิษตกค้างในผักและผลไม้

September 21st, 2009 by womenblogs

ผัก ผลไม้ อาหาร

สารพิษตกค้างในผักและผลไม้

วิธีการลดสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ สามารถกระทำได้หลายวิธี เช่น

1. ปอกเปลือกแล้วล้างน้ำให้สะอาด

2. ล้างผักให้น้ำผ่านโดยเปิดน้ำให้แรงพอประมาณนาน นาที หรือแช่ผักในน้ำสะอาด โดยล้างครั้งหนึ่งก่อนแล้วเด็ดเป็นใบๆ แช่ในอ่างน้ำนาน 15 นาที

3. ถ้าใช้น้ำส้มสายชูละลายน้ำความเข้มข้น 0.5% แช่นาน 15 นาที จะลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 80

4. ใช้ผงฟู ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร แช่นาน 15 นาที จะลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ90

เมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา พบอาหารนำเข้าจากต่างประเทศปนเปื้อนหลายรายการ เช่น น้ำแร่ธรรมชาติมีสารตะกั่วสูงกว่ามาตรฐาน กุ้งแช่แข็งนำเข้าพบสารไนโตรฟูแรนส์ และคลอแรมฟินิคอล บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปนเปื้อนเชื้อแบซิลลัส ซีเรียส ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ โดยก่อให้เกิดโรคได้สองแบบ แบบแรกเป็นชนิดถ่ายเหลวท้องเสียหลังบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ แบบที่สองก่อให้เกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรง โดยไม่มีอาการท้องเสียถ่ายเหลวร่วมด้วย การตรวจพบเชื้อนี้ในปริมาณเกินกว่า 1,000,000 ตัวต่ออาหารหนึ่งกรัม ถือว่ามีการปนเปื้อนและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคตามมาตราฐานสากล

การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของไทยยังมีปัญหาอยู่มากพอสมควร ผลไม้ไทยหลายชนิดยังไม่สามารถส่งไปยังต่างประเทศได้ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลส้ม มะนาว ทั้งนี้เพราะมีการตรวจพบว่ามีการใช้ยาฆ่าแมลงในปริมาณสูง ซึ่งประเทศไทยเองก็ยังไม่มีเทคนิคและกระบวนการที่กำจัดยาฆ่าแมลงที่ปะปนอยู่ในเนื้อส้มได้ สำหรับกรณีที่เป็นปัญหาสำหรับมังคุดและทุเรียนก็ยังเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบันมีการรณรงค์ความปลอดภัยของอาหาร โดยเน้นให้ปลอดภัยจากสารบอแรกซ์หรือที่เรียกว่าผงกรอบ สารฟอร์มาลินหรือ น้ำยาดองศพ ซึ่งพ่อค้าแม่ค้านิยมนำมาแช่ผักและผลไม้ให้ดูสดอยู่ตลอดเวลา สารฟอกขาวหรือไฮโดรซัลไฟด์ กรดซาลิซิลิคหรือ สารกันรา รวมทั้งสารตกค้างหรือยาฆ่าแมลง ทั้งนี้ข้อกฎหมายกำหนดให้พบได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของปริมาณสารพิษที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในร่างกาย

การรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ควรบริโภคอาหารหลายชนิด เนื่องจากไม่มีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่ให้คุณค่าทางโภชนาการได้ครบถ้วน บริโภคอาหารในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการ หลีกเลี่ยงการรับประทานที่มีไขมันมากเกินไป บริโภคอาหารที่มีปริมาณของแป้งและกากใยให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่ปรุงด้วยปริมาณน้ำตาลจำนวนมาก และหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารเค็มมากเกินไป

อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ ผักและผลไม้ พืชตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บรอคโคลี่ ฯลฯ ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลำไส้ส่วนปลาย กระเพาะอาหาร และอวัยวะระบบทางเดินหายใจ อาหารที่มีกากมาก เช่น ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด และเมล็ดธัญพืชอื่นๆ ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาหารที่มีเบต้าแคโรทีน และวิตามินเอสูง เช่น ผลไม้สีเขียว-เหลือง ป้องกันมะเร็งหลอดอาหาร กล่องเสียง และปอด

เบต้าแคโรทีน เป็นสารที่ร่างกายนำไปใช้สร้างวิตามินเอ ที่เรียกว่า โปรวิตามินเอ ช่วยบำรุงสุขภาพสายตา สร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง สารชนิดนี้มีมากในพืชผักสีแดง เหลือง ส้ม หรือเขียวเข้ม เช่น ยอดมะยม ผักโขม ตำลึง กระถิน ยอดแค ชะพลู และผักชีฝรั่ง ล้วนมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูงมากทั้งสิ้น

women.mthai

โรคเท้าเหม็น…คุณเป็นหรือเปล่า

September 21st, 2009 by womenblogs

โรคเท้าเหม็น…คุณเป็นหรือเปล่า

เท้า

โรคเท้าเหม็น (Pitted Keratolysis) เป็นโรคที่พบมากในเขตร้อน พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้ชายและผู้หญิง แต่จะพบได้บ่อยในผู้ชาย เพราะจะมีเหงื่อออกที่ฝ่าเท้ามากกว่า และผู้ชายมักสวมถุงเท้าอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เกิดการหมักหมมบริเวณเท้า

คนเป็นโรคเท้าเหม็น หากสังเกตก็จะเห็นหลุมเล็กๆ ที่ฝ่าเท้า บางครั้งหลุมอาจรวมตัวกันเป็นแอ่งเว้าตื้นๆ มักพบตามฝ่าเท้าที่รับน้ำหนัก และที่ง่ามนิ้วเท้า

อาการที่แสดงออกมาของโรคเท้าเหม็นคือ ร้อยละ 90 เท้ามีกลิ่นเหม็นมาก ร้อยละ 70 คือ เวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า ส่วนอาการคันนั้นพบได้น้อยเพียง ร้อยละ 8 เท่านั้น

วิธีการรักษาโรคเท้าเหม็น

1. พยายามทำให้เท้าแห้งอยู่เสมอ โดยอาจใช้แป้งฝุ่นฆ่าเชื้อโรยที่เท้า หรือยารักษาสิว (Benzoyl Peroxide) ก็นำมาใช้ได้เช่นกัน นอกจากนั้นก็อาจใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อราชนิดทาก็ได้

2.โบทอกซ์ที่ใช้แพร่หลายกันในเรื่องการลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ก็สามารถนำมาใช้รักษาโรคเท้าเหม็นได้ด้วย โดยการฉีดโบทอกซ์เข้าไปที่ฝ่าเท้าเพื่อลดเหงื่อที่ออกมากๆ ประมาณ 6-12 เดือน ก็จะเห็นผล (วิธีการนี้มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก 10,000-20,000 ต่อครั้ง)

3. การใช้ไอออนโตเพื่อลดเหงื่อ ซึ่งเป็นวิธีการที่ปฏิบัติกันมากว่าเจ็ดสิบปีแล้ว โดยทำบริเวณที่มีเหงื่อให้เหงื่อออกมาครั้งละ 20-30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จนเหงื่อที่ออกลดลงเป็นปกติ วิธีนี้ไม่เจ็บ ไม่แพงแต่ก็ไม่นิยมในบ้านเรา

4. แช่เท้าในน้ำล้างเท้าผสมสูตรระงับกลิ่นทุกวัน โดยใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

สูตรผสมน้ำระงับกลิ่นเท้า

- น้ำอุ่นผสมน้ำส้มสายชูกับด่างทับทิม

- น้ำอุ่นผสมส้มฝานบางๆ อาจใช้มะนาวแทนก็ได้

- น้ำอุ่นผสมกระเทียมทุบ 2-3 กลีบ

- น้ำอุ่นผสมน้ำมะขามเปียก

- น้ำชาจีนอุ่นๆ ต้มแก่ๆ (สูตรนี้จะไม่ถูกกรดอ่อนๆ กัดเท้าเหมือนสูตรอื่น)

7 เคล็ดลับรักษาเท้าให้น่าคลั่งไคล้

1. จงเข้าใจว่าศัตรูของเท้าไม่ใช่ความแห้ง แต่เป็นกลิ่น ดังนั้นไม่ควรหมักหมมเท้าไว้ในรองเท้าให้นานเกินไป ควรหาเวลาถอดเพื่อระบายเหงื่อ หรือใช้สเปรย์แป้งเพิ่มความสดชื่นให้แก่เท้าอยู่เสมอ

2. เวลาล้างเท้าควรล้างอย่างพิถีพิถัน โดยเฉพาะบริเวณแต่ละง่ามนิ้วเท้า ควรใช้สบู่เด็กหรือผลิตภัณฑ์รักษาความสะอาดโดยเฉพาะ เพราะบริเวณนั้นเป็นแหล่งรวมของเชื้อราเลยทีเดียว จากนั้นก็ล้างด้วยน้ำสะอาดให้หมดจด

3. ควรประณีตกับการล้างเท้าสักหน่อย โดยการใช้ ‘หินลอย’ (Pumice Stone) มาขัดหนังที่แข็งกระด้างออก และไม่ลืมที่จะใช้เวลาในการเช็ดเท้าให้แห้งสนิทมากที่สุดด้วย

4. แล้วเมื่อเท้ามีอาการปวดเมื่อยจากการเดินหรือวิ่งก็ตาม ง่ายๆ เลยเพื่อระงับความปวดเมื่อยคือ การนำเท้าไปแช่น้ำอุ่น (ผสมเกลือ) สัก 10-15 นาทีแล้วยกออก ตามด้วยการจุ่มน้ำเย็นสัก 1-2 นาที ก็จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และยังทำให้ผิวเท้านุ่มขึ้นอีกด้วย

5. เมื่อมีเวลาว่างเมื่อใด ก็ควรนำเท้าไปนวดครีมหรือนวดน้ำมัน เพื่อรักษาผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ

6. ไม่ควรใส่รองเท้าที่คับจนเกินไป เพราะนอกจากจะสร้างความเจ็บปวดแล้ว ยังทำให้เกิดแผลและตาปลาอีกด้วย

7. ไม่ควรทำเล็บที่ร้านเสริมสวย หรือใช้เครื่องมือของทางร้าน เพื่อป้องกันความสกปรกหรือโรคผิวหนังที่จะติดมากับเครื่องมือเหล่านั้น (ทำด้วยตัวเองดีที่สุด)

women.mthai

เตือน 10 เมนูเด็ดเสี่ยงโรค ‘เบอร์เกอร์-พิซซ่า’ อันตราย!!!

September 21st, 2009 by womenblogs

เตือน 10 เมนูเด็ดเสี่ยงโรค

เบอร์เกอร์-พิซซ่า‘ อันตราย!!!

อาหาร’!!! ถือเป็นหนึ่งใน ปัจจัย 4’ ที่มีความสำคัญต่อมนุษย์ ซึ่งตามหลักทั่วไปอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายต้องคุณภาพดี มีสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ…..ที่สำคัญคือต้องสะอาดและปราศจากสารพิษ’ เจือปน อันจะก่อให้เกิดภัยอันตรายแก่สุขภาพ

อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าการเลือกรับประทานอาหารในแต่ละ เมนู’ ของมนุษย์ จำเป็นต้องคัดสรรมากขึ้น เพราะปัจจุบันมี อาหารอันตราย’ ไม่ปลอดภัยต่อร่างกายอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจากข้อมูลของ ‘Team Content’ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) พบว่า มีเมนูโปรด’ ของใครหลายคน ถูกจัดเป็น อาหารอันตราย’ อย่างน้อยๆ 10 ชนิด ได้แก่ . . .

1. แฮมเบอร์เกอร์

จัดเป็นอาหารประเภทที่ มีความเสี่ยงสูง’ เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ เนื้อ’ มาใช้ปรุงทำให้มี แบคทีเรีย’ เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ สารเคมีสีแดง’ มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ สารปรุงรส’(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย ‘MSG’ เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย

2.ฮอทด็อก

เป็นอีก เมนูอันตราย’ เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และฮอทด็อก’ ทั้ง หมดยังใส่สารไนไตรท์’ เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย สารไนไตรท์’ เป็นสารที่ทำให้เกิด โรคมะเร็ง’ ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ

นอกจากนี้ ถุงหลอด’ ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจากคอลลาเจนสังเคราะห์’ ที่เป็นสารก่อให้เกิด โรคมะเร็ง’ ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มีสารพิษร้ายแรง’ ที่เรียกว่า อะคริลิไมด์’(Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็งและทำลายประสาท

3.เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด

เป็นอาหารที่มี ความเป็นพิษสูง’ โดยการทอด เฟร้นช์ฟราย’ ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี สารอะคริลิไมด์ออกมา นอกจากนี้ น้ำมัน’ ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ ออกซิไดซ์’ ในมันฝรั่งยังมีดรรชนีกลีซิมิค’(Glycemic) อยู่สูงมาก…..นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็วมาก

อาหาร ขนม คุกกี้

4. คุกกี้

ที่เด่นชัดมาก คือ สัดส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว ซึ่งอาหารในประเภทที่มีน้ำ ตาลปริมาณสูงเช่นนี้ จะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น

5.พิซซ่า

พิซซ่า’ ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ ตัดแต่งพันธุกรรม’ 5 ชนิด คือ…..

พิซซ่า อาหาร1.’เนยแท้’(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย…..

2.’แป้ง’ ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่…..

3.’ซอสมะเขือเทศ’ ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง ยาฆ่าแมลง’ ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน…..

4.’แป้งสาลี’ ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม

5.มี น้ำมันฝ้าย’ ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสารพิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภคได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น น้ำมันไฮโดรจีเนต’ และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ผิวหน้าแป้งพิซซ่า’ ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมีสารอะคริลิไมด์’ เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า เพ็พเปอโรนิ’ หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก ไนไตรท์’ สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน

6.น้ำอัดลม

สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน น้ำอัดลม’ คือ กรดกำมะถัน’(Phosphoric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ น้ำโซดา’ ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก จนทำให้เกิด โรคกระดูกพรุน

นอกจากนี้ในน้ำอัดลม กระป๋อง จะมี น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน’ อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้น้ำตาลเทียมสังเคราะห์’(Artificial sweetener) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ สี’ ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น สารก่อมะเร็ง’ ด้วย

7.ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก

เป็นเมนูที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส ‘MSG’ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ นัคเก็ตชิคเก้น’ บางอันจะมีสารอะลูมิเนียม’ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย

ไอศครีม8.ไอศกรีม

มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40%ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

9.โดนัท

โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50%ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

อาหาร ขนม มันฝรั่ง10.อาหารขบเคี้ยวยามว่าง

ในปัจจุบันมีการบริโภค โปเตโต้ชิพ’ กันมาก โดยน้ำมันที่ใช้ในการทอดโปเตโต้ชิพในแต่ละครั้งจะเกิดการออกซิไดซ์ และทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาทออกมา นอกจากนี้การรับประทานโปเตโต้ชิพ ถุงอาจได้รับสารอะคริลิไมด์สูงมากกว่า 500 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราสูงสุดที่อนุญาตให้มีในน้ำดื่มทั่วไปได้การรับประทานโปเตโต้ชิพชิ้น อาจได้รับสารอะคริลิไมด์ เท่ากับอัตราที่มีอยู่ในน้ำดื่ม แก้ว

นอกจากนี้ใน โปเตโต้ชิพ’ ยังมีไขมันอิ่มตัวแอบแฝงอยู่มาก มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดแคลนน้ำได้ และยังไปปิดกั้นการดูดซึมของไขมัน ทำให้การดูดซึมแร่ธาตุจากสารอาหาร ที่รับประทานเข้าไปได้น้อยลง ทำให้ปิดกั้นการดูดซึม สารคาโรทินอยด์’ และสารเคมีอื่นๆที่ได้มาจากพืชที่ช่วยในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคจุดด่างของผิวหนังทำงานได้ด้อยลง

รู้โทษของอาหารเหล่านี้แล้ว ควรจะหลีกเลี่ยงแล้วหันไปรับทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพดีกว่า!!!

women.mthai