ริ้วรอยใหม่ทั้งที่ใช้ครีมบำรุงผิว

May 31st, 2009 by womenblogs

นับแต่โบราณมาแล้ว ที่ผู้หญิงเราใช้เครื่องประทินผิวชนิดต่างๆ บำรุงผิวพรรณบนใบหน้า ด้วยหวังว่าจะคงผิวสาวไว้ให้นานเท่านาน ล่วงมาสมัยปัจจุบัน ผู้หญิงเรายังมีทั้งครีมบำรุงผิว โลชั่น เซรั่มต่างๆ หลากหลายชนิด ตั้งแต่ประเภทที่ได้จากธรรมชาติล้วนๆ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวิทยาการผลิตขั้นสูงให้เลือกใช้กันอย่างมากมาย ในหลากหลายระดับราคา

นอก จากจะมีผลิตภัณฑ์มากมายล้นหลามแล้ว ถ้อยคำที่ใช้ในการพรรณาคุณค่าเพื่อความงามก็มีมากไม่แพ้กันเลย ผู้หญิงเราจะได้ยินได้ฟังศัพท์แสงใหม่ๆ ทางวิทยาการด้านความงามที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ใช้อธิบายคุณค่าและส่วนประกอบ ต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่แทบจะตลอดเวลา จนไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครเข้าใจ หรือประเมินถ้อยคำอธิบายผลิตภัณฑ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้อย่างถ่องแท้

นอก จากนั้น คำพรรณาคุณค่าผลิตภัณฑ์มักจะเอ่ยอ้างอิงถึงกรรมวิธีและวิทยาการอันล้ำเลิศใน การผลิต ทำให้ผู้หญิงเราทึ่งและเชื่อในคุณค่าของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ทว่าผิวพรรณของเราหาได้เชื่อตามนั้นโดยง่ายอย่างเราไม่

การทำงานของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ข้อความสำคัญต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่ไม่ค่อยเป็นที่รับรู้กันเท่าที่ควร กล่าวคือ
ผลิตภัณฑ์ บำรุงผิวหน้าหลายชนิด สามารถแทรกซึมลงไปได้ถึงเพียงชั้นบนๆ ระดับหนังกำพร้าเท่านั้น ผิวของคนเราประกอบด้วยผิวถึง 3 ชั้น ได้แก่
ผิว ชั้นนอกสุด (คือหนังกำพร้า) ผิวชั้นรองลงมา (หนังแท้) และชั้นในสุด ซึ่งริ้วรอยก่อตัวขึ้นจริงๆ จากผิวชั้นหนังแท้ ในขณะที่ครีมบำรุงผิวส่วนมากชำแรกลงไปได้ถึงไม่เกินหนังกำพร้าเท่านั้น จึงแทบจะแก้ปัญหาริ้วรอยไม่ได้เลย

ส่วนครีมเพิ่มความชุ่ม ชื้น (moisturizers) นั้นทำหน้าที่ได้เพียงอุ้มน้ำ (ซึ่งมีอยู่แล้วในผิว) ไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้ช่วยเพิ่มน้ำหรือความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้อย่างที่เข้าใจกัน แม้กระนั้น ครีมเพิ่มความชุ่มชื้นก็ยังสำคัญต่อการดูแลบำรุงผิวพรรณ เพราะช่วยปกป้องไม่ให้ผิวแห้งกร้านจนเกิดริ้วรอยได้ง่าย ทั้งยังช่วยบำรุงผิวได้ด้วย

ดังนั้น ความเข้าใจที่ว่าการใช้มอยซ์เจอไรเซอร์จะช่วยลดเลือนให้ริ้วรอยตื้นขึ้นจน มองไม่ค่อยเห็นนั้นเป็นความจริง แต่คำกล่าวที่ว่า มอยซ์เจอไรเซอร์จะช่วยปกป้องผิวจากรอยย่นและริ้วรอยต่าง ๆ ได้นั้น ออกจะเกินความจริงไป

ครั้งต่อไป ก่อนที่คุณจะเคลิบเคลิ้มไปกับคุณค่าของผลิตภัณฑ์ราคาแพงเหล่านั้น ขอให้คุณแน่ใจได้ว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาริ้วรอยมากพอแล้ว

แต่หากยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เชิญเข้าไปหาความมั่นใจเพิ่มได้จากเรา ที่ www.beautyshinesthrough.com นะคะ

เครดิต women.sanook

กระและฝ้าปัญหาอมตะของผู้หญิง

May 31st, 2009 by womenblogs

นพ.จินดา โรจนเมธินทร์

จากปัญหาสุขภาพของ ผู้หญิงทั้งที่เป็นอาการปกติทั่วไปหรือร้ายแรง ทำให้ผู้หญิงสมัยใหม่ตื่นตัวและหันมาสนใจดูแลร่างกายตนเองมากขึ้น ด้วยการหาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือต่างๆ หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และในบรรดาเรื่องสุขภาพสุดฮิตที่ผู้หญิงให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ก็ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสวยงาม โดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณบนใบ หน้า ยิ่งมีกระแสและค่านิยมผิวหน้าขาวใส ปราศจากจุดด่างดำมากเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มความกังวลใจแก่สาวๆ มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ปัญหากระและฝ้า ซึ่งขึ้นชื่อว่ารักษายากและมีปัญหาจากการรักษาที่ไม่ได้ผลมากมายตามหน้า หนังสือพิมพ์ ทางที่ดีเราจึงควรทำความรู้จักกับปัญหาทั้งสองอย่างให้ดีเสียก่อนที่จะ ตัดสินใจทำการรักษา

สาเหตุและลักษณะของการเกิดฝ้าและกระ
กระและฝ้าเกิดจากการที่มีเม็ดสีเมลานิน (melanin pigment) สะสมในผิวหนังมากผิดปกติ ทำให้เกิดผื่นสีน้ำตาลเป็นรอยคล้ำ อย่างไรก็ตามผื่นทั้งสองจะมีลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้

กระ มี ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดมักเล็กกว่า 0.5 ซม. พบกระจายอยู่บริเวณใบหน้าและผิวหนังที่ถูกแสงแดดเป็นประจำ เชื่อว่าอาจมีสาเหตุจากพันธุกรรมร่วมด้วย เริ่มพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก จากนั้นจะค่อยๆ มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและสีเข้มขึ้น
สำหรับฝ้า พบบ่อยในสุภาพสตรีวัยกลางคน มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาล พบบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก เหนือริมฝีปากด้านบนและคาง ผื่นมักมีสีคล้ำขึ้นเมื่อถูกแสงแดด เราสามารถแบ่งชนิดของฝ้าได้เป็นสามชนิด

• ฝ้าที่เกิดในบริเวณหนังกำพร้า มี ลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้ม บริเวณขอบเขตของผื่นจะเห็นชัด ฝ้าชนิดนี้ค่อนข้างตอบสนองดีต่อการรักษาเนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ไม่ลึกใน ผิวหนังจึงง่ายต่อการกำจัด
• ฝ้าที่อยู่ในชั้นหนังแท้ ผื่นฝ้าจะเป็นสีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม ขอบเขตจะเห็นไม่ชัดเจน เนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ในระดับที่ลึกมากขึ้น มีผลทำให้รักษาค่อนข้างยาก ตอบสนองไม่ดีต่อการรักษา
• ฝ้าชนิดผสม มี เม็ดสีเมลานินสะสมมากผิดปกติทั้งในชั้นหนังแท้และหนังกำพร้า การแยกชนิดของฝ้านั้นจะมีประโยชน์ต่อการรักษา ทำให้สามารถประเมินได้ว่าจะรักษาได้ผลดีมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามการตรวจด้วยสายตาอาจมีข้อจำกัด บางครั้งอาจต้องใช้กล้องแสงอัลตราไวโอเลต (UV Camera) ช่วยในการจำแนกชนิดของฝ้า

สาเหตุของการเกิดฝ้านั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกันได้แก่ แสงแดด ฮอร์โมน ยา การแพ้เครื่องสำอาง ตลอดจนพันธุกรรม สำหรับแสงแดดมีส่วนประกอบของรังสีอัลตร้าไวโอเลตชนิด A (UVA) และชนิด B (UVB) รังสีทั้งสองชนิดเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ฝ้าเป็นมากขึ้น ในส่วนของฮอร์โมนเชื่อว่าฮอร์โมนเพศชนิดเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) มีผลทำให้เกิดฝ้า โดยสังเกตพบว่าฝ้าจะเป็นมากขึ้นในสตรีที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือสตรีที่ ตั้งครรภ์ และฝ้ามักจะจางลงภายหลังหยุดยาคุมกำเนิดหรือหลังคลอดบุตร นอกจากนั้นการรับประทานยาบางชนิดอาจมีส่วนทำให้ฝ้ามีสีคล้ำขึ้นเช่น ยากันชักชนิด diphenylhydantoin เป็นต้น สำหรับการแพ้เครื่องสำอางอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดฝ้าได้ โดยเฉพาะการแพ้น้ำหอมหรือสีที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอางนั้นๆ

กระ, ฝ้า, ผิว
วิธีการรักษากระและฝ้า
อันดับแรกต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า กระและฝ้าส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้เพราะเราไม่ทราบสาเหตุต้นกำเนิดที่แท้จริง การรักษามุ่งเน้นหลักสำคัญสองประการคือ หลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่จะมากระตุ้นให้กระหรือฝ้าเป็นมากขึ้น ร่วมกับการพยายามรักษาให้รอยคล้ำนั้นจางลง ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด หรือยาอื่นๆ ที่อาจทำให้รอยคล้ำนั้นเป็นมากขึ้น การหลีกเลี่ยงการตากแดดเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

การ เลือกครีมกันแดดจะต้องเลือกใช้ชนิดที่เหมาะสมกับปัญหาของตัวเรา ในกรณีที่มีปัญหากระหรือฝ้าควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB สำหรับค่า SPF (Sun Protection Factor) ควรมีค่าประมาณ 15 ถึง 30 หรือสูงกว่าขึ้นไป

อย่างไรก็ตามครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ บางชนิดอาจมีลักษณะข้นเหนียว ทำให้รู้สึกเหนอะหนะไม่น่าใช้ รวมทั้งอาจทำให้เกิดสิวง่ายขึ้น ควรทาครีมกันแดดทุกวัน และถ้าจำเป็นต้องตากแดด ควรทาครีมกันแดดวันละสองครั้งหรือมากกว่า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าครีมกันแดดบนผิวหน้ายังมีปริมาณที่เพียงพอ ต่อการป้องกันแสงแดด มิได้จางหายไปกับเหงื่อที่มักจะถูกซับด้วยกระดาษหรือผ้าเช็ดหน้าอยู่เสมอ ในกรณีที่มีสภาพผิวหน้าแบบผิวมันเป็นสิวง่าย ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็นสูตร Non-comedogenic หรือ สูตร water-based และควรอยู่ในรูปของเจลหรือโลชั่นจะเหมาะสมกว่าในรูปของครีม

ส่วนการรักษาให้รอยคล้ำจากกระและฝ้าจางลงมีได้หลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป วิธีที่ง่ายและสะดวกคือการรักษาด้วยการทายา ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือยาทาที่ใช้ในการรักษานั้นแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม ใหญ่ ได้แก่
• กลุ่มที่เร่งการขจัดเซลล์หนังกำพร้า มี ผลทำให้เม็ดสีเมลานินถูกกำจัดออกไปได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ หรือ Alphahydroxy acid (AHA) และกรดวิตามินเอ เป็นต้น
• กลุ่มยาหรือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีผลลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน เช่น ยาไฮโดรคิวโนน (Hydroquinone) กรดโคจิค (Kojic acid) หรือเจลวิตามินซี ผลการรักษาจะต้องใช้ระยะเวลา 4 ถึง 8 สัปดาห์จึงเห็นการเปลี่ยนแปลง และมักได้ผลในกรณีที่ฝ้าเกิดในชั้นหนังกำพร้า ส่วนกระอาจจะจางลงได้บ้าง ข้อควรระวังคือใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการหน้าลอกเป็นขุย แสบแดง ระคายเคือง ทำให้คล้ำมากกว่าเดิมหรือาจเกิดเป็นด่างขาวได้ ดังนั้นยาทาบางชนิดควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น กรดวิตามินเอ หรือยาทาไฮโดรคิวโนน ส่วนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นมักจะมีผลข้างเคียงน้อยกว่า แต่ในขณะเดียวกันผลลัพธ์ที่ได้ก็มักจะน้อยกว่าด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีการนำยารับประทานชนิด Tranxemic acid ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ทำให้บริเวณที่กำลังมีเลือดไหลออกมานั้นหยุดได้เร็ว ขึ้น มาประยุกต์ใช้รักษาฝ้าเนื่องจากยาชนิดนี้สามารถลดการสร้างเม็ดสีในผิวหนัง มีผลทำให้ฝ้าจางลงบ้างในบางราย อย่างไรก็ตามยังไม่มีผลการศึกษาวิจัยเป็นที่ยืนยันอย่างชัดเจน นอกจากนั้นยังต้องรับประทานยาระยะยาวจึงจะเห็นผล จึงควรต้องระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นเช่น ภาวะหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดดำเกิดการอุดตัน ซึ่งอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิต

การรักษากระและฝ้าด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีอื่นๆ
นอกจากนี้การใช้ยาทาหรือยารับประทานปัจจุบันยังมีการรักษากระและฝ้าโดยอาศัย เครื่องมือและเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกในการรักษามากขึ้น เช่น
• วิธีกรอผิวชนิด Microdermabrasion (เครื่อง กรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีผู้นำมาใช้ในการรักษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้ลอกหลุดเร็วขึ้น ได้ผลสำหรับฝ้าและกระที่อยู่ในชั้นตื้นๆ ข้อควรระวังคืออาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากำหนดระดับความแรงในการทำงานของเครื่องมือสูงมากเกินไป อาจทำให้เกิดบาดแผลถลอก และมีเลือดออกได้ ส่วน
• การรักษาด้วยเครื่องไอออนโตฟอรีซิส อาศัยหลักการให้กำเนิดกระแสไฟฟ้าในระดับอ่อนๆ และมีผลช่วยผลักยาหรือวิตามินที่เราทาไว้ก่อนบนผิวหน้าให้ซึมผ่านผิวหนัง เข้าไปได้เพิ่มมากขึ้นหรือออกฤทธิ์ได้ดียิ่งขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้มีผลข้างเคียงน้อย อาจมีอาการระคายเคืองได้บ้างแต่มักไม่รุนแรง อย่างไรก็ตามผลการรักษายังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ว่าได้ผลดีอย่าง ชัดเจน
• สำหรับเทคโนโลยีของเลเซอร์และเครื่องให้กำเนิดแสงความเข้มสูง (Intense Pulsed Light หรือ IPL) เป็นการรักษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน ถึงแม้เลเซอร์และ IPL จะมีคุณสมบัติทางเทคนิคที่แตกต่างกัน แต่กลไกในการทำงานใช้หลักการเดียวกัน กล่าวคือเครื่องมือทั้งสองชนิดให้กำเนิดพลังงานแสงไปยังบริเวณผิวหนังที่มี รอยคล้ำจากกระหรือฝ้า ผิวหนังในส่วนที่มีเม็ดสีเมลานินปริมาณมากกว่าปกติจะดูดซับพลังงานแสงแล้ว เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน มีผลทำให้เม็ดสีเมลานินในบริเวณนั้นถูกทำลายและมีจำนวนลดลง มีผลทำให้กระหรือฝ้านั้นจางลงหรือหายไป เห็นผลการรักษาได้ค่อนข้างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยวิธีนี้ยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทำการรักษาโดยผู้ที่ขาดความรู้ความชำนาญ และที่สำคัญกระและฝ้ายังจะกลับมาเป็นใหม่ได้อีกเมื่อหยุดการรักษา ทั้งนี้เพราะเลเซอร์และ IPL สามารถกำจัดเม็ดสีส่วนเกินในผิวหนังได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการเกิดเม็ดสีที่สะสมขึ้นมาใหม่ ดังนั้นภายหลังการรักษาด้วยเลเซอร์หรือ IPL ยังคงต้องทายาเพื่อลดจำนวนเม็ดสีร่วมกับการใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ

จากที่ได้รวบรวมมาทั้งหมดจะพบว่า การรักษาฝ้าและกระยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เนื่องจากเรายังไม่ทราบสาเหตุของปัญหาอย่างชัดเจน การแก้ปัญหาส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุทำให้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ได้ นอกจากนั้นการรักษาแต่ละชนิดล้วนแล้วแต่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้นการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาจึงควรทำด้วยความระมัดระวัง…ทางที่ดี ควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ต้องร่วมป้องกันปัจจัยที่จะกระตุ้นการเกิดกระและฝ้า การรักษาจึงจะได้ผลดี

เครดิต women.sanook

งามด้วยแสงเลเซอร์ สวยใสแต่ไม่คงทน

May 31st, 2009 by womenblogs

สาวๆ ส่วนใหญ่ปรารถนาผิวพรรณสดใสไร้ริ้วรอย และหลายรายหันไปพึ่งพา เลเซอร์ มาช่วยทำให้ผิวดูดีขึ้น ก่อนอื่นเราควรจะมาทำความรู้จักกันเสียก่อนว่า เลเซอร์ คืออะไร ก่อนที่จะตัดสินใจไปทำเลเซอร์เพื่อความสวยงาม

laser, ศัลยกรรม, หน้าใส, เลเซอร์

เลเซอร์ (Laser) มาจากภาษาอังกฤษว่า Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation คือ เป็นการจัดระเบียบอนุภาคของแสงให้มีพลังงานสูงขึ้น ตรงไปยังตำแหน่งที่ต้องการรักษาในวงการแพทย์ใช้เลเซอร์ เป็นเครื่องช่วยในการรักษาและเป็นอีกทางเลือกที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในการใช้เลเซอร์ลบเลือน ปาน ไฝ หูด ติ่งเนื้อ กระเนื้อ กระแดด สิวหิน รอยสัก รอยแผลเป็น ริ้วรอยต่าง ๆ

มีการแบ่งเลเซอร์เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ เลเซอร์ชนิดที่ไม่จำเพาะกับตัวรับแสง แบบนี้จะไปกำจัดหรือทำลายเนื้อเยื่อที่ไม่ต้องการ แต่อาจทำลายเนื้อเยื่อทางผ่านของลำแสงได้ กับ เลเซอร์ชนิดที่จำเพาะกับตัวรับแสง จะทำลายเนื้อเยื่อที่ไม่ต้องการโดยเฉพาะ โดยเนื้อเยื่อข้างเคียงถูกทำลายน้อยที่สุด

คำถามหนึ่งสำหรับผู้รักความงามก็คือจะเลือกใช้เลเซอร์ ในการดูแลผิวพรรณให้เหมาะสมได้อย่างไร เรื่องนี้ นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย แนะนำว่า

“ให้ ศึกษาผลดี ผลเสีย ตลอดจนผลข้างเคียงให้ดี ก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา เนื่องจากผลลัพธ์ของการรักษาด้วยเลเซอร์ประเภทต่างๆนั้น ส่วนใหญ่ผู้เข้ารับการรักษามักไม่ทราบว่าได้ผลมากน้อยเพียงใด มีข้อดีข้อเสีย ผลข้างเคียงอย่างไร ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาระหว่างคนไข้กับแพทย์ตามมา เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง”

แม้การใช้ เลเซอร์ในศัลยกรรมความงามจะให้ผลค่อนข้างชัดเจน แต่อาจเกิดปัญหาตามมาได้หากใช้ไม่ถูกวิธี อาทิ การรักษาไม่เหมาะสมกับโรค เช่น เป็นกระหรือ ฝ้าลึกแต่ไปใช้เลเซอร์ชนิดลอกหน้าอาจทำให้เกิดรอยไหม้หรือแผลเป็น การแอบอ้างสรรพคุณเกินจริง ว่าสามารถใช้เลเซอร์พลังงานต่ำในการลบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ซึ่งในทางทฤษฎีมีความเป็นไปได้ที่จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ในผิวหนังชั้นลึกเพียง เล็กน้อยและไม่ยั่งยืน อีกทั้งค่าบริการค่อนข้างสูง ดังนั้นเลเซอร์จึงไม่อาจเป็นคำตอบสุดท้ายของความงาม

ที่ สำคัญไม่ควรละเลยเรื่องของ ผลข้างเคียงจากการรักษา เช่น เกิดรอยไหม้ ด่างขาวแผลเป็น การติดเชื้อแทรกซ้อนก็นำข้อมูลมาฝากกันเพื่อให้สาวๆได้ ตรองดูก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรกับผิวหน้าของตัวเอง ทั้งข้อดีข้อเสีย และผลข้างเคียง ที่อาจจะตามมา.

เครดิต women.sanook

หน้านวลผ่องดั่งทองทา (จริงๆ)

May 31st, 2009 by womenblogs

รายงานโดย :สปาราชชี่

ว่ากันว่าหญิงสูง ศักดิ์ยุคโบราณที่ใส่ใจดูแลใบหน้าเป็นพิเศษ มักจะใช้ “ทองคำ” มาเสริมสร้างความสวยบนใบหน้า ดูอย่างพระนางคลีโอพัตรายังต้องสวมหน้ากากทองคำทุกครั้งเวลานอนหลับ

เพราะ เชื่อว่าหน้ากากทองคำบริสุทธิ์นี้จะช่วยชะลอความชรา รักษาความงามและความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณได้ยาวนาน พอพูดถึงเรื่องทองคำขึ้นมา เลยนึกถึงทรีตเมนต์ตัวหนึ่งในเมืองไทย ซึ่งเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในเมืองไทยด้วยที่นำทองคำบริสุทธิ์ 99.99% มาใช้เสริมความสวยบนใบหน้า

แอสเทอร์สปริง
ทรีตเมนต์ที่ว่านี้เรียกว่า 24K Gold Facial Treatment ของแอสเทอร์สปริง ศูนย์สุขภาพผิวมืออาชีพที่มีถึง 5 สาขาในกรุงเทพฯ ซึ่ง “สปาราซซี่” ได้แอบไปเยี่ยมๆ มองๆ แอสเทอร์สปริง สาขาศูนย์การค้าเกษร มองดูหน้าร้านกระจ่างตาด้วยแสงไฟในโทนขาว ภายในดูโปร่งเบาสบายตา มีมุมโซฟาไว้ต้อนรับแขก กึ่งกลางเป็นเคาน์เตอร์พนักงานต้อนรับ และอีกมุมหนึ่งคือเคาน์เตอร์โชว์ผลิตภัณฑ์ “Dermalogica” ซึ่งเป็นโปรดักต์หลักของที่นี่

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ทรีตเมนต์ ทองคำนี่แหละค่ะ แอสเทอร์สปริงนำสูตรลับนี้มาจากญี่ปุ่น โดยนำเข้าแผ่นทองคำบริสุทธิ์เข้ามาแนะนำให้สาวๆ ทั้งหลายได้รู้จักเป็นแห่งแรกในเมืองไทย อย่างที่บอกว่าคนโบราณรู้จักประโยชน์ของทองคำเพื่อความงามมานมนาน ครั้นสู่สังคมยุคเทคโนโลยี มีการค้นพบว่าทองคำนั้นมีคุณสมบัติที่ดีต่อผิวพรรณมากมาย อาทิ ช่วยการทำงานของต่อมน้ำเหลืองในการขับสารพิษและของเสีย กระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่

ชะลอการลดลงของคอลลา เจนและอีลาสติน กระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ผิว ใหม่ ชะลอการลดลงของคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน รวมถึงคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ เห็นไหมคะว่ามากมายขนาดนี้แล้ว ไม่น่าใช้ให้มันรู้ไป ดังนั้นพอนำทองคำบริสุทธิ์มาใช้ในการทำทรีตเมนต์ใบหน้า มันจึงช่วยคงความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ปรับผิวให้เนียนนุ่ม ตึงกระชับ และกระจ่างใส นอกจากนี้ ทองคำยังมีคุณสมบัติอันคงที่ และสามารถช่วยลดอาการอักเสบได้ จึงไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองจากการใช้

ทรีตเมนต์, ทรีตเมนต์ทองคำ
ก่อนเริ่มทรีตเมนต์ตัวนี้ เทอราปิสต์จะตรวจสอบสภาพผิวหน้าของคุณอย่างละเอียดค่ะ เริ่ม ตั้งแต่การกรอกแบบสอบถามละเอียดยิบ บางข้อก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับผิวหน้าเท่าไหร่นัก เช่น กลัวที่แคบหรือเปล่า? ฉันเองก็นึกสงสัย “อ้อ เราถามไว้เพราะมีลูกค้าบางคนกลัวอยู่ในห้องแคบๆ ค่ะ เราจะได้ปรับบริการตามลูกค้า” พี่กุ้ง เทอราปิสต์ประจำศูนย์ฯ ตอบ หลังจากกรอกแบบสอบถามเสร็จ ก็เข้าสู่ขั้นตอนตรวจเช็กสภาพผิวหน้าด้วยเครื่องมือที่จะทำให้เราเห็นริ้ว รอยต่างๆ ชัดเจน ทั้งจุดด่างดำ รอยคล้ำ สิวเสี้ยน ฯลฯ

24K Gold Facial Treatment ไม่ค่อยเหมาะนักสำหรับคนที่ผิวหน้าแห้งเอามากๆ ก่อนทำทรีตเมนต์ตัวนี้ จึงต้องปรับและบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื่นขึ้นด้วยทรีตเมนต์ตัวอื่นๆ ก่อน พี่ กุ้งยังบอกอีกว่าห้ามเลยล่ะค่ะสำหรับคนที่เป็นสิวอักเสบและผิวแพ้ง่าย จากนั้นเธอก็นำไปห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งเป็นมุมเล็กๆ มีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยใช้ผ้าม่านกั้น เลยเข้าไปหน่อยก็เป็นห้องทรีตเมนต์ที่มีอยู่ไม่กี่ห้อง เน้นสีขาว ตกแต่งเรียบง่าย เติมลายเส้นกุ๊กกิ๊กแบบฉบับผู้หญิงไม่ให้ห้องดูเรียบเกินไปจนเหมือนคลินิก

แอสเทอร์สปริง
เท อราปิสต์เริ่มล้างทำความสะอาดใบหน้า นวดหน้า ก่อนเตรียมผิวหน้าเราให้พร้อมรับทองคำบริสุทธิ์ ซึ่งต้องทำให้ผิวหน้านั้นชุ่มชื่นระดับหนึ่ง ตรงนี้อาศัยความชำนาญของเทอราปิสต์ ถึงจะบอกได้ว่าผิวหน้านั้น “พร้อม” หรือยัง หลักการของทรีตเมนต์ตัวนี้อยู่ที่การนำคุณค่าของทองคำบริสุทธิ์แทรกซึมเข้า ไปในผิว และยังมีการนำเอาสารให้ความชุ่มชื่นที่สกัดจากนัตโตะ (ถั่วหมักของญี่ปุ่น) ที่มีชื่อว่า GammaPolyglutamic Acid ซึ่ง เป็นสารกักเก็บความชุ่มชื่นที่ดีที่สุดที่ได้มีการค้นพบในปัจจุบัน เป็นตัวนำพาทองคำลงลึกสู่ผิวชั้นใน โดยใช้ระบบสปาผิวหน้าแบบพิเศษ

(Facial SPA System) สามารถแตกโมเลกุลของน้ำให้เล็กลงจนกลายเป็นละอองน้ำขนาดนาโน (Nano Mist) สามารถแทรกซึมผ่านช่องว่างระหว่างเซลล์ผิวลงไปได้ เมื่อ GammaPGA พร้อม ทั้งละอองน้ำขนาดนาโน แตกตัวกลายเป็นประจุลบ ก็จะกลายเป็นตัวทำละลายพิเศษสำหรับทองคำ และนำพาทองคำที่แตกตัวเป็นไอออนลงสู่ผิวหนังกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ความยืดหยุ่นผิวเพิ่มมากขึ้น ผิวแลดูอ่อนเยาว์ ระบบการเผาผลาญของผิวหนัง (Skin Metabolism) ดีขึ้น ริ้วรอยแห่งวัยลดเลือนลง

พอจบทรีตเมนต์ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหน้าใสทันตาเลยทีเดียว

เครดิต women.sanook

แพทย์ผิวหนังเตือนภัย เดอร์มาโรลเลอร์ ทำหน้า เสี่ยงเชื้อร้าย

May 31st, 2009 by womenblogs

นอกจากการฉีดสาร กลูตาไธโอน เพื่อหวังจะให้ผิวขาว และนอกจากการฉีดสาร โบท็อกซ์ เพื่อ หวังจะให้ผิวหนัง-ผิวหน้าเต่งตึง ซึ่งล่าสุดมีดาราชายบางรายฉีดแล้วเกิดอาการเปลือกตาตก-ตาปิดจนเป็นข่าวดัง แล้ว กับการทำผิว โดยเฉพาะการ “ทำหน้า” ในเมืองไทยยังมีการทำกันอีกหลายแบบ บางวิธีก็กำลังฮิตในหมู่ผู้รักษาแผลเป็นจากสิว…

DERMAROLLER ผิวหน้า

เดอร์มาโรลเลอร์ (DermaRoller)” นี่ก็กำลังฮอต

แต่แพทย์ผิวหนังก็เตือนว่า “ต้องระวัง” เพราะเสี่ยง ?!?

กับเรื่องนี้ รศ.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ภาค วิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานฝ่ายวิชาการสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้ความรู้ความเข้าใจผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า… “เดอร์มาโรลเลอร์” ใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายลูกกลิ้ง และมีเข็มขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.25 มิลลิเมตร เมื่อกลิ้งไปบนผิวหนังก็จะทำให้เกิดรูหรือแผลขนาดเล็กมาก ๆ ซึ่งความลึกของรูหรือแผลจะขึ้นกับขนาดและความยาวของเข็ม การมีแผลลักษณะนี้ก็จะทำให้ผิวหนังต้องเกิดการซ่อมแซมตัวเองโดยสร้างคอลลา เจนขึ้นมาใหม่ คนที่มีแผลเป็นจากสิวหรือมีริ้วรอยตื้น ๆ จึงรู้สึกว่าผิวดีขึ้น

เดอร์มาโรลเลอร์นี้ถือเป็น ชื่อทางการค้า ทางการแพทย์เรียกว่าการ ทำ สกิน นีดลิ่ง (Skin Needling) หรือ ไมโคร-นีดลิ่ง (Micro-Needling) ซึ่งพัฒนามาจากวิธีจี้ เลเซอร์ซึ่งมีราคาแพงกว่า ลำบากในการดูแลรักษา และเจ็บกว่า จึงทำให้วิธีเดอร์มาโรลเลอร์ได้รับความนิยม โดย วิธีนี้ก็พัฒนาจากการใช้เลเซอร์ซึ่งจะกรอหน้าทั้งหมด ทำให้เกิดแผลสด การรักษาต้องใช้เวลา และอาจมีรอยดำตามมา ต่อมาจึงพัฒนาเป็นการใช้เลเซอร์เจาะรูบนผิวหนัง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดคือราคาแพง ใช้เทคนิคสูง จึงมีคนประยุกต์นำเข็มเล็ก ๆ มาใช้แทนเลเซอร์ อาศัยหลักการคล้ายกัน ปัจจุบันเครื่องมือที่ใช้ก็มีหลากหลาย ทั้งแบบลูกกลิ้ง และแบบตรายาง

“ถาม ว่าได้ผลไหม เท่าที่สอบถามคนไข้หลายคนจะรู้สึกว่าได้ผล แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือข้อมูลวิชาการที่เป็นเรื่องเป็นราว ต้องยอมรับว่าเท่าที่ค้นก็ยังไม่มีข้อมูลหนักแน่นว่าได้ผลจริงในทางวิทยา ศาสตร์ และระยะหลังยังพบว่านิยมเติมสารอื่น ๆ ลงไปด้วย” …แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังระบุ

พร้อมทั้งบอกอีกว่า… ด้วยความที่เดอร์มาโรลเลอร์กำลังได้รับความนิยม มีคลินิกเปิดให้บริการมากขึ้น สิ่งที่น่ากังวลใจตอนนี้คือเรื่อง “ความสะอาดของเครื่องมือ” ที่ ใช้ เพราะวิธีนี้คือการทำให้เกิดแผลโดยใช้เข็ม หากความสะอาดไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้ทำตามหลักวิชาการทางการแพทย์ โอกาส “เสี่ยงติดเชื้อโรค-ติดเชื้อร้าย” ก็สูง และจากข้อมูลพบว่าปัจจุบันมีหลายคลินิกนำเข็มกลับมาวนให้บริการใหม่ ซึ่งในต่างประเทศเครื่องมือเหล่านี้เมื่อใช้แล้วจะถูกทำลายหรือทิ้ง จะเหมือนกับการฉีดยา เข็มฉีดยาเมื่อใช้แล้วก็ต้องทิ้ง

“ถ้ามี การฆ่าเชื้ออย่างดีก็แล้วไป แต่ถึงแม้จะฆ่าเชื้อแล้วก็ต้องถามใจผู้รับบริการว่าจะสนิทใจหรือไม่ ถ้าจะทำก็ตามใจ แต่ควรดูว่าเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งวิธีที่จะดูว่าปลอดภัยก็คงแนะนำได้แค่ว่าต้องเห็นกับตาทุกครั้ง ว่าเขาแกะซองใหม่ออกมาจริง ๆ หรือต้องเลือกคลินิกที่เราคิดว่าไว้ใจได้” …รศ.นพ.ประวิตรระบุ

ขณะที่ รศ.นพ.นพดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ก็บอกผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า… ปัจจุบันการรักษาแผลเป็นลักษณะนี้กำลังได้รับความนิยมสูง ทั้งที่ในความเป็นจริงเครื่องมือดังกล่าวยังไม่ผ่านการรับรองจากทาง อย. ที่ผ่านมาก็เคยมีการจับกุม แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ใช้บริการมากนัก อาจเพราะทำแล้วรู้สึกว่ามันได้ผล ที่รู้สึกว่าได้ผลก็เพราะหน้าดูเต่งตึง หลุมลึกดูตื้นขึ้น ซึ่ง จริง ๆ เป็นผลมาจากอาการอักเสบ คือเป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ได้เป็นผลยืนยันในทางการแพทย์

“ก็ ต้องถือว่าเสี่ยง ยิ่งปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการดึงดูดใจคนได้เยอะ หลากหลายวิธี อย่างเช่นสื่ออินเทอร์เน็ต ก็มีทั้งโฆษณาตรง มีการ สร้างเว็บบล็อกบรรยายสรรพคุณเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งดูแล้วก็เหมือนว่าข้อมูลจะมีที่มาจากแหล่งเดียวกันหมด ที่สำคัญมีแต่ข้อดี ไม่มีการระบุถึงผลเสีย ยิ่งถ้าหากไม่ได้ผ่านการทำจากผู้เชี่ยวชาญ ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น” …นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังฯระบุ

รศ.นพ.นพดลยังบอกด้วยว่า… ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมามาก ซึ่งหลายชนิดยังไม่มีหลักวิชาการทางการแพทย์รองรับ อีกทั้งยังมี คลินิกความงามบางแห่งที่ผู้ให้บริการไม่ใช่แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ จนเกิดปัญหาตามมามาก ซึ่งการตรวจสอบว่ามีแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่ที่ใดบ้างสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ www.dst. or.th หรือตรวจสอบว่าแพทย์ที่ทำการรักษาอยู่ผ่านการฝึกอบรมแพทยสภาหรือไม่ ก็ตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ www.tmc.or.th ของแพทยสภาได้ เพื่อลดความเสี่ยง

ส่วนใครที่สนใจประเด็น “ขาวอันตราย-ขาวปลอดภัย” ทาง สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจะจัดการบรรยายในวันที่ 26 ก.พ.นี้ที่ห้องโลตัส 3-4 โรงแรมเซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 13.30-15.00 น. ซึ่งใครที่มีข้อข้องใจก็ไปสอบถามกันได้โดยตรง รวมถึงจะได้ความรู้ใหม่ ๆ ในการเสริมสวย-เสริมหล่ออย่างปลอดภัย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็มีการเตือนกันต่อเนื่องในหลายกรณี

อยากทำสวย-ทำหล่อก็น่าจะได้พินิจพิจารณากันไว้บ้าง

จะได้ “ไม่เสี่ยง-ไม่อันตราย” ทั้ง ๆ ที่ต้องเสียเงิน !!!.

เครดิต women.sanook

กะเทยคิด ตัดไข่ ผลดีหรือร้ายไม่ควรมองข้าม!!

May 30th, 2009 by womenblogs

กระเทย สาวประเภทสอง
” หลังตัดไข่ออกเหลือแต่จุ๊มุ รู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้นเป็นกองค่ะ” กะเทยที่อ้างว่าเพิ่งตัดไข่ออก โพสต์บนเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งเล่าความรู้สึกหลังผ่าตัดเอาลูกอัณฑะออกเหลือ เพียงองคชาต นี่อาจเป็นวิทยาการล่าสุดที่บรรดา “ดอกไม้พลาสติก” นิยมทำกันปัจจุบันเนื่องจากราคาถูกและแผลรักษาง่าย ขณะเดียวกันก็มีความเชื่อว่าเมื่อทำแล้วผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง จาก “กะเทยควาย” รูปร่างหนาทึบก็กลับกลายมีหุ่นสะโอดสะองขึ้น แต่ความเชื่อเหล่านี้ยังไม่มีผลวิจัยทางการแพทย์ยืนยัน

ล่าสุดแพทยสภาเตรียมออกกฎเกณฑ์ให้ผู้ที่มีอายุ 20 ปี สามารถตัดไข่ได้ ส่วนอายุต่ำกว่านั้นต้องมีผู้ปกครองเซ็นยินยอม

“ตัดไข่ต่างจากแปลงเพศ อย่างไร?” นี่เป็นอีกคำถามที่สังคมอยากรู้ ซึ่ง บอย (นามสมมุติ) วัย 23 ปี ผู้เคยผ่านมีดหมอมาตั้งแต่อายุ 20 ปี ด้วยเงิน 5,000 บาท เล่าว่า การแปลงเพศต้องตัดเอาอวัยวะเพศชายออกทั้งหมด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ด้านแผลที่ผ่าตัดก็ใช้ระยะเวลานานกว่าจะหายเป็นปกติ ต่างจากการ “ตัดไข่” ที่หมอจะผ่าตัดเอาลูกอัณฑะออกเพียงอย่างเดียวโดยองคชาตยังอยู่เหมือนเดิม ซึ่งพอผ่าตัดออกแล้วรู้สึกว่าถุงอัณฑะแฟบลงทำให้มีความมั่นใจขึ้นที่จะแต่ง ตัวเป็นผู้หญิง

“ก่อนหน้านี้ อายุ 18 ปี เคยไปปรึกษาหมอเพื่อขอตัดไข่แต่ได้รับการปฏิเสธทำให้ต้องรออายุครบ 20 ก่อนถึงตัดได้ เรามีความรู้สึกชอบแต่งตัว แต่งหน้าแบบผู้หญิงมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งแรงจูงใจที่ทำให้ตัดสินใจเข้าพบแพทย์เพราะเห็นพวกพี่ ๆ ที่ไปตัดมามีผิวพรรณดีขึ้น รูปร่างดี เราเองก็ใฝ่ฝันอยากเป็นเช่นนั้น” บอย เสริม

บอย ยอมรับว่า ตอนแรกที่ไปทำรู้สึกกลัวเพราะที่ผ่านมายังไม่มีผลวิจัยแน่นอนว่า ผู้ที่ตัดไข่จะมีโรคแทรกซ้อนใด ๆ หรือไม่ แต่ก็มีหลายคนเตือนว่า อาจทำให้ความจำไม่ดีหรือมีโรคต่าง ๆ เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย ขณะเดียวกันก็อาจจะเหนื่อยง่าย ซึ่งหลังจากตัดไข่แล้วจนวันนี้โรคเหล่านี้ยังไม่มีปรากฏ

กระเทย สาวประเภทสองแต่ เดิม บอย มีรูปร่างสูงใหญ่หลังจากผ่าตัดแล้วมีความรู้สึกว่า ตัวเล็กลงเห็นได้จากแต่ก่อนมีกล้ามแขนเดี๋ยวนี้หายไปหมดแล้ว ส่วนผิวหน้าก็เรียบเนียนขึ้น ตอนนี้ต้องกินยาคุมกำเนิดเพื่อสร้างฮอร์โมนเพศหญิงขึ้นมาแทนเพศชาย เนื่องจากได้ตัดลูกอัณฑะที่เป็นตัวสร้างฮอร์ โมนแล้ว ตอนนี้คลินิกด้านศัลยกรรมรับตัดไข่มีราคาตั้งแต่ 5,000- 10,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนทำงานแล้วบางคนยังเรียนอยู่ก็สามารถ เก็บเงินเพื่อมาทำได้

“ครอบครัว มีแม่รู้คนเดียวว่าเราตัดไข่เพิ่งมารู้ภายหลังจากตัดไปแล้ว ส่วนพ่อตอนนี้ก็ยังไม่รู้ เนื่องจากเราไม่อยากบอกให้เขาเสียใจ เพราะตัดไปแล้วก็หมายความว่าไม่สามารถมีลูกได้ ขณะเดียวกันก็เตือนน้อง ๆ หลายคนว่าต้องคิดให้ดีเสียก่อนที่จะทำเนื่องจากตัดไปแล้วไม่สามารถเอาคืนมาได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีใจรักจะเป็นกะเทยจริง ๆ” บอยย้ำ

บอยเล่าถึงอนาคตว่า อยากแปลงเพศให้เหมือนผู้หญิง โดย คาดว่าอาจต้องใช้เงินมาก กว่าปกติเพราะคนที่ตัดไข่เนื้อ ตรงอวัยวะเพศจะเสียรูปไปแล้ว สำหรับสังคมและผู้ปกครองที่ลูกมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนควรให้โอกาสเขาคิดตรึก ตรอง ให้แน่ ใจเสียก่อน ลองหาเหตุผลข้อดี และข้อเสียขึ้นมาเปรียบเทียบว่าอันไหนมีมากกว่ากันในความคิดของเด็ก

ด้าน กิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทยและทนายความ เห็นด้วยกับแนวทางของแพทยสภา เนื่องจากคนที่เป็นกะเทยที่อยากแต่งกายเป็นผู้หญิงและไม่มีความพึงพอใจกับ อวัยวะเพศที่ตัวเองมี ถือได้ว่าเป็นโรคจิตใจไม่สัมพันธ์กับร่างกาย ซึ่งแพทย์ควรให้การรักษาหากบุคคลนั้นได้ผ่านการประเมินจากนักจิตวิทยาแล้ว

ที่ ผ่านมาหลายคนกลัวว่าเด็กที่อายุยังไม่ถึงวุฒิภาวะจะมาตัดไข่ แต่หากมีการออกกฎให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี สามารถผ่าตัดได้หากมีพ่อแม่ยินยอมก็จะเป็นที่ยอมรับของสังคม ขณะเดียวกันแพทย์เองก็ควรมีความเข้มงวดโดยต้องวิเคราะห์ด้านสภาพจิต อย่างละเอียดใช้เวลาหลายเดือนเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กมีความต้องการจะตัดไข่ จริง ๆ

“การตัดไข่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนนั้นก้าวไป สู่การแปลงเพศจริง ๆ เนื่องจากคน นั้นอาจจะยังไม่พร้อมในด้านเงิน หรืออาชีพการงาน ดังนั้นเมื่อเขา ได้ลองใช้ชีวิตโดยไม่มีหนวดเคราหรือฮอร์โมนเพศชายก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี จึงอยากแนะนำพ่อ แม่ที่ลูกกำลังจะตัดไข่ให้เขาคิดทบทวนหลาย ๆ รอบว่าสิ่งนี้ต้องการหรือไม่ หากทบทวนแล้ว อยากตัดออกจริง ๆ ก็ควรให้แพทย์ด้านจิตวิทยาตรวจอย่างละเอียดอีกรอบเพื่อความแน่ใจ” สำหรับปัญหาที่หลายคนกลัวจะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น กิตติ นันท์ มองว่า การแปลงเพศก็ต้องตัดไข่ทำไมจะตัดไข่ออกก่อนไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องกินฮอร์ โมนเพศหญิงแทนอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้แพทยสภาควรมีการวิจัยถึงโรคที่อาจเกิดขึ้นเพื่อหาทางแก้ไข ร่วมกัน

ตัดไข่ ศัลยกรรม

ส่วน รศ.นพ.ศิรชัย จินดา รักษ์ หน่วยศัลยกรรมศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้าง ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ ให้ความเห็นว่า การ แพทย์อนุญาตให้หมอตัดลูกอัณฑะของคนไข้ได้หากมีข้อบ่งชี้ว่าจำเป็นจริง ๆ ส่วนการตัดเพื่อจะให้ผิวสวยหรือรูปร่างเป็นผู้หญิงโดยไม่มีข้อบ่งชี้อาจทำ ให้คนไข้ได้รับผลกระทบด้านร่างกายได้ในอนาคต

หากมองว่าการตัด ไข่เป็นบันไดขั้นแรกนำไปสู่การแปลงเพศตนมองว่า จะไม่เป็นผลดีต่อการผ่าตัดแปลงเพศในอนาคต เนื่องจากตัดไปไม่ถึงอาทิตย์หนังบริเวณถุงอัณฑะก็จะหดตัวลง เมื่อแปลงเพศหมอจะมีความยากลำบากมากในการทำ ขณะเดียวกันเมื่อทำเสร็จก็อาจไม่มีความเป็นธรรมชาติ วิธีการแก้ไขคือ แพทย์ต้องนำหนังส่วนอื่นของร่างกายคนไข้มาตัดแต่งส่วนที่เป็นอวัยวะเพศ ซึ่งจะทำให้ผิวหนังส่วนที่นำมาปะเป็นแผลเป็น

การตัดไข่ออกจะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของร่างกายทำให้คนนั้นมีโครงสร้างร่างกายเล็กลง ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ส่วนมากเด็กมักได้รับการบอกต่อจากรุ่นพี่ที่เคยทำแล้วว่ามีรูป ร่างเล็กลง แต่หากทำกับเด็กที่มีอายุน้อยอาจทำให้ร่างกายไม่เจริญเติบโต ซึ่งคนที่จะทำควรคิดให้ถี่ถ้วนเสียก่อน” รศ.นพ.ศิรชัย กล่าว

หลาย คนมองว่าการกินฮอร์โมนทดแทนทำให้มีความเป็นผู้หญิงมากขึ้น แท้จริงแล้วทุกอย่างมีทั้งข้อดีและเสียเพราะเมื่อกินยาเหล่านี้ไปนาน ๆ อาจเป็นโทษต่อร่างกายได้ จึงอยากฝากถึงผู้ที่กำลังจะไปตัดว่าควรวิเคราะห์ข้อดีและเสียให้ดีเสียก่อน

แม้วันนี้ประเด็นการตัดไข่ของพวกเธอเหล่านี้ยังไม่มี ข้อสรุปชัดเจน แต่เชื่อว่าหากหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาให้ความรู้ย่อมมีทางออกได้ ในอนาคต.

ศราวุธ ดีหมื่นไวย์

เครดิต women.sanook

สุดคลั่ง! เด็กสาวรัสเซีย ทุ่มเงินหลักล้าน-ผ่าตัดทุก 6 เดือน เพื่อให้เหมือน ปารีส ฮิลตัน

May 30th, 2009 by womenblogs

การที่สาวๆ และหนุ่มๆ หลายคนใฝ่ฝันที่จะมีรูปร่างหน้าตาแบบคนดังระดับ “เอ-ลิสท์” นับว่าไม่ใช่เรื่องประหลาด ….แต่ทว่าบางคนกลับไปไกลกว่านั้น ยอมเสียเงินเป็นล้านและทนเจ็บครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อทำให้ตัวเอง “ดูเหมือน” คนดังในดวงใจ

ปารีส ฮิลตัน
ปารีส ฮิลตัน

เด็กสาวชาวรัสเซียคนหนึ่ง ด้วยวัยเพียง 19 ปี เธอมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไฮโซสาวผมบลอนด์ ปารีส ฮิลตัน สมใจอยาก ……. แอนนา นิโคลาเยฟนา ถูกกระตุ้นจากคนรอบข้างมาโดยตลอดว่า มีหน้าตาเหมือนคนดังตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี เพราะเธอมีรูปร่าง สีผมและโครงหน้าที่คล้ายคลึงกับปารีส จนในที่สุด เธอรู้สึกว่าแค่ ความคล้าย นั้น ยังไม่เพียงพอ

แอนนา นิโคลาเยฟนา
< โฉมหน้า แอนนา นิโคลาเยฟนา ก่อนทำศัลยกรรม >

แอ นนา ยอมทุ่มเงินถึง 375,000 บาท เพื่อรับการผ่าตัดทำศัลยกรรมและยังยอมจ่ายอีกหลายแสน จนรวมกันเป็นเงินหลักล้านบาท เพื่อซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ในการทำให้ตัวเองดูเหมือนต้นแบบมากที่สุด

สาววัย 19 กล่าวว่า ” มันกลายเป็นความคลั่งไคล้ไปแล้ว ที่จริงฉันก็ไม่ถึงกับโคลนนิ่งมาจากปารีส แต่ฉันก็ดูเหมือนเธอมากทีเดียว การที่ทำแบบนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกน่ารักและมั่นใจในตัวเองขึ้นเพียบเลย”

แอนนา กล่าวถึงสาเหตุที่เธอตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองให้ เหมือนคนอื่นว่า เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ปารีสกำลังโด่งดัง เพื่อนๆ ที่โรงเรียนมักพูดว่าฉันหน้าคล้ายเธอ ฉันมีจมูก รูปร่างและเส้นผมที่เหมือนเธอเปี๊ยบ พวกเด็กผู้ชายจะคอยแอบดูฉันและตะโกนว่า ปารีส, ปารีส!

ปารีส ฮิลตัน VS แอนนา นิโคลาเยฟนา
เหมือน? : ปารีส ฮิลตัน VS แอนนา นิโคลาเยฟนา

เมื่อ ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ชีวิตของแอนนาต้องเปลี่ยนไป เมื่อผู้จัดรายการทีวีคนหนึ่งเข้ามาติดต่อเธอ พร้อมเสนอจ่ายค่าผ่าตัดทำศัลยกรรมให้หมือนปารีสมากที่สุด ซึ่งแน่นอนแอนนารีบคว้าโอกาสไว้ทันที การผ่าตัดใช้รูปของปารีสเป็นแนวทาง หมอใช้เวลานาน 4 ชั่วโมงเพื่อ “เสริมเต้าคัพ ซี” ดูดไขมันที่สะโพกและเอว และทำให้ริมฝีปากของเธออวบอิ่มขึ้น หลังการผ่าตัดเธอต้องใช้เวลาพักฟื้นนานถึง 2 เดือน นอกจากนี้ เธอยังต้องรับการผ่าตัดริมฝีปากให้อวบอิ่มคงที่คงวาอีกทุก 6 เดือนด้วย

แอนนาปลาบปลื้มสุดๆ กับผลที่ปรากฎ

แต่ ยังไม่จบเท่านี้ เพราะนอกจากรูปร่างหน้าตาภายนอกจะเหมือนแล้ว แอนนาก็ยังไม่พอใจ เพราะเธอยังใช้เวลาหลายต่อหลายชั่วโมงเพื่อฝึกอากัปกิริยาให้เหมือนกับปารีส มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวิธีเอียงหน้าเมื่อถ่ายรูป วิธียิ้ม หรือแม้กระทั่งวิธีนั่ง

ขณะที่พ่อแม่ของเธอกลับไม่ชอบกับเรื่องนี้มาก แอนนา กล่าวว่า “พ่อแม่ไม่เข้าใจว่าทำไมฉันต้องอยากหน้าตาเหมือนปารีส พวกเขาไม่ชอบเลยที่ฉันต้องถูกผ่าตัดตั้งแต่อายุเพียง 19 ปี”

“คนอื่นชอบคิดว่าเรื่องนี้มันบ้าบิ่น แต่ฉันมีความสุข ฉันฉลาด โด่งดังและน่ารัก แล้วเรื่องพวกนี้มันไม่ดีตรงไหน?”

เจ๊ว่า…. รออีกไม่เกิน 10 ปี หนูก็จะรู้คำตอบเองละ!!!!!

โดย พิงค์สเกิร์ต

เครดิต women.sanook

โผล่อีก สาวสุดคลั่ง 2 ! ทุ่มไม่อั้น ทำตัวให้เหมือน บริทนีย์

May 30th, 2009 by womenblogs

ดูเหมือนว่าสาวน้อยชาวรัสเซียคงไม่ใช่คนเดียว ที่กระหายอยากมีหน้าตาเหมือน “คนดัง” จนถึงขั้นยอมเจ็บตัวผ่าตัดและเสียเงินอย่างไม่อั้น เพราะล่าสุดได้สืบมาจนทราบว่า เธออาจได้มีเพื่อนร่วม “อุดมการณ์” เพิ่มอีก 1 คน ที่มีเรื่องราวความคลั่งดาราไม่แพ้ใครเช่นกัน

บริทนีย์
บริทนีย์

คิมเบอร์ลีย์ เดย์ล อดีต สาวขี้อาย วัย 24 ปี ที่วันๆ เคยแต่หมกหมุ่นอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ก็เป็นเด็กสาวอีกคน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคนดัง จนถึงขั้นลุกขึ้นเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้อย่างแทบเหลือเชื่อ จากอดีตที่ขมขื่น ซึ่งเธอมักถูกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนรุมแกล้งอยู่เสมอ ส่งผลให้ คิมเบอร์ลีย์ ค้นพบว่า “การร้องเพลงช่วยทำให้เธอมีความสุขใจ” และด้วยอายุเพียง 15 ปี สาวอังกฤษคนนี้เคยรับจ็อบร้องเพลงที่โรงแรงแห่งหนึ่งใกล้ๆ บ้าน

ส่วนเพลงที่เธอถนัดมากที่สุด ก็หนีไม่พ้นเพลงของ…………เจ้าหญิงเพลงป็อป “บริทนีย์ สเปียร์ส” นั่นเอง !!!

เมื่อ จับไมค์ร้องเพลงไปได้ 6 ปี ผู้จัดการของเธอได้เสนอไอเดียขึ้นมาว่า “คิมเบอร์ลีย์” น่าจะสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้จากการทำตัวเป็น “บริทนีย์” นัมเบอร์ 2 ซึ่งเป็นการจุดประกายให้เธอตัดสินใจปรับปรุงหน้าตาของตัวเองและย้ายออกจากบ้านนอก เข้าสู่เมืองหลวงอย่างลอนดอน

คิมเบอร์ลีย์ เดย์ล
ภาพเก่าๆ ของ คิมเบอร์ลีย์ เดย์ล

” ฉันยอมจ่ายเงินถึง 25,000 บาท เพื่อทำผมกับจอห์น ฟรีด้า ช่างผมชื่อดังระดับโลก เพื่อที่จะดูเหมือนบริทนีย์มากที่สุด พอทำเสร็จแล้วเห็นตัวเองในกระจก คิดว่าตัวเองดูเหมือนบริทนีย์มาก และเป็นครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองก็เซ็กซี่กับเค้าเหมือนกัน” คิมเบอร์ลีย์ เล่า

แต่เท่านี้คงยังน้อยไปสำหรับเธอ เพราะคิมเบอร์ลีย์ยังทุ่มเงินอีกกว่า 2 แสนบาทเพื่อดัดและฟอกฟันขาว รวมทั้งสมัครเป็นสมาชิกฟิตเนสเพื่อลดหุ่น แถมยังใช้เงินอีกว่า 1 แสนบาทเพื่อเลือกซื้อเสื้อผ้าให้สมกับความเป็นบริทนีย์

อย่างไร ก็ตาม ผลตอบรับกลับคุ้มค่าอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะไม่กี่เดือนต่อมา ผู้จัดการของเธอก็หางานดีๆ ให้ได้สำเร็จ จนตอนนี้เธอมีรายได้มากกว่า 3 แสนบาทต่อเดือน และในปี 2009 เธอมีคิวบินไปแสดงทั้งที่ออสเตรเลีย ลาส เวกัส และสเปน

บริทนีย์ ตัวจริง VS บริทนีย์ ตัวปลอม
บริทนีย์ ตัวจริง VS บริทนีย์ ตัวปลอม

คิมเบอร์ลีย์ เปิดใจว่า การเป็นบริทนี่ย์คนที่ 2 ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะ มันหมายถึงการออกกำลังกายกับผู้ฝึกส่วนตัวทุกวัน และการแต่งตัวที่มากมาย ทำให้มีต้นทุนสูงถึงเกือบ 50,000 บาทต่อเดือน แต่เธอก็ยืนยันว่ามันคุ้มสุดจะคุ้ม

“ฉันไม่อยากเชื่อเลยเด็กบ้า คอมพิวเตอร์คนนั้นคือฉัน เพราะตอนนี้ฉันมั่นใจในตัวเองขึ้นเยอะ ชีวิตฉันไปไกลจากเดิม แม้ฉันจะไม่ใช่บริทนี่ย์จริงๆ แต่ก็สามารถใช้ชีวิตแบบเธอได้

โดย พิงค์สเกิร์ต

เว็บมาสเตอร์ขอฝาก —> จริงๆแล้ว การทำตัวเองให้เป็นเหมือนคนอื่น อย่างในกรณีของ คิมเบอร์ลีย์ เดย์ล อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จในชีวิตเสมอไป แต่การที่เราเป็นตัวของตัวเอง พยายามหาจุดเด่นที่เป็นความสามารถของตัวเราจริงๆ คุณจะสามารถชนะใจตัวเอง และชนะใจคนรอบข้างได้อย่างภาคภูมิใจ และมีความสุขที่สุด ตลอดไปด้วยค่ะ จงสวยและเก่งในแบบของคุณดีกว่านะคะ (เพราะวันนึงอาจจะมีคนคิดเลียนแบบคุณก็เป็นได้)

เครดิต women.sanook

แพทย์เตือน!! คาร์บ็อกซี่ หลุมพรางของคนคลั่งผอม

May 30th, 2009 by womenblogs

ปัญหารูปร่างและส่วนเกินกลายเป็นปัญหากวนใจของคนที่อยากมีรูปร่างผอมเพรียว ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเทคโนโลยีขึ้นมากมาย เพื่อเอาใจกลุ่มคนเหล่านี้ เริ่มจากการดูดไขมัน การผ่าตัดไขมันส่วนเกิน ไปจนถึงการทำ คาร์บ็อกซี่ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม และเป็นกระแสที่กำลังมาแรง

คาร์บ็อกซี่ สาวคลั่งผอม

นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม กล่าวถึงกระแสนิยมของคาร์บ็อกซี่ว่า ปัจจุบันมีผู้สนใจทำคาร์บ็อกซี่กันอย่างมากมาย เนื่องจากมีการโฆษณาชวนเชื่อว่าสามารถสลายไขมันและเซลลูไลท์เฉพาะส่วนได้ในระยะเวลาไม่นาน และขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แต่หารู้ไม่ว่าคาร์บ็อกซี่กำลังเป็นภัยเงียบที่คุกคามผู้บริโภค หากไม่ศึกษาถึงผลกระทบให้ดีก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ

นอกจากนี้ รศ.นพ.นิยม ตันติคุณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำคาร์บ็อกซี่ว่า ปัจจุบัน เรารู้จักคาร์บ็อกซี่ว่าเป็นนวัตกรรมความงามเพื่อใช้ลดไขมันเฉพาะที่ด้วย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่ละลายน้ำได้ดี สลายตัวได้เร็ว และพบว่าเมื่อฉีดก๊าซนี้เข้าไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จะช่วยเพิ่มการขยายตัวของเส้นเลือดและทำให้เซลล์ไขมันสลายตัวและถูกกำจัดออก ไป เป็นเทคนิคใหม่ในการขจัดเซลลูไลท์หรือลดไขมันส่วนเกินในบริเวณที่ไม่ต้องการ

กรรมวิธีในการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้นั้น ทำได้โดยแพทย์ จะใช้เข็มฉีดยาที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็กมาก สอดเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนังแล้วปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปตาม ปริมาณที่เหมาะสม ขณะที่ก๊าซผ่านเข้าไปสู่ชั้นผิวนั้นจะรู้สึกอบอุ่นบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย เมื่อคลำผิวบริเวณที่ฉีดจะได้ยินเสียงเหมือนก๊าซอยู่ใต้ผิว ลักษณะอาการหลังจากฉีดเข้าไปในผิวหนัง อาจมีอาการปวดและรู้สึกตึง หรือบางรายอาจมีรอยช้ำเกิดขึ้นและจะหายไปได้เองในภายหลัง” คุณหมอนิยม อธิบาย

ทั้งนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังยังกล่าวย้ำอีกว่า การทำคาร์ บ็อกซี่สามารถใช้ได้ผลในการสลายไขมันเฉพาะที่ ลดเฉพาะจุดแต่ไม่สามารถใช้ลดน้ำหนักได้ และการใช้ก๊าซคาร์บอนฉีดนั้นยังเป็นเพียงการทดลอง ซึ่งยังไม่มีผลรับรองออกมาอย่างเป็นทางการ ในส่วนความคงทนในการรักษาขึ้นอยู่กับการดูแลตนเอง เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

คาร์บ็อกซี่ สาวคลั่งผอม

กลุ่มเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงการฉีดคาร์บ็อกซี่ได้แก่ ผู้ ที่มีปัญหาระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเลือด โรคเบาหวาน สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นก่อนปล่อยก๊าซเข้าไป แพทย์จึงต้องมั่นใจว่าก๊าซจะไม่ผ่านเข้าไปในเส้นเลือด

เว็บมาสเตอร์ขอฝาก—> สำหรับคุณสาวๆ ที่อยากมีหุ่นดีผอมเพรียว แนะนำว่าเรามาออกกำลังกายกัน ดีกว่าค่ะ เพราะหากใครเลือกใช้วิธี ทางลัดทางด่วนอย่างเช่น คาร์บอกซี่ ทำไปแล้วก็อาจจะทำให้กลับไปอ้วนได้อีก และอาจได้เจ็บตัว(โคตร)เป็นของแถมอีกด้วยนะคะ แม้ว่าการออกกำลังกายจะต้องใช้ระยะเวลาสักหน่อย แต่ผลที่ได้กลับมารับรองว่า คุณจะหุ่นดีแบบถาวรทีเดียวค่ะ…คุณสาวๆ :)

เครดิต women.sanook

ดาราที่ สวยขึ้น และ เสียโฉม กับศัลยกรรม?

May 30th, 2009 by womenblogs

มิคกี้ รู้ค
เห็นหน้าของ มิคกี้ รู้ค ตอนนี้แล้ว บอกได้คำเดียวว่า “เสียดาย” ความหล่อเหลาที่ทุกวันนี้แทบไม่เหลือเค้าให้เห็น อันเป็นผลมาจากการทำศัลยกรรมมาหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่าการทำศัลยกรรมทั้งที่จมูก โหนกแก้ม แล้วเผลอๆ อาจมีการฉีดโบท็อกซ์ที่ริมฝีปากด้วย ไม่ได้ช่วยให้อดีตพระเอกวัย 53 ปี ที่กลับมาสร้างชื่อใหม่อีกครั้งใน เดอะ เรสเลอร์ เพราะกวาดรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมมาจากหลายเวที รวมทั้งเวทีลูกโลกทองคำ ดูดีขึ้นเลย

มิหนำซ้ำกลับทำให้ดูแย่ลงเสียอีก!!

มิค กี้เป็นพระเอกที่ไม่สนใจหน้าตา รูปลักษณ์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร และเป็นผู้ชายประเภท “แมน” มากๆ ทำให้ช่วงหนึ่งเขาหันไปสนใจต่อยมวยอาชีพ และได้รับบาดเจ็บหลายครั้ง เฉพาะที่ใบหน้าก็เคยจมูกหักมา 2 หน เพราะเคยถูกหมัดคู่ต่อสู้ตะบันใส่ จนกระดูกบริเวณโหนกแก้มแตก ทำให้คนรูปหล่อที่ในชีวิตไม่เคยคิดจะทำศัลยกรรมความงามต้องหันหน้าเข้าพึ่ง มีดหมอ แล้วก็เจอผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างที่เห็น แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่า เป็นเพราะฝีมือหมอไม่ดีหรือมีสาเหตุจากที่ใด เนื่องจากเจ้าตัวไม่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้

พริสซิลล่า เพรสลี่ย์ เคนนี่ โรเจอร์

ผิดกับ เคนนี่ โรเจอร์ อดีต นักร้องคันทรี่วัย 70 ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขารู้สึกเสียใจที่ไปทำศัลยกรรมผ่าตัดบริเวณเปลือกตาที่เริ่มเหี่ยวและหย่อน เพราะอยากดูหนุ่มขึ้น แต่ตอนนี้บอกได้คำเดียวว่า รู้สึกคิดถึง “ความอ่อนโยน” ในดวงตาที่ไม่เหลือให้เห็นอีกแล้วนับแต่ไปทำศัลยกรรม ที่กลายเป็นกรรมแท้ๆ!!

หรืออย่างแม่หม้ายคนดังอย่าง พริสซิลล่า เพรสลี่ย์ อดีต หวานใจ เอลวิส เพรสลี่ย์ ที่เคยเสียใจกับการทำศัลยกรรม หลังจากเจอ “กลโกง” ของ แดเนี่ยล เซอร์ราโน่ หมอชื่อดังที่เคยทำศัลย กรรมให้กับภรรยาของ แลร์รี่ คิง และ ภรรยาของ ไลโอเนล ริชี่ ฯลฯ โดยหมอแดเนี่ยลแกมีจุดขายตรงที่จะบอกกับบรรดาลูกค้าว่า แกมีสารเคล็ดลับความงามที่มีคุณภาพดีกว่า โบท็อกซ์ ซะอีก ทำให้ผู้หญิงเหล่านั้น รวมทั้งพริสซิลล่าหลงเชื่อให้หมอฉีดสารดังกล่าวให้ แต่มารู้ภายหลังตอนที่หมอแดเนี่ยลถูกตำรวจจับว่า ที่แท้สารที่หมอฉีดให้พวกเธอนั้นเป็นซิลิโคนคุณภาพต่ำจากอาร์เจนตินา ทำให้พริสซิลล่าต้องไปทำศัลยกรรมแก้ไขสิ่งที่หมอแดเนี่ยลทำไว้อยู่หลายครั้ง

เจนนิเฟอร์ อนิสตัน เจเน็ต แจ๊คสัน

อย่างไรก็ตาม คนที่ไปทำศัลยกรรมแล้วดูดีขึ้นก็มี อย่างเช่น เจเน็ต แจ๊คสัน ซึ่ง ออกมายอมรับเมื่อปี 2549 ว่า เคยทำศัลยกรรมเสริมจมูกเมื่อตอนอายุ 16 แต่ที่มีข่าวว่า เคยไปผ่าตัดเอากระดูกซี่โครงออก 2 ซี่ เพื่อให้ “เอว” เล็กลง นักร้องสาววัย 43 ยังไม่เคยออกมาพูดถึงว่าเป็นเรื่องจริงหรือข่าวลือ

ส่วน เจนนิเฟอร์ อนิสตัน วัย 40 เคยให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2540 ว่าเคยไปผ่าตัดทำศัลยกรรมจมูก แต่ไม่ใช่เพราะอยากให้จมูกดูสวยขึ้น แต่ที่ต้องไปเพราะเป็นการผ่าตัดแก้ไขสันจมูกที่เบี้ยวนิดหน่อย

ถึง แม้ศัลยกรรมจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ที่ต้องปกปิดเหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกวันนี้ ดารานักแสดงที่เคยไปทำมาก็ไม่ค่อยอยากยอมรับสักเท่าไหร่

แต่ ด้วยอาชีพที่ต้องขายรูปลักษณ์ ดารากับศัลยกรรมคงเป็นเรื่องที่ “หนี” กันยาก แต่ใครทำแล้วจะออกมาดูดีสมใจ หรือโชคร้าย ได้ของใหม่ที่ทำให้ดูแย่ลงกว่าเดิม ก็มีให้ดูอย่างที่เห็นๆ กันนี่แหละ!!

คอลัมน์ บันเทิงต่างประเทศ

โดย raikorn@hotmail.com

เครดิต  women.sanook

« Previous Entries