มากิน สุกี้ยากี้ กันดีกว่า!!!

September 19th, 2009 by womenblogs

สุกี้ยากี้มีประโยชน์

ใครที่ชอบกิน สุกี้ยากี้ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีประโยชน์ในการกิน สุกี้ยากี้ มาบอก…


สุกี้ยากี้ นอกจากจะมีประโยชน์ ทั้งผักและเนื้อสัตว์แต่ละชนิดแล้ว อาหารอย่างอื่นที่อยู่ใน สุกี้ยากี้ 4 อย่าง ก็คือ เต้าหู้กระเทียม, ข้าวโพดอ่อน และ คื่นฉ่าย ก็มีประโยชน์เหมือนกัน

- เต้าหู้ ทำมาจากถั่วเหลือง มีทั้งแบบนิ่ม แข็งและเป็นหลอด สำหรับในอาหารประเภทสุกี้ยากี้ มักจะใช้ เต้าหู้ ชนิดแข็ง เป็นอาหารบำรุงที่สารอาหารต่าง ๆ สมบูรณ์ที่สุด ทั้ง โปรตีน ไขมัน น้ำตาล แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามิน ไม่มีคลอเรสเตอรอล เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับ คนอ้วน ผู้ป่วยโรคความดัน เต้าหู้ ยังป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด รักษาอาการท้องร่วงเรื้อรัง เนื่องจากร่างกายอ่อนแอ ลดอาการผื่นแดงตามตัวเนื่องจากพิษแอลกอฮอล์ รักษาวัณโรคปอด ไอมีเลือด รักษาโรคกระเพาะ ลำไส้เป็นแผลมีเลือดออกเล็กน้อย ไม่มีกำลังอ่อนเพลีย และสำหรับสาว ๆ ยังช่วยรักษาอาการ ประจำเดือนไม่ปกติอีกด้วย

กระเทียม เป็นเครื่องเทศ มีกลิ่นฉุน กระเทียม ที่ใช้รับประทานใน สุกี้ยากี้ มักจะสับละเอียด ผสมในน้ำจิ้มพร้อมด้วยพริก และมะนาวเพิ่มรสชาติ ให้เข้มข้นขึ้น ประโยชน์ของกระเทียม คือ ใช้ในการฆ่าพยาธิ ลดอาการอักเสบบวมแดง บำรุงกระเพาะอาหาร และขับลม นอกจากนี้ ยังแก้อาการท้องร่วง รักษาอาการไอกรนในเด็ก รักษาแผลเป็นหนอง กระเทียม ยังช่วยแก้อาการปวดฟัน ขี้กลากขึ้นที่หัว หรือ อาการติดเชื้อ ไตรโคมอเนสที่ช่องคลอด (อาการติดเชื้อในลำไส้ และในช่องคลอด)

ข้าวโพดอ่อน รสหวาน มีคุณค่าทางอาหารสูง ในเมล็ดข้าวโพด มีสารอาหารประเภท แป้ง น้ำมัน อัลคาลอยด์ และวิตามิน บี1, บี2 และ บี6 ในข้าวโพด 100 กรัม ให้พลังงานความร้อน ประมาณ 362 แคลลอรี่ ถ้ารับประทานเป็นประจำ จะสามารถลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการบวมน้ำ รักษาโรคไตอักเสบเรื้อรัง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง และจมูกอักเสบเรื้อรัง

คื่นฉ่าย เป็นไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง ใบคล้ายผักชีแต่โตกว่า กลิ่นฉุน นิยมนำมาปรุงเป็นอาหาร ใบ คื่นฉ่าย เป็นสารจำพวก น้ำมันหอมระเหยกรดอินทรีย์ วิตามินซีและเกลือแร่ มีสรรพคุณในการปรับประจำเดือนให้เป็นปกติ แก้อักเสบ ลดความดันเลือด ทำให้สงบ ดับร้อน แก้ไอ บำรุงกระเพาะ และขับปัสสาวะ เพิ่มความแข็งแรงให้กระดูกและฟันของเด็ก นอกจากนี้ทานเป็นประจำ ยังช่วยบำรุงสมองอีกด้วย

สุขภาพดี เริ่มต้นได้ด้วย การกินผัก-ผลไม้…รู้ไว้!

women.mthai

กินอย่างไรเมื่อจำเป็นต้องอดนอน

September 19th, 2009 by womenblogs

กินอย่างไรเมื่อจำเป็นต้องอดนอน

กีวี โยเกิร์ต อโวคาโด ผลไม้ อาหาร หนุ่มๆ สาวๆ รู้ดีว่าการอดนอนทำลายสุขภาพและความสดใสมากเพียงใด แต่บางครั้ง โดยเฉพาะช่วงสอบหรือต้องทำงานให้เสร็จตามกำหนด เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องอดตาหลับขับตานอนกันอยู่บ้าง จริงไหมคะ

เมื่อรู้ตัวเนิ่นๆ หลายคนเลือกที่จะลดหรือถึงขั้นงดอาหารเย็นไปเลย เพื่อหลีกเลี่ยงอาการง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งนั่นอาจทำให้หมดแรงเอาดื้อๆ วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับการกินอาหารที่จะช่วยให้สดใสได้แม้ต้องอดนอนมาฝาก ลองทำตามวิธีการต่อไปนี้ดูค่ะ

อาหารมื้อเย็นสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้เราอยู่ดึกได้โดยที่ไม่หมดพลัง สำหรับคนที่อดนอน ควรกินอาหารจำพวกแป้ง เช่น ข้าว และ ขนมปัง ในปริมาณน้อย แต่ควรกินอาหารจำพวกปลา ผัก ผลไม้สด ทดแทนในมื้อนี้เพื่อเพิ่มความสดชื่น อย่างไรก็ตามหลังจากกินอาหารเหล่านี้ไปแล้วอาจรู้สึกหิวเร็ว ระหว่างนี้ให้กิน ผลไม้ หรือ โยเกิร์ต

แค่นี้ก็ช่วยรักษาพลังงานของร่างกายให้กระฉับกระเฉง และไม่รู้สึกอ่อนเพลียแล้วค่ะ นอกจากกินถูกวิธี การจัดสรรเวลาให้เหมาะสมก็ช่วยได้นะคะ

เนื้อหาดีดีจาก นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 242

women.mthai

น้ำตาล….ตัวทำลายผิว

September 19th, 2009 by womenblogs

น้ำตาล….ตัวทำลายผิว

Sugar Free

ถ้าคุณคิดว่าการทาครีมบำรุงผิวและครีมกันแดดปกป้องผิวของคุณได้ ขอบอกเลยค่ะว่าคุณคิดผิด เพราะล่าสุดได้มีการวิจัยของแบรนด์เครื่องสำอางดังหลายแบรนด์ออกมาว่า น้ำตาล ถือเป็นตัวทำลายผิวของเราได้ด้วยเช่นกัน

ของหวาน ขนมหวาน สตอเบอรืรี่ ครีม ขนม อาหาร น้ำตาลเป็นตัวทำลายโครงสร้างอีลาสตินและคอลลาเจนจริงหรือเปล่า

น้ำตาลเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งในการทำลายอีลาสตินและคอลลาเจนในผิวเท่านั้น ผิวของคนเรามีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการทำลายผิวอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นอายุ สิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งอาหาร ก็สามารถเป็นสาเหตุของการทำลายโครงสร้างอีลาสตินและคอลลาเจน โดยสังเกตได้จากคนที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีสภาพผิวที่ค่อนข้างกร้านกว่าคนทั่วไป และริ้วรอยที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ชัดมาก เนื่องจากเอนไซม์และน้ำตาลได้เข้าไปทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว


น้ำตาลจะเข้าไปทำลายผิวตั้งแต่เมื่อไร

จริงๆ น้ำตาลจะเข้าไปทำลายผิวตั้งแต่วัยเด็กแล้ว แต่ด้วยกลไกลการทำงานของผิวในวัยเด็กจะถูกทดแทนทันทีหลังจากถูกทำลาย มีกระบวนการซ่อมแซมที่ดีกว่าผิวของผู้ใหญ่

ผิวที่ถูกน้ำตาลทำลายโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน จะมีลักษณะอย่างไร

น้ำตาลจะเข้าไปจับคอลลาเจนให้เกิดการแข็งตัว พอแข็งตัวก็จะแตกและเปราะหักง่าย หลังจากอีลาสตินและคอลลาเจนเปราะหักแล้ว ผิวตรงนั้นก็จะเกิดการยุบตัวลง ลักษณะจะเหมือนที่นอนสปริงที่เกิดการหัก เมื่อนอนตรงนั้นก็จะเกิดการยุบตัว ผิวของเราก็เช่นกัน เมื่อคอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย ผิวบริเวณนั้นก็จะยุบตัวทันที เมื่อเกิดการยวบตัวลง ถ้ามองจากภายนอก บริเวณนั้นจะเกิดเป็นริ้วรอย และริ้วรอยจะตื้นหรือลึกก็ขึ้นอยู่กับผิวของเราโดนทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินมากน้อยแค่ไหน


เราจำเป็นต้องควบคุมน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน

การควบคุมน้ำตาลจะช่วยในระดับหนึ่งเท่านั้นสำหรับการป้องกันเรื่องริ้วรอย แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะบริโภคน้ำตาลไม่ได้เลย เนื่องจากร่างกายของเรายังต้องการพลังงานจากน้ำตาลเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างพลังงาน เมื่อเราทานข้าว ขนมปัง ก็มีกลูโคส ซึ่งกลูโคสก็จะกลับมาในรูปพลังงานให้เรามีแรง แต่ถ้ารู้สึกกลัว ก็แค่บริโภคให้พอเหมาะกับความต้องการ และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นเกราะป้องกัน เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญเป็นผลให้ปริมาณน้ำตาลในร่างกายลดน้อยลง

หันมาบริโภคน้ำตาลเทียมแทนจะช่วยได้หรือเปล่า

การบริโภคน้ำตาลเทียมไม่ได้ช่วยอะไร เพราะถ้าทุกคนยังทานอาหารที่มีส่วนผสมของแป้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง ข้าว หรือแม้กระทั่งเส้นก๋วยเตี๋ยว ล้วนแต่ทำมาจากแป้ง ซึ่งกระบวนการย่อยอาหารจำพวกแป้งจะทำหน้าที่เปลี่ยนแป้งให้เป็นกลูโคส กลูโคสถือเป็นหน่วยย่อยเล็กที่สุดของแป้งหรือของน้ำตาลที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่พอมีกลูโคสมากเกินไปในร่างกายและไม่ได้เผาผลาญออกมา กลูโคสก็จะไปจับกับคอลลาเจนและอีลาสติน สุดท้ายก็จะส่งผลต่อผิวได้ในที่สุด

การออกกำลังกายจะช่วยได้หรือเปล่า

การออกกำลังกายถือเป็นเรื่องดีที่สุดในการดูแลสุขภาพ ยิ่งบริโภคน้ำตาลมากไปเท่าไหร่ควรมีการเผาผลาญโดยการออกกำลังกายมากขึ้นตามด้วย ระยะเวลาในการออกกำลังกายที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เริ่มตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป เพราะช่วงระยะเวลา 15-20 นาทีแรก ร่างกายจะใช้พลังงานจากน้ำตาลก่อน หลังจากนั้นจะใช้จากไขมัน ถือว่าการออกกำลังกายเป็นทางออกที่ดีที่สุดของการปกป้องผิวจากน้ำตาล

women.mthai

7 ขั้นตอน ตรวจภายใน ด้วยตัวเอง

September 19th, 2009 by womenblogs

7 ขั้นตอน ตรวจภายใน ด้วยตัวเอง

ตรวจภายใน

วันนี้เรามีเทคนิคการตรวจภายในช่องคลอดเบื้องต้นด้วยวิธีง่ายๆ และสะดวก แต่จะช่วยให้คุณรู้และรักษาอาการผิดปกติบริเวณจุดซ่อนเร้นของคุณได้อย่างทันท่วงที ถ้าพบ!

1. ล้างมือให้สะอาดก่อนเริ่มตรวจ จากนั้นจัดท่าของตัวเองว่าจะนั่งหรือนอนอย่างไรให้เห็นอวัยวะเพศของตัวเองได้ดีที่สุด อาจจะนอนชันเข่าหลังพิงฝาโดยใช้หมอนหนุนหลัง หรือนั่งยองๆ นั่งคุกเข่า ท่าใดท่าหนึ่งก็ได้ที่คิดว่าสะดวกที่สุด

2. หากระจกที่สามารถใช้ถือดูอวัยวะเพศของคุณมา 1 บาน

3. ให้ใช้มือข้างที่ถนัดแยกแคมใหญ่ทั้งสองข้างออกจากกันแล้วมองและคลำดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ก้อน ตุ้มแข็ง ตุ้มน้ำ แผล รอย บวม หรือมีบริเวณที่สีเปลี่ยนไป คล้ำมากหรือแดงมากหรือไม่

4. จากนั้นใช้นิ้วแยกแคมเล็กออกจากกันตรวจหาความผิดปกติต่างๆ แบบเดียวกับขั้นตอนที่ 3 แล้วตรวจดูที่บริเวณรูเปิดท่อปัสสาวะว่ามีอาการบวมแดงหรือเปล่า และใช้มือดึงรั้งผิวหนังที่คลุมบริเวณคลิตอริสขึ้นไป เพื่อตรวจดูว่ามีแผลหรือไม่

5. ใช้นิ้วมือสองนิ้วสอดเข้าไปในช่องคลอดแล้วกดแยกหนังช่องคลอดออกจากกัน สังเกตตกขาวในช่องคลอด ถ้าเป็นสีขาวขุ่น เป็นมูกเหนียวหรือมูกใส มีกลิ่นคราวเล็กน้อย แสดงว่าเป็นตกขาวปกติ แต่ถ้ามีลักษณะคล้ายคราบนมที่เด็กแหวะออกมา และมีอาการคันด้วย แสดงว่าอาจมีเชื้อราหรือเชื้อพยาธิในช่องคลอด ถึงเวลาที่ต้องไปพึ่งคุณหมอสูติฯ แล้วล่ะ

6. ใช้นิ้วมือคลำบริเวณส่วนล่างของแคมใหญ่ทั้งสอง โดยให้นิ้วมือหนึ่งอยู่ในช่องคลอด และอีกนิ้วหนึ่งอยู่ที่ส่วนล่างของแคมใหญ่ ดูว่ามีก้อนคล้ายถุงน้ำบริเวณนั้นหรือเปล่า เพราะเป็นตำแหน่งของต่อมที่สร้างมูกออกมาช่วยหล่อลื่นในช่องคลอด ซึ่งท่อที่ปล่อยมูกนี้มักเจอปัญหาอุดตันได้บ่อย ถ้าคลำได้เป็นก้อนนิ่มๆ ล่ะก็อย่าปล่อยทิ้งไว้นานจะทำให้อักเสบเป็นหนองได้

7. สุดท้ายตรวจบริเวณฝีเย็บและรูทวารว่ามีก้อนเนื้อที่เรียกว่า ริดสีดวงทวาร หรือเปล่า ถ้ามีก็รีบปรึกษาหมอว่าจะมีวิธีรักษาอย่างไร ไม่อย่างนั้นจะลำบากเวลาขับถ่าย

women.mthai

สีเล็บ บอกโรคได้

September 19th, 2009 by womenblogs

เล็บบอกโรคได้

เล็บ

มีใครเชื่อหรือไม่ว่า เล็บก็สามารถบอกโรคได้ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาบอก…

โดยทั่วไปเล็บเป็นส่วนที่งอกออกมาจากผิวหนัง เป็นเซลที่ตายแล้ว มีส่วนประกอบหลักเป็นสารประเภทโปรตีนที่ชื่อว่า เคราติน (Keratin) เล็บที่ปกตินั้นจะมีสีชมพูอ่อนๆ เสมอกัน เนื้อเล็บแข็งเรียบ ลื่น แต่บางครั้งเล็บอาจมีรูปร่างหรือสีผิดปกติได้ ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติหรือโรคภัยบางอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกาย ดังนี้

เล็บขาวซีด อ่อน แบน และบุ๋ม : มักพบในคนที่เป็นโรคโลหิตจางซึ่งอาจมาจากการขาดธาตุเหล็ก

เล็บขาวเป็นแผ่นตรงกลาง : เป็นความผิดปกติที่พบในโรคตับ

เล็บเป็นหลุม ขรุขระ ไม่เรียบเกลี้ยงเกลา : พบในโรคผิวหนังที่เรียกว่าสะเก็ดเงิน หรือเรื้อนกวาง

เล็บหนากว้าง และโค้งมนตามลักษณะของปลายนิ้วที่โตขึ้นและมีสีออกม่วงคล้ำ : พบในผู้ป่วยโรคหัวใจ (ลิ้นหัวใจรั่ว) โรคตับ และโรคท้องเสียเรื้อรัง

เล็บเป็นดอกหรือจุดขาวๆ หรือเป็นเสี้ยวพระจันทร์ :  แสดงว่ามีปัญหาสุขภาพเจ็บป่วยหนัก หรือขาดสารอาหารบางอย่างที่ทำให้เซลสร้างเล็บได้ไม่สมบูรณ์

เล็บเหลือง : ถ้าเป็นบางเล็บบนนิ้วที่ถนัด อาจเป็นสารนิโคตินจากบุหรี่ที่มาเกาะเล็บที่ใช้คีบบุหรี่ หรือพบในโรคปอดบางชนิด โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต

เล็บเปลี่ยนสีเป็นครึ่งขาวครึ่งชมพู : พบในโรคไตบางชนิด

เล็บเป็นจุดหรือเส้นสีม่วง เกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก :  พบในโรคลิ้นหัวใจอักเสบ โรคลิ้นหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดอักเสบ โรคตับ โรคขาดวิตามินซี

เล็บสีดำ : พบในโรคลำไส้ผิดปกติ มีจุดดำๆ ตามเนื้อเยื่อของลำไส้เยื่อบุปาก ริมฝีปาก ส่วนมากขาดวิตามินบี 12

เล็บที่ออกสีเทาๆ หรือดำคล้ำ : พบในคนที่ได้รับตัวยาบางชนิดเช่น Phenolphthalein ในยาระบาย และยารักษาโรคมาลาเรีย

อยากรู้ว่าเป็นโรคอะไร สังเกตดูจากเล็บกันเลย

women.mthai

Dos & Don’ts ปัญหาคอนแท็คเลนส์

September 19th, 2009 by womenblogs

Dos & Don’ts ปัญหาคอนแท็คเลนส์

คอนแท็คเลนส์

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้คอนแท็คเลนส์อยู่เป็นประจำ และยังคงกังวลกับข่าวน้ำยาคอนแท็คเลนส์ที่ทำให้กระจกตาอักเสบเนื่องมาจากเชื้อรา

Fungul Keratitis เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ขอให้สบายใจได้แล้วครับ เพราะทางอย. (องค์การอาหารและยา) บ้านเรา


ได้ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากการพิสูจน์ไปเรียบร้อยแล้วว่า อาการกระจกตาอักเสบดังกล่าวมีสาเหตุที่แท้จริงมาจากพฤติกรรมการใช้ของผู้บริโภค ไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดจากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์อย่างที่หลายคนเข้าใจ และเพื่อความปลอดภัย ในระยะยาวของสุขภาพตาของคุณที่ใช้คอนแท็คเลนส์อยู่เป็นประจำ เราจึงนำข้อ ‘ควรทำ’ และ ข้อ ‘ไม่ควรทำ’ ง่ายๆ มาแนะนำให้คุณได้นำไปลองปฏิบัติกันดู


คอนแท็คเลนส์

Dos
- ทำความสะอาดคอนแท็คเลนส์ในน้ำยาทำความสะอาดไม่กว่าน้อย 4 ชั่วโมงหรือ ตามระยะเวลาตามที่ฉลากกำหนด

- หลังจากทำความสะอาดเลนส์เรียบร้อยแล้ว ควรเก็บเลนส์ในภาชนะที่สะอาดอยู่เสมอ

- เปลี่ยนเลนส์ตามคำแนะนำหรือระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากคอนแท็คเลนส์มีอายุการใช้งานที่จำกัดแตกต่างกันไป

- หากคอนแท็คเลนส์ฉีกขาด จนทำให้ตาระคายเคือง บวม ตาแดง มองไม่ชัด หรือไวกว่าแสงเพิ่มขึ้น ควรรีบถอดออกทันที ก่อนพบและปรึกษาในจักษุแพทย์

- พกแว่นตาสำรองติดตัว ในกรณีที่คอนแท็คเลนส์ฉีกขาดหรือหล่นหาย

………………………………………………………

Don’ts

- สำหรับผู้เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ไม่ควรซื้อคอนแท็คเลนส์ด้วยตัวเอง เนื่องจากอาจได้ชิ้นเลนส์ที่ไม่เหมาะกับขนาดของดวงตา ซึ่งปัญหานี้ก็สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการพบและปรึกษาจักษุแพทย์

- ไม่ใส่คอนแท็คเลนส์ขณะว่ายน้ำ

- ไม่ใส่คอนแท็คเลนส์ขณะที่คุณนอนหลับ

- ไม่ใช้คอนเเท็คเลนส์ร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากเป็นเลนส์สัมผัส อาจทำให้มีการติดเชื้อเกิดขึ้นได้

- ไม่สัมผัสเลนส์ขณะมือสกปรก ทางที่ดีควรล้างมือให้สะอาดและรอให้แห้งก่อนสัมผัสเลนส์ทุกครั้ง

women.mthai

มิ้งค์-ปอรรัชม์ ยอดเณร สาวสวย เก่ง รวยสเน่ห์

September 19th, 2009 by womenblogs

Dance for Health by
Paonrach Yodnane
คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้วสำหรับสาวหน้าหวานคนนี้ มิ้งค์-ปอรรัชม์ ยอดเณร ตอนนี้เธอได้ผันตัวเองมาเป็นฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งถือว่าเป็นงานที่หนักและต้องทุ่มเทมากๆ แต่ถึงแม้จะมีเวลาน้อยแค่ไหน เธอก็ไม่เคยลืมเรื่องสุขภาพและใส่ใจไม่แพ้งานประจำเลยทีเดียว อยากรู้มั้ยว่าตัวช่วยเสริมความแข็งแรงของเธอคืออะไร…เชิญติดตามอ่านข้างล่างนี้กันได้เลย
เต้นเพื่อออกกำลังกาย
ปกติมิ้งค์จะไม่ค่อยได้ออก-กำลังกายด้วยกีฬาชนิดอื่นเลยเพราะไม่ค่อยมีเวลาว่างจริงๆ ก็จะใช้เรื่องของการเต้นมาเป็นการออกกำลังกายก็มีทั้งเต้นทั้งบัลเล่ต์และแจ๊ซแดนซ์ ซึ่งการเต้นจะช่วยให้กล้ามเนื้อได้รู้จักเรียนรู้ รู้จักที่จะขยับเขยื้อน และมีความแข็งแรงมากขึ้น เมื่อเรามีทักษะในการเคลื่อนไหวร่างกายที่ดีแล้ว เวลาเราลื่นหรือหกล้มก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บรุนแรงได้
เต้นให้ใจสดชื่น
นอกจากการเต้นบัลเล่ต์จะทำให้เราเคลื่อนไหวร่างกายง่ายขึ้นแล้ว แจ๊ซแดนซ์ก็ช่วยให้ความสดชื่นในเรื่องของจิตใจ เพราะเพลงที่ใช้เต้นจะมีจังหวะและทำนองที่สนุกสนาน เร็ว และเร้าใจ เต้นเพียงชั่วโมงเดียวก็ได้เหงื่อมากกว่าเรียนบัลเล่ต์ถึง 3 ชั่วโมง
เต้นต้านภูมิแพ้
มิ้งค์จะมีโรคประจำตัวอยู่แล้วคือภูมิแพ้ จะแพ้อากาศค่ะ ถ้าอากาศเปลี่ยนแปลง ก็จะจาม มีน้ำมูก และน้ำตาไหล ซึ่งการเต้นบัลเล่ต์และแจ๊ซแดนซ์จะช่วยในเรื่องของภูมิแพ้ด้วย เพราะหลังจากเต้น เลือดในร่างกายจะสูบฉีดดี ทำให้เราหายใจได้สะดวกขึ้น มิ้งค์เคยหยุดเต้นไปสัก 1-2 เดือน ช่วงนั้นก็เริ่มป่วยบ่อย ไม่คล่องแคล่ว และไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน เหมือนร่างกายมันฟ้องว่าถึงเวลาต้องออกกำลังกายบ้างแล้วนะ เลยต้องหาเวลากลับมาเต้นเหมือนเดิมค่ะ

ตัวช่วยต้านโรค
นอกจากการเต้นแล้ว มิ้งค์ยังให้ความสนใจในเรื่องของการทานวิตามินเสริมด้วย เพราะใน 1 มื้อของเรากลัวไม่ได้รับวิตามินและเกลือแร่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างวิตามินซี ถ้าเรา

จะทานให้ได้วันละ 500-1,000 มล. ก็ต้องกินผลไม้เยอะๆ เป็นกิโลฯ ซึ่งจริงๆ แล้วในชีวิตประจำวันเรากินไม่ได้ขนาดนั้น ก็เลยเลือกทานวิตามินเสริมเข้าไป ซึ่งมิ้งค์จะเลือกทานวิตามินบีรวมและวิตามินซี เพราะวิตามินบีรวมจะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา บำรุงสมอง และบำรุงประสาท ส่วนวิตามินซีก็ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นหวัดค่ะ
ขอขอบคุณสถานที่ สถาบัน บางกอกแดนซ์ สาขาสยามพารากอน ชั้น 4 โทร. 0-2610-9428-31
Vitamin Tip
ทำไมร่างกายถึงต้องการวิตามินบี
วิตามินบีจัดเป็นวิตามินที่สามารถละลายในน้ำได้ จึงไม่เกิดการสะสมในร่างกาย และจำเป็นต้องได้รับเข้าไปทุกวัน ถ้าหากร่างกายขาดวิตามินบีจะมีการแสดงอาการผิดปกติออกมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งวิตามินบีจะมีความจำเป็นต่อเส้นประสาทและความสมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆ ช่วยบำรุงสุขภาพของผิว ผม สายตา ตับ และรักษาความผิดปกติของเส้นประสาท โดยประโยชน์ของวิตามินบีมีดังนี้
• วิตามินบี 1 (Thiamine) ช่วยบำรุงระบบประสาทและการทำงานของหัวใจ
• วิตามินบี 2 (Riboflawin) ช่วยให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างปกติ ทำให้ผิวหนัง ลิ้น ตา มีสุขภาพแข็งแรง และป้องกันการเกิดสิว
• วิตามินบี 5 (Niacin) ช่วยในการทำงานของระบบการย่อยอาหาร เพราะเป็นโคเอนไซม์ที่เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหาร โดยทั่วไปจะทำงานร่วมกับวิตามินบี 2
• วิตามินบี 6 (Pyridoxine) ช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร และบำรุงผิวหนัง
• วิตามินบี 12 (Cyanoco-balamin) มีความจำเป็นในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และช่วยให้การเจริญเติบโตในเด็กเป็นไปอย่างปกติ
women.mthai

ปวดประจำเดือน…

September 19th, 2009 by womenblogs

ปวดประจำเดือน… เรื่องเล็กๆ ที่อาจเป็นปัญหาใหญ่โดยไม่รู้ตัว

คุณทราบหรือไม่ว่า…
ในทุกๆ เดือน ผู้หญิงไทยจำนวนหนึ่งต้องลางานเนื่องจากอาการ
ปวดท้องประจำเดือน
ผู้หญิงไทยลาป่วย 1.4 วันต่อเดือน** เนื่องจากปวดประจำเดือนมาก
จนไม่สามารถมาเรียนหรือทำงานได้
ผู้หญิงไทยบางคนถูกให้ออกจากงาน เนื่องจากเจ้านายไม่เข้าใจเหตุผล
ในการลางานทุกๆ เดือนจากอาการปวดประจำเดือน
ในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศในแถบยุโรป มีการกำหนดวันหยุดสำหรับอาการปวดประจำเดือนให้กับพนักงานผู้หญิง
ทุกเดือน
หมายเหตุ ** ข้อมูลจากผลการสำรวจข้อมูลแบบสุ่มในผู้หญิงไทยทั่วประเทศช่วงอายุระหว่าง 15-49 ปี จำนวน 1,100 คน ในเดือนมิถุนายน 2551

เหตุใดผู้หญิงจึงมีอาการปวดประจำเดือน

ปวดท้อง


อาการปวดประจำเดือนโดยทั่วไป เกิดขึ้นเนื่องจากผนังมดลูกมีการสร้างสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งมีผลให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดและหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ ส่งผลให้มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูกและทำให้มดลูกหดตัวแรงขึ้น เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือน ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการปวด

พบว่าสารพรอสตาแกลนดินจะถูกสร้างออกมาเป็นปริมาณมากในช่วง 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือนเดือน และโดยทั่วไปแล้วอาการปวดจะเริ่มก่อนมีประจำเดือนหลายชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณสารพรอสตาแกลนดินที่หลั่งออกมา และเมื่อระดับของสารนี้กลับสู่ปกติ อาการปวดก็จะหายไป

อาการอย่างไรจึงเรียกว่า อาการปวดประจำเดือนที่ผิดปกติ
อาการปวดมีเพิ่มมากขึ้น ในรอบประจำเดือนครั้งต่อๆ ไป
อาการปวดคงอยู่นาน เปรียบเทียบกับ 2 วันแรกของการมีประจำเดือน
ยาแก้ปวดธรรมดาที่มีฤทธิ์อ่อนไม่สามารถบรรเทาอาการได้
มีเลือดประจำเดือนออกมามากกว่าปกติ
มีไข้ร่วมด้วย
ลักษณะของเลือดประจำเดือนที่ออกมาแต่งต่างจากลักษณะของเดิม
เกิดอาการปวดในช่วงระหว่างที่มีประจำเดือน
ไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนมาก่อนจนอายุเกิน 30 และ 40 ปี
ผู้หญิงที่ใส่ห่วงคุมกำเนิด ซึ่งอาจทำให้มีการอักเสบในอุ้งเชิงกราน
การบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
วางกระเป๋าน้ำร้อน หรือขวดบรรจุน้ำร้อนที่บริเวณท้องน้อย
จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้
ดื่มน้ำมากๆ แต่หลีกเลี่ยงการรับประทานเกลือ หรือคาเฟอีน
เพื่อป้องกันการสะสมของน้ำ และอาการท้องอืด
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด
ที่บริเวณ อุ้งเชิงกรานและลดอาการปวดประจำเดือน
รับประทานอาหารให้ถูกส่วน โดยรับประทานอาหารที่อุดมด้วย
ธาตุเหล็ก แคลเซียม และวิตามินบีรวม
การพักผ่อนและผ่อนคลาย อาจบรรเทาอาการปวดขณะมีประจำเดือนได้
2 วันหลังจากเริ่มมีประจำเดือน หากอาการปวดยังคงอยู่ ให้รีบไปพบแพทย์

women.mthai

สายตาสั้นนั่งหน้าจอ ระวังต้อหิน

September 19th, 2009 by womenblogs

สายตาสั้นนั่งหน้าจอ ระวังต้อหิน

นั่ง โรคสายตาสั้น หน้าจอ คอมพิวเตอร์ใครที่รู้ตัวว่าสายตาสั้น แล้วชอบนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วล่ะก็ ระวังอาจเป็นต้อหินได้ วันนีมีความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน…

ดร. มาซากิ ตาเตมิชิ แห่งโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยโตโฮของญี่ปุ่น กล่าวว่า..

นอกจากการสูบบุหรี่ และโรคความดันโลหิตสูงแล้ว การนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นโรคสายตาสั้นได้เหมือนกัน สำหรับคนที่มีสายตาสั้นอยู่แล้ว ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติของประสาทตาเพิ่มมากขึ้น แล้วอาจจะส่งผลให้เป็นโรคต้อหินได้

คณะวิจัยของ ดร. มาซากิ ตาเตมิชิ ได้ทดลองทำแบบสอบถามกับพนักงานที่นั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ พบผู้มีปัญหาในเรื่องสายตาอยู่ 5% และหลังจากทำการตรวจสายตาอย่างละเอียดพบว่า มีผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นต้อหินอยู่ ใน 3จึงสันนิษฐานได้ว่า

ผู้ที่มีสายตาสั้นแล้วต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ เป็นเวลาติดต่อกัน อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหินได้

รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมหันไปปรับเก้าอี้นั่งให้ห่างจากหน้าจอประมาณ 1 ช่วงแขน เพื่อเป็นการถนอมสายตากันด้วย.

women.mthai

ลดต้นขาสู่ขาเรียวสวย

September 19th, 2009 by womenblogs

ลดต้นขาสู่ขาเรียวสวย

ขา เรียวขา ต้นขา

ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยปรารถนาที่จะเป็นเจ้าของขาเรียวสวย เสน่ห์แห่งสรีระอีกส่วนที่ใครๆ ก็ต้องการ ขาจะเรียวสวยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ลักษณะโครงสร้างของร่างกาย การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อดู firm อยู่เสมอหรือไม่ หญิงใดได้ฉายา ขาใหญ่ย่อมมิเป็นที่ถูกใจอย่างยิ่งยวด มาเริ่มบริหารต้นขากันด้วยท่าต่างๆ ที่คุณสามารถบริหารเองได้ที่บ้านกันดีกว่า

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจสรีระของต้นขา ซึ่งประกอบไปด้วย ต้นขาด้านหน้าเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่มีส่วนในการใช้เดิน ต้นขาด้านข้างเป็นเนื้อ และต้นขาด้านหลังเป็นแหล่งสะสมของไขมัน การที่จะลดต้นขาให้ firm และได้สัดส่วนเรียวงามขึ้นควรจะบริหารทั้ง ส่วนเท่าๆ กัน นอกจากผลที่ได้กับต้นขาแล้ว คุณยังจะได้รับผลข้างเคียงต่อหน้าท้องที่จะลดตามไปด้วยในตัว

ก่อนที่จะเข้าสู่ท่าการบริหารต้นขาคุณจะต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในการ warm up ร่างกายทุกครั้ง เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ

หั ว ใ จ สำ คั ญ ข อ ง ก า ร อ อ ก กำ ลั ง ก า ย

Warm up เพื่อเตรียมความพร้อม ให้ระบบร่างกายทุกส่วนได้เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายให้ค่อยๆ สูงขึ้น จนทำให้โลหิตหมุนเวียนทั่วร่างกาย ออกซิเจนไหลเวียนดี ร่างกายจึงพร้อมออกกำลังกายอย่างปลอดภัย การ Warm upสามารถใช้ความร้อนช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นก็ได้ เช่น อบไอน้ำ เซาว์น่า ระยะเวลาในการบริหารทั่วไปประมาณ 10 นาที

Stretching บริหารเพื่อยืดเอ็น กล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นก่อนที่จะออกกำลังกายได้นานๆ สามารถป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อเอ็น และข้อในขณะออกกำลังได้ถึง80 % ระยะเวลาในการ Stretching ที่พอเหมาะควรจะไม่มากหรือน้อยเกินไป เช่นถ้าwarm up 10 นาที ควร Stretching 5 นาที หรือสลับเวลากันก็ได้

Warm down สำหรับคนทั่วไปเพื่อให้หัวใจเต้นช้าลงหลังจากการออกกำลังกาย มาอยู่ที่ระดับปกติ คือประมาณ 120 ครั้ง/นาที ส่วนผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี การWarm down สามารถทำได้โดยการเดินช้าๆ เพื่อให้ระดับหัวใจเต้นช้าลงมาที่ระดับ100 ครั้ง / นาที

เ ท ค นิ ค แ ล ะ ท่ า บ ริ ห า ร ต้ น ข า

บางท่าของการบริหารต้นขาแต่ละส่วนมีให้เลือก ท่า คุณสามารถเลือกท่าที่คุณถนัดได้ หรือจะบริหารทุกท่าเลยก็ได้

บริหารต้นขาด้านหน้า 1
1. นอนหงายราบลงบนพื้น สอดมือทั้งสองข้างรองไว้ที่ก้น งอเข่าซ้ายเข้าหาอก แล้วเหยียดขาขวาตรงขึ้นข้างบนอย่างช้าๆ
2. เมื่อเหยียดขาขวาได้สุดแล้ว ให้นิ่ง และหายใจตามปกติ
3. ให้รู้สึกได้ถึงความตึงที่ต้นขาด้านหน้า และด้านหลังของลำขาทั้งหมด
4. กลับสู่ท่าเริ่มต้นใหม่ โดยให้เข่าขวางอเข้าหาหน้าอก แล้วเหยียดขาซ้ายตรงขึ้นข้างบนบ้าง ทำสลับกันเช่นนี้ ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง (เซ็ท)
5. ควรปฏิบัติ เซ็ท / วัน 3-5 วัน / สัปดาห์

บริหารต้นขาด้านหลัง 1
1. นอนคว่ำหน้าลงบนหลังมือทั้งสองข้าง โดยมีเบาะรองพื้น
2. กดสะโพกให้แนบติดพื้น ขณะเดียวกันก็เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเอาไว้
3. ค่อยๆ งอขาขวาเข้าหาก้นอย่างช้าๆ โดยต้นขาด้านหน้ายังแนบติดกับพื้นเบาะ
4. นิ่งสักครู่ก่อนที่จะลดเท้าลงเหมือนเดิม จะรู้สึกได้กับกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังในขณะปลายเท้างอเข้าใกล้กัน
5. สลับขาข้างซ้ายในทำนองเดียวกัน ทำเช่นนี้ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง (เซ็ท)
6. ควรปฏิบัติ เซ็ท/วัน 3-5 วัน /สัปดาห์

ข้อแนะนำควรควบคุมจังหวะในการบริหารให้สม่ำเสมอ ร่างกายส่วนบนต้องนิ่ง ยกขาขึ้นในแนวตรง ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง กดสะโพกแนบพื้นอยู่เสมอ

บริหารต้นขาด้านนอก 1
1. นอนตะแคงเอียงข้างซ้าย(หรือขวาก็ได้ตามแต่จะถนัด)ลงบนเบาะ ร่างกายอยู่ในแนวเส้นตรง หนุนศีรษะด้วยฝ่ามือด้านซ้าย โดยต้นแขนวางราบยันพื้นไว้
2. มือขวาวางอยู่บนพื้นด้านหน้า เพื่อช่วยพยุงน้ำหนักตัว ขาซ้ายงอเล็กน้อย
3. สะโพกตรง เกร็งกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้
4. ค่อยๆ ยกขาขวาขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่ต้องเกร็งหัวเข่า
5. เมื่อยกได้สูงสุดแล้วให้นิ่งไว้สักครู่ จากนั้นค่อยๆ ลดขาลง แล้วหยุดอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย
6. จะรู้สึกได้ถึงความตึงของต้นขาด้านนอกขณะที่ยกขาขึ้น
7. สลับขาข้างซ้ายในทำนองเดียวกัน ทำเช่นนี้ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง (เซ็ท)
8. ควรปฏิบัติ ชุด / วัน 3-5 วัน / สัปดาห์

บริหารต้นขาด้านใน 1
1. นอนตะแคงข้างซ้ายบนเบาะ หนุนศีรษะด้วยฝ่ามือด้านซ้าย โดยต้นแขนวางราบยันพื้นไว้
2. งอเข่าขวาชี้ตรงมาด้านหน้า ท่อนล่างทำมุมฉากกับต้นขา โดยวางเข่าขวาบนพื้น หรือยกพ้นพื้นเล็กน้อย
3. ขาซ้ายเหยียดตรง พยายามดึงกล้ามเนื้อจากเท้าขึ้นตามแนวของต้นขา
4. ยกขาซ้ายขึ้นสูงให้เป็นแนวเส้นตรง แล้วลดลง
5. จะรู้สึกได้กับความตึงของต้นขาด้านใน ขณะที่ยกขาขึ้นจากพื้น
6. สลับขาข้างซ็ายในทำนองเดียวกัน ทำเช่นนี้ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง ( เซ็ท)
7. ควรปฏิบัติ เซ็ท / วัน 3-5 ครั้ง / สัปดาห์

women.mthai

« Previous Entries